เรียน เขียน สอบ เพื่อเป็นผู้ใหญ่?
ห้องนั้นช่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงพัดลมที่หมุนควงไปมาผสมกับเสียงแอร์ที่ทำงานของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีคนกว่าร้อยชีวิตนั่งอยู่ในห้องนั้น พวกเขานั่งเงียบ สายตาก้มลงมองกระดาษสีขาวหลายแผ่นที่เเย็บติดกันตรงหัวมุม พวกเขาเปิดกระดาษไปทีละหน้า อ่านข้อความที่เขียนบนกระดาษ ในมือข้างถนัดหนีบปากกาด้วยสองนิ้วหรือสามนิ้วตามสไตล์ของแต่ละคน พวกเขาเริ่มลงมือเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษสีขาวเบื้องหน้า

นั่นคือภาพของห้องสอบ นักศึกษานับร้อยคนผู้เรียนวิชาเดียวกัน นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน ลงมือทำข้อสอบชุดเดียวกัน พวกเขานั่งห่างกันประมาณหนึ่งโดยมีเก้าอี้ว่างหนึ่งตัวเป็นที่กั้น ไม่มีเสียงพูดคุย พวกเขาแทบไม่มองหน้ากัน อาจมีชำเลือกมองคนข้างหน้าบ้าง แต่ไม่มีใครกล้าเหลือบมองไปด้านข้าง เพราะมีสายตาจับจ้องพวกเขาอยู่ ผู้คุมสอบสี่คน สลับกันนั่งอยู่ด้านหลังห้องกับหน้าห้อง พวกเขาหมุนเวียนกันเดินไปมาเพื่อตรวจสอบว่านักศึกษาจะแอบทุจริตในการสอบหรือไม่

บรรยากาศในห้องสอบไม่ใช่บรรยากาศที่น่าอภิรมย์เลย ความตึงเครียดจากความเงียบงันนั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจน สำหรับนักศึกษาแล้วความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าคำถามในข้อสอบคงยากจะบรรยายได้ ยิ่งพวกเขาเขียนลงไปเรื่อย ๆ พวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกล้าอยู่ภายในมากขึ้น บางคนอาจรู้สึกสมองอื้ออึง นึกอะไรไม่ออกในข้อหลัง บางคนอาจรู้สึกเมื่อยมือ เกร็งนิ้ว ยิ่งเขียนมากเท่าไหร่ ความล้าก็ยิ่งมากขึ้นเพราะร่ายกายต้องใช้พลังในการคิดและเรียบเรียงประโยคคำพูดออกมา ยิ่งเวลาผ่านไปพวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่าเวลาช่างรวดเร็วเหลือเกิน หรือไม่ก็รู้สึกว่าทำไมข้อสอบมันเยอะและยากเช่นนี้

ในทางตรงกันข้าม คนคุมสอบกลับรู้สึกว่าเวลาช่างเชื่องช้า กว่าแต่ละชั่วโมงจะผ่านไป พวกเขานั่งดู เดินไปเดินมา หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเงียบ ๆ แต่ไม่ว่าจะก้มลงไปดูโทรศัพท์กี่รอบ เวลาก็ยังคงเดินช้า บรรยากาศรอบตัวช่างดูน่าอึดอัด ส่งเสียงก็ไม่ได้ จะเดินออกจากห้องก็ไม่ได้ จะคุยกับคนคุมสอบคนอื่น ๆ ก็ไม่ควร คงมีแต่ความเงียบงันเป็นผู้ชนะ เป็นเจ้าผู้ปกครองห้องสอบแห่งนี้เท่านั้น

การสอบเป็นวาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับชีวิตผู้เรียนหนังสือ ตั้งแต่เด็กนักเรียน จนถึงนักศึกษา/นิสิตมหาวิทยาลัย และเราก็ยังต้องสอบต่อไปเพื่อเข้าทำงาน หรือเพื่อเลื่อนตำแหน่ง การสอบแต่ละครั้งมีหน้าที่สำคัญคือการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้ศึกษา หรือวัดความสามารถของคนทำงานเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แต่ในขณะที่วัฒนธรรมของการสอบมีอายุมามากพอ ๆ กับอารยธรรมของมนุษย์ ก็มีคำถามหลายคำถามตามมา เช่น "การสอบสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้จริงหรือไม่ "การสอบเป็นเรื่องเสียเวลาหรือเปล่า" "การสอบทำให้เราพัฒนาขึ้นได้ไหม" หรือ "การสอบทำให้เราเติบโตขึ้นจริงหรือไม่"

ในช่วงวัยเรียนการสอบคือการวัดผลการเรียนของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และสังคมก็ได้กำหนดมาตรฐานไว้ว่าผู้สอบได้คะแนนดีคือผู้มีคุณภาพ แต่ยิ่งเราเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่เรากลับพบว่าสังคมเรียกร้องเรามากกว่าแค่ผลการสอบที่ดี สังคมยังเรียกร้องให้เราเติบโต พัฒนา และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

การพัฒนาตัวตนของเราเพื่อก้าวไปเป็น mature หรือก็คือการเป็นผู้ใหญ่นั้นสามารถวัดได้ด้วยการสอบในห้องเรียนหรือไม่

เราอาจสงสัยว่าคำถามข้างต้นเกี่ยวอะไรกับการสอบ ... บางทีมันอาจไม่เกี่ยวกันก็ได้ แต่เมื่อเราลองคิดถึงความคาดหวังบางอย่างของสังคม เราจะพบว่าสังคมคาดหวังว่า "ทุกครั้งที่เราเรียนจบชั้นใดชั้นหนึ่ง และก้าวไปสู่ชั้นต่อไปที่สูงขึ้น สังคมจะหวังว่าผู้เรียนจะเติบโตขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น" เสมอ

เมื่อเราเรียนจบชั้นมัธยมปลาย สังคมจะเริ่มคาดหวังว่าเราจะรู้ว่าเราต้องการอะไรต่อไป อยากเรียนอะไรต่อไป และอยากจะทำงานอะไร

เมื่อเราเรียนจบมหาวิทยาลัย สังคมจะยิ่งคาดหวังว่าเราได้เป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรออกไปหาเลี้ยงชีพตนเองได้แล้ว และควรรู้ได้แล้วว่าจะทำยังไงกับชีวิต

เท่ากับว่า "การเรียน" คือ "การก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่"

แต่เราใช้สิ่งใดมาวัดความสำเร็จของการเรียน... คำตอบก็คือ "การสอบ" กับ "การทำรายงาน"

การทำรายงานคือการใช้เวลาในการค้นคว้า ต้องอาศัยทักษะของการอ่าน การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ก่อนจะเขียนสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมา หรือสร้างอะไรสักอย่างออกมาให้เป็นรูปธรรม เช่น การออกแบบ การปั้นขึ้นรูปแบบสิ่งก่อสร้าง หรือการทดลองในห้องทดลอง

แต่การสอบคือการวัดองค์ความรู้ในชั่วแล่น คือสามชั่วโมง ถ้ามากกว่านี้ก็ต้องเป็นการสอบที่ทรหดและยากยิ่งขึ้นไปอีก

คนที่สามารถทำข้อสอบกับรายงานได้จนสำเร็จ ก็คือคนที่จะได้ก้าวไปสู่ขั้นต่อไป คือจบชั้นไปสู่ชั้นที่สูงขึ้น และสุดท้ายคือการจบการศึกษา

และนั่นเท่ากับว่าเราการสอบกับการทำรายงานคือสิ่งที่ส่งเราไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่.... ใช่หรือไม่

การทำข้อสอบนั้นคืออะไร คือการเขียนอะไรสักอย่างให้ตรงหรือดีกว่าที่อาจารย์ผู้สอนได้บรรยายและมอบหมายให้อ่านในระหว่างเรียนใช่หรือไม่ หากว่าเราไม่ได้อ่านสไลด์บรรยาย หรือเอกสารอื่น ๆ ที่อาจารย์มอบหมายให้เราจะเอาอะไรไปตอบ เราจะไปมั่วข้อสอบได้หรือไม่ คงไม่ได้แน่ เพราะคำตอบที่อาจารย์ส่วนใหญ่อยากได้ก็คือคำตอบที่ตรงกับความรู้สึกนึกคิดของผู้สอน การตอบนอกเหนือจากความคิดของผู้สอน หรือการมโนคำตอบเอาเองย่อมเป็นการฆ่าตัวตายเพราะผู้ตอบมีโอกาสได้เอฟ และด้วยเหตุนั้นการทำข้อสอบจึงกลายเป็นภาวะของการ "คัดลอกความคิดของอาจารย์มาตอบให้ตรงที่สุดเท่าที่จะมากได้"

ในแง่หนึ่งแล้วการสอบคือการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่บีบคั้นอย่างหนึ่ง โดยอาศัยรูปแบบที่ค่อนข้างตายตัวจากอาจารย์ผู้สอนมาเป็นเครื่องมือในการเอาตัวรอด แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็เกิดคำถามว่า "การสอบจะช่วยให้นักศึกษา/นิสิตมีพัฒนาการอย่างไรได้บ้าง"

เราคงต้องย้อนกลับไปสู่ประเด็นข้างต้นก็คือ "สังคมได้คาดหวังว่าเมื่อเราจบจากมหาวิทยาลัยเราจะได้เป็นผู้ใหญ่กับเขาเสียที" แต่เราก็ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงว่าในมหาวิทยาลัย สิ่งที่เราทำคือไปเรียนหนังสือ ทำรายงาน และสอบ หรือเราจะพูดได้ว่า การเรียนในห้องเรียน การทำรายงานผ่านคอมพิวเตอร์กับห้องสมุด และการสอบสามชั่วโมงในแต่ละวิชาสามารถนำเราไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ได้...

และเรายังต้องย้อนกลับมาดูว่า "เราเรียนอะไรไปบ้างในห้องเรียน"

วิชาที่มากมายหลากหลายในระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คือการเน้นภาคทฤษฎี การท่องตำรา การเขียน

นั่นอาจเป็นเหตุผลให้สายวิชาอาชีพเป็นสายที่ดูจะได้รับความนิยมจากสังคม เช่น การเรียนแพทย์ การเรียนด้านวิศวกรรม การเรียนภาษา ศาสตร์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือการออกแบบอย่างงานสถาปัตย์ หรือออกแบบภายในที่มาแรงในระยะหลัง เพราะสังคมเชื่อว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยคือการสร้างคนสร้างอาชีพ เมื่อมีอาชีพก็กลายเป็นผู้ใหญ่รับผิดชอบตนเองได้แล้ว

แต่สายวิชาการ เช่น วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ หรือสังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ กลายเป็นวิชาที่สังคมตั้งคำถาม เพราะสังคมมองไม่ออกว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร และผู้ที่เรียนมาในสาขาเหล่านี้ก็มักประสบปัญหาในการหางานทำต่อไปเมื่อเรียนจบจริง ๆ เสียด้วย

แต่ไม่ว่าจะเป็นสาขายอดนิยม หรือสาขาที่น่าฉงนสำหรับสังคม คำถามสำคัญก็ยังคงอยู่... เรียนจบแล้วกลายเป็นผู้ใหญ่เลยอย่างนั้นหรือ

และนั่นทำให้เราต้องหันมาตั้งคำถามว่า "ความเป็นผู้ใหญ่" คืออะไร เพื่อทำความเข้าใจสภาวะที่นักศึกษากำลังก้าวไปสู่คนทำงาน

หากว่าการเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยสามารถนำพานักศึกษาไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว การเรียนในมหาวิทยาลัยก็นับว่ามีความสำคัญยิ่งยวด และบุคลากรในสังคมของเราก็จักเป็นผู้มีคุณภาพตั้งแต่อายุยังน้อย

แต่มีสักกี่คนในสังคมเราที่กล้ายืนยันว่าชีวิตมหาวิทยาลัยนำพานักศึกษาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ได้เพราะความเป็นผู้ใหญ่ดูจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการเดินทางเพื่อพาตัวเราไปสู่สภาวะดังกล่าว การเป็นนักศึกษา/นิสิตป้ายแดงนั้นจะมีสักกี่คนกันที่กลายเป็นผู้ใหญ่ได้เต็มปากเต็มคำหากว่าเขาหรือเธอไม่ผ่านเรื่องราวหลากหลายมาก่อนในชีวิต คนที่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาคือไปเรียนในห้องเรียน ทำกิจกรรมมหาวิทยาลัย ทำรายงานส่งอาจารย์ ทำข้อสอบ และทำโปรเจ็คจบจะเรียกว่ามีประสบการณ์ชีวิตมากได้ยังงั้นหรือ...

เราอาจต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ว่าสังคมเรียกร้องคนรุ่นใหม่มากเกินไป หรือเราอาจต้องมานั่งคิดว่าการให้การศึกษากับคนในสังคมจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้นเพื่อการสร้างบุคคลากรรุ่นใหม่ของสังคมที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้หรือเปล่า

คำว่าประสิทธิภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ความสามารถ แต่ยังหมายถึงความคิด การมองโลก การพัฒนาตนเอง และการทำให้ตนเองมีความสุข

การศึกษาอาจยังไม่ได้มาถึงทางตันในการสร้างชีวิตคนก็จริง แต่บางทีมันอาจเขยิบเข้าใกล้จุดนั้นแล้วก็ได้

หากสังคมไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด หรือระบบอะไรเสียสักอย่าง เราก็จะทำได้แค่ผลิตสมาชิกหน้าเดิม ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พอ ๆ กับที่คนรุ่นใหม่เองก็จะระอาต่อความคาดหวังของสังคม นำไปสู่การต่อต้าน และการคัดง้าง ทำให้เกิดปัญหาการปะทะกันระหว่างคนต่างอายุ ความไม่เข้าใจ และการถดถอยของสังคมในแง่ของความก้าวหน้า

นี่คงไม่ใช่ภาพที่สังคมใด ๆ ในโลกอย่างจะประสบพอเจอเป็นแน่

Photo source: http://www.faylib.org/events/student-study-space
SHARE
Written in this book
Life and work
Any idea and experience I learn from doing a job.
Writer
Ittipolj
writer
Write for life.

Comments

khwanjai
3 years ago
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ
Reply
niji
3 years ago
เขียนดีนะคะ ตามอ่านมาหลายงานแล้ว วิชาการที่ดูเหมือนจะหนักแต่เข้าใจง่าย
นศ.ที่เรียนกับคุณน่าจะมีความสุข :)
Reply
Ittipolj
3 years ago
ขอบคุณนะครับ แต่ผมก็ไม่ได้สอนเก่งขนาดนั้นหรอกครับ เวลาสอนในห้องมันไม่สะดวกในการแทรกเนื้อหาชีวิตสักเท่าไหร่