สังคม “พลังบวก”
"Think Out Loud" | หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ | 2 กันยายน 2559

มื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ดิฉันได้รับโอกาสเข้าร่วมงาน Demo Day ของ DTAC Accelerate หนึ่งในโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่คัดเลือกและพัฒนาสตาร์ทอัพที่ “มีแวว” ผ่านหลักสูตร “Bootcamp” เข้มข้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเป็นระยะเวลา 4 เดือน

นอกจากสีสันของการ “Pitch” โดยธุรกิจสตาร์ทอัพที่หลากหลายในงาน สิ่งหนึ่งที่รู้สึกประทับใจจากมุมมองของผู้ร่วมงานคือ ความเป็น “ครอบครัว” ของบรรดาธุรกิจสตาร์ทอัพในโครงการ ... ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ... การสนับสนุนให้กำลังใจกันของผู้ร่วมแข่งขัน ... หรือการดูแลอย่างใกล้ชิดโดย “พี่เลี้ยง” หรือ “ศิษย์เก่ารุ่นพี่” ผู้มีประสบการณ์ทำธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง

แม้ว่า Demo Day จะเป็นเวทีการแข่งขัน ... บรรยากาศที่รู้สึกคือ พลังบวกของ “สังคมของการเรียนรู้” ที่ไม่มีใครแพ้หรือชนะ

จากประสบการณ์การทำงานกับทั้งกลุ่มเยาวชนผ่าน Asian Leadership Academy หรือกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ผ่าน Academy of Business Creativity … ดิฉันเชื่อมั่นในการสร้างสรรค์ “สังคมการเรียนรู้” และคิดว่าการรวมตัวกันของคนหลากหลาย ที่มีจุดมุ่งหมายเกื้อกูลกัน เป็นก้าวสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่จะทำให้สังคมนั้นๆ พัฒนาขึ้นได้แบบทวีคูณ

การรวมตัวกันด้วยพลังบวกนั้นทำให้เกิดประโยชน์โดยรวม เพราะการสร้าง “สังคมการเรียนรู้” ทำให้เกิด:

1. โอกาสในการขอและให้ความช่วยเหลือ: ไม่มีใครที่สามารถทำอะไรเองได้หมดทุกอย่าง ทุกคนต่างต้องการคำแนะนำและแนวทางจากผู้ที่รู้มากกว่าหรือมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากเรา การเข้าสังคมเป็นการขยายจำนวนคนที่เราสามารถขอความช่วยเหลือได้ เปิดโอกาสให้เราสร้าง “จุดใหม่ๆ” ที่ช่วยต่อยอดการพัฒนาตามหลักทฤษฏี 6 องศา หรือ Six Degree Separation ของนักเขียนชาวฮังกาเรียนคนหนึ่งชื่อ Frigyes Karinthy ที่ได้เสนอว่าคนที่เราต้องการขอความช่วยเหลือหรือติดต่อนั้น ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมอย่างที่เราคิด ... คน 2 คน ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ท่านประธานาธิบดีจนถึงเด็กตัวเล็ก ๆ จะมีคนที่รู้จักกันเชื่อมเป็นทอด ๆ ไม่เกิน 6 ช่วง

ไม่ใช่เฉพาะการขอความช่วยเหลือเท่านั้น ในทางกลับกัน สังคมการเรียนรู้เป็นที่ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถช่วยเหลือคนอื่น สังคมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนต้องเป็นสังคมที่มีทั้งการให้และการรับคู่ขนานกันไป

2. โอกาสในการขอ Feedback: สิ่งสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมการเรียนรู้ คือการสร้าง Safe Space ให้สมาชิกสามารถเป็นตัวของตัวเองและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องที่ผ่าน Feedback ของคนที่หลากหลาย ... หากจะนึกถึงสังคมการเรียนรู้ที่ดิฉันเองรู้สึกว่าได้รับ Feedback ในการพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ คงเป็นช่วงเวลาที่เรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจ เพราะตั้งแต่อาทิตย์แรกๆ ของการเรียน ก็ได้รับการปลูกฝังว่าการเรียนการสอนจะเป็นไปตามแนวคิด “Feedback is a gift” หรือ การให้ Feedback คือการให้ของขวัญ ... ความมั่นใจและความเชื่อใจว่า Feedback ที่เราได้รับจากคนรอบตัวเป็น Feedback ที่มาจากความหวังดีนั้น ทำให้เกิดการเปิดใจรับ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองโดยไม่รู้ตัว

3. การรวมพลัง: ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเสมอเมื่อคนที่หลากหลาย และมีพลังบวกมากมายมารวมตัวกัน ... เราจะพบว่างานต่างๆ ทำให้ลุล่วงไปได้ง่ายขึ้น เพราะสังคมนั้นๆ มี “Pool of Expertise” ที่มีทักษะและความชำนาญที่หลากหลาย ... หากสังคมการเรียนรู้ของคนพลังบว ลองทำอะไรเพื่อพัฒนาสังคมโดยรวมด้วยกัน เราคงเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่มีพลังและยั่งยืน

เพราะอุปสรรคสำคัญในการพัฒนา หรือแก้ไขปัญหาสังคมทุกวันนี้ คือรอยต่อของโครงการจำนวนมาก ที่ “แยกกันทำ” ไม่มีการร่วมมือที่เป็นโครงสร้างชัดเจน

เราอยู่ในโลกสมัยใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องมีใครแพ้หรือชนะ หรือใครเก่งกว่าใคร แต่เป็นสังคมทุกคนเรียนรู้และโตไปด้วยกันได้

สังคมพลังบวกเป็นสังคมที่เราสามารถสร้างสรรค์ได้ทุกที่และในทุกวงการ ไม่ใช่เพียงวงการสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่รวมไปถึงกลุ่มเยาวชน กลุ่มนักธุรกิจ หรือในบริษัทที่ทำงานของคุณเอง


____________________________________________________________________________ 
เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล เป็นนักออกแบบกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมขององค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคม จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เป็นนักเรียนนำสอนกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม Design Thinking (d.Leader) ที่ Stanford d.school และได้รับการอบรมด้าน Executive Coaching จาก Berkeley, Executive Coaching Institute
SHARE
Writer
MaySripata
Design Thinker
Co-Founder of Asian Leadership Academy and LUKKID www.asianleadershipacademy.com / www.lukkidgroup.com

Comments