“ลูกค้าภายใน”
"Think Out Loud" | หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ | 16 กันยายน 2559

สมัยทำงานวาณิชธนกิจในธนาคาร เคยมีเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่แนะนำว่า ให้เข้างานก่อนเจ้านาย และออกจากออฟฟิศหลังเจ้านายกลับบ้าน ... จะได้โบนัสมากน้อย ขึ้นอยู่กับ “Face Time” ว่าเจ้านายเห็นหน้าเราในออฟฟิศมากน้อยเท่าไหร่

เพื่อนร่วมงานบางคนมีเทคนิคที่ทำให้ดูขยันด้วยการตั้งเวลาส่งอีเมลอัฟเดทงานให้เจ้านายตอนตีสามตีสี่ ... ให้ดูเหมือนทำงานหนักถึงขนาดอดหลับอดนอน

สังคมของเราค่อนข้างให้ความสำคัญกับความขยันขันแข็งของพนักงาน ... ขนาดนักธุรกิจอย่าง Bill Gates เองยังเคยยอมรับว่าช่วงแรกๆ ของการทำงานที่ Microsoft เขาสามารถจำทะเบียนรถของพนักงานในบริษัทได้ และคอยตรวจสอบที่จอดรถอยู่เสมอๆ ว่าใครมาทำงานกี่โมง และออกจากที่ทำงานกี่โมง

เรามักตั้งสมมุติฐานเองว่า คนจะทำงานเฉพาะเวลาที่เราเห็นเขา “นั่งอยู่” ที่ทำงาน

เราอาจจะลืมคิดไปว่าคนที่ต้องอยู่ออฟฟิศตลอดเวลา หรือคนที่มักส่งงานดึกๆ ดื่นๆ นั้น อาจจะเป็นคนที่ขาดประสิทธิภาพในการจัดการงานและบริหารเวลาไม่เป็น ... ในระยะยาวอาจเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ขาด work-life balance ในองค์กรด้วยซ้ำ ...

จริงๆ แล้ว ถ้ามีคนที่ “มีใจ” (passion) ในงานที่ทำ ... จะอยู่ที่ไหนและในเวลาใดก็สามารถทำงานได้ทั้งนั้น

เราอยู่ในสมัยที่ต้องปรับการทำงานให้เข้ากับ lifestyle ทำงานอย่างฉลาดโดยเน้น “ประสิทธิภาพ” มากกว่าการเก็บจำนวนชั่วโมงในออฟฟิศแล้วค่ะ

หนังสือ “Why Work Sucks and How to Fix It.” พูดถึงระบบการทำงานแบบ ROWE หรือ Results-Only Work Environment ที่เน้นวัดผลงานของพนักงานมากกว่าชั่วโมงการทำงานในออฟฟิศ เป็นหลักการที่เริ่มมีการนำมาใช้ในหลายบริษัท เช่น Gap ... เพื่อนของดิฉันที่ Facebook สามารถเลือกวันทำงานที่บ้านได้ หากคิดว่าจะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่า ... พนักงาน LinkedIn และ Oracle บางคนไม่เข้าออฟฟิศเพื่อประชุม แต่ teleconference มาร่วมประชุม เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง

นอกจากนี้ ในปัจจุบันเรายังเห็นองค์กรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย รวมถึงสตาร์ทอัพ ที่เปิดกว้างในการรับคนเข้าทำงานโดยเปิดช่องทางให้คนทำงานตามเวลาที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ... รับทั้ง full-time / part-time ... ทำงานเป็นโปรเจค ... ทำงานเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ... เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกคนเข้าทำงาน ... ไม่ใช่รูปแบบและเวลาการทำงาน แต่เป็น passion

คนที่มีใจนั้น เขาจะหาทาง contribute และทุ่มเทให้กับองค์กรในรูปแบบของเขาเอง สิ่งสำคัญที่องค์กรต้องมีให้คนเหล่านี้ คืออิสรภาพ และ ความเชื่อใจ

สุดท้ายแล้วก็กลับมาที่เรื่อง “การออกแบบ” องค์กร ...

เราจะใช้เวลาออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ “ลูกค้า” เพียงอย่างเดียว โดยลืมที่จะออกแบบการทำงานในองค์กรให้ตอบโจทย์ “พนักงาน” ไม่ได้

โลกที่เปลี่ยนไป ทำให้เราต้องเปิดใจและสร้างสรรค์นโยบายการทำงานรูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลาเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องทำความเข้าใจความต้องการและ Lifestyle ของพนักงานที่เปลี่ยนไป ในการออกแบบรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมและยั่งยืน ... การทำงาน 9 โมง-5 โมง หรือตอกบัตรเข้าเช้าออกเย็นที่เราคุ้นเคยนั้น อาจไม่ได้รูปแบบการทำงานหรือวิธีการวัดผลงานที่เหมาะสมกับทุกคนเสมอไป ...

พนักงานในองค์กร ก็เหมือน “ลูกค้าภายใน”

เราต้องเข้าใจเขา และทำให้เขามีความสุข

_____________________________________________________________________________ 
เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล เป็นนักออกแบบกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมขององค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคม จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เป็นนักเรียนนำสอนกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม Design Thinking (d.Leader) ที่ Stanford d.school และได้รับการอบรมด้าน Executive Coaching จาก Berkeley, Executive Coaching Institute

SHARE
Writer
MaySripata
Design Thinker
Co-Founder of Asian Leadership Academy and LUKKID www.asianleadershipacademy.com / www.lukkidgroup.com

Comments