ยิ่ง Input มากเท่าไร กลับกลายเป็นว่าไม่มีค่าอันใดที่มากพอต่อการใช้งาน
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ผมนั่งจ้องขีดเคอเซอร์กระพริบถี่ๆในโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ไม่รู้จะทำลายความว่างเปล่าตรงหน้านี้ได้อย่างไร ไม่รู้ว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อไร จุดที่พยายามเค้นสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาแค่ไหนก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรหลุดออกมา

ผมเชื่อว่าคนทำงานสร้างสรรค์หลายคนคงเคยเกิดปัญหาเดียวกัน แต่มันคงเป็นผมเองที่ปรับตัวไม่ทันเมื่ออาการนี้มาเยือน

ใครจะไปคิดว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่เราให้สัญญากับตัวเองใหม่ว่าในทุกๆวัน จะพยายามสละเวลาว่างซักหนึ่ง – สองชั่วโมง Input ข้อมูลบางอย่างเข้าหัวสมองให้มากที่สุด จะเป็นการอ่านหนังสือ เล่นเกม ดูหนัง หรือฟัง TED ก็ได้ แต่อย่างไรขอให้ในแต่ละวันมีเรื่องราวใหม่ๆเข้าไปสะกิดเซลล์สมองบ้าง ผมเสพหนังอย่างผู้หิวกระหาย ถึงจะง่วงแค่ไหนก็พยายามดู

กับหนังสือก็เช่นกัน ง่วงนอนก็ฝืนพยายามอ่าน และในตอนเช้า ก่อนเข้างานก็พยายามเปิด TED ดูซักตอน จากการกระทำ มันควรจะมีวัตถุดิบมากมายในหัวใช่มั้ย?

แต่น่าเศร้าเมื่อพบว่ามันกลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า เมื่อเราต้องการหยิบมันออกมาใช้ น่าแปลกใจ ยิ่งผม Input มากเท่าไร กลับกลายเป็นว่ามันไม่สามารถ Output ออกมาได้ตามความตั้งใจ เพราะมันไม่ใช่การเขียนตามคำบอกเล่าหรือคัดลอกสำเนาเอกสาร มันคือการประมวณความคิดที่อยู่ในหัว และกลั่นกรองออกมาเป็นสารที่เราอยากเสนอ

ระหว่างกำลังทำใจกับงานที่ค้างไว้และย้ายมาพิมพ์บ่นอยู่ในนี้ ผมพยายามนั่งนึกหาสาเหตุ หนึ่งอาจจะเป็นเพราะสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเวลาส่วนใหญ่ที่ใช้ดันหมดไปกับการเคลียงานที่คั่งค้างเอาไว้และขนย้ายอุปกรณ์สำนักงานเข้าสู้บ้านหลังใหม่ แต่ถึงอย่างไร ในแต่ละวันผมยัง Input ข้อมูลใหม่ๆอยู่ตลอดนี่น่า

หรืออีกสาเหตุ อาจจะเป็นไปได้ว่าทั้งงานประจำที่เน้นการอ่านเป็นหลัก บวกกับช่วงหลังๆอ่านสเตตัสวิเคราะห์หลายๆอย่างในโซเชียลมีเดียทั้งเรื่องดราม่ารับน้อง กราบแอร์ และอีกหลายๆประเด็นที่มีนักวิเคราะห์มาทิ้งไว้ให้คิดเยอะเหลือเกิน มันเยอะจนรู้สึกว่าหรือจริงๆแล้วเราก็ไม่ต้องกระโจนตัวลงไปแสดงความคิดเห็นอะไรแล้วก็ได้นิ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนมีคนเขียนไปแล้วทั้งนั้น

แม้หลายๆอันที่อ่านผ่านๆจะชวนคิดว่าเฮ้ย มันเป็นแบบนี้จริงๆหรอวะ หรือว่ามันไม่น่าจะใช่ แบบนี้มันไม่น่าถูกต้อง แต่กระนั้นก็นึกไม่ออกว่าการลงไปสู่สนามแห่งความขัดแย้งนั้นจะช่วยให้เจอทางออกที่ดีได้จริงๆหรือ ส่วนใหญ่จึงได้แต่อ่านผ่านๆ โดยรู้ว่าเวลาผ่านไปไม่เท่าไรเดี๋ยวคลื่นนิวฟีดใหม่ๆก็มีข่าวน่าสนใจกว่ามากลบกระแสข่าวเดิม แล้วก็จะมีดราม่าผลิตซ้ำ แล้วคนวิเคราะเดิมๆก็จะวิเคราะห์ขึ้นมาอีก วนลูปไปไม่จบสิ้น และปล่อยให้เรื่องที่อยากเล่าหายไปกับสิ่งเหล่านั้น

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่คิดว่าไม่น่าใช่แต่เป็นไปได้ ผมพบว่ายิ่งเราเติบโตขึ้นมากเท่าไร อีโก้ทั้งหลายในใจเราจะถูกความยิ่งใหญ่ของสังคมบดให้เล็กลงเรื่อยๆ จนเรารู้ตัวว่าเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โลกหมุนรอบตัวเองของมันไปอย่างนั้น และเราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เกินไปว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆให้โลกใบนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ลึกๆเรามีฝันได้ แต่ขนาดมันคงไม่ใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้ว อย่างในตอนนี้ หน้านิวฟีดของผมตอนนี้เริ่มมีเพื่อนหลายๆคนทำตามความฝันตัวเองสำเร็จไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำตามความฝัน จนถึงวันที่เรากลับมาตั้งคำถามว่าแล้วนี่กำลังทำอะไรอยู่ และดูเหมือนนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ผมเริ่มต้น Input ข้อมูลเข้าสู่สมองอย่างบ้าคลั่ง หากสมองเป็นเสมือคอมพิวเตอร์ ตอนนี้ข้อมูลที่ใส่เข้าไปมันคงกำลัง ERROR และคงต้องจัดการข้อมูลบางอย่างออกไปบ้าง 

เคยมีคนบอกว่าการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงานใหม่ๆจะช่วยให้สมองเราทำงานได้ดีขึ้น ผมไม่ค้าน แต่มันคงเป็นข้อเสียงของมนุษย์ประเภทปรับตัวเร็วแบบผม แม้จะอยู่ในสถานที่แปลกใหม่ แต่เวลาผ่านไปไม่เท่าไรไม่นานก็ชิน และเมื่อชินไปแล้ว สถานที่ใหม่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเราอีกต่อไป แต่สถานที่มันไม่ใช่ปัญหาหรอก สุดท้ายแล้วไอ้ตัวการที่ทำให้คิดไม่ออกมันน่าจะมาจากผมเอง

นึกถึงครั้งหนึ่ง ผมไปกินบุฟเฟ่ต์กับที่ทำงาน แม้วันนั้นจะไม่ได้เป็นคนจ่าย แต่ด้วยความเสียดายบวกกับความอร่อย ผมคีบหมู เนื้อ ผัก เข้าปากคำแล้วคำเล่า ดื่มน้ำแก้กระหาย สั่งเนื้อสัตว์มาเติมโดยไม่เว้นช่องว่างโดยหวังให้มื้อนี้สามารถเป็นเสบียงค้างไว้ในท้องได้จนถึงวันรุ่งขึ้น แต่ผ่านไปไม่เท่าไร ร่างกายเริ่มเรียกร้องและแสดงปฏิกิริยาตอบสนองชนิดที่ผมเองยังแปลกใจ อาการมันไม่ได้ออกระหว่างนั่งทานหรอก แต่อาการมันดันออกหลังจากเชคบิลเสร็จเรียบร้อย ผมลุกจากที่นั่ง กาเกงยางยืดทำหน้าที่เหนื่อยกว่าทุกวัน 

จุก!! ไม่มีคำเรียกในจะเหมาะสมไปมากกว่าคำนี้ กับอาการที่มีมวลความหนาเน้นสูงอยู่ในช่องท้อง จะเดินแต่ละทีก็ต้องค่อยๆก้าวเท้า เนื้อสัตว์ที่กินลงไปคล้ายจะพยายามประท้วงเพื่อเสรีภาพ มันพยายามแหวกว่ายมวลน้ำกรดจากช่องท้องจนเกือบถึงคอหอย พฤติกรรมผมที่ค่อยๆเดินทีละก้าวไปอย่างช้าๆตอนนั้นมันดูน่าตลกสิ้นดี

หรือจริงๆแล้วการเสพข้อมูลจะคล้ายๆกับการทานบุฟเฟ่ต์ ในโลกที่มีข้อมูลให้เราเลือกทานได้ไม่จำกัด ผมกำลังสวาปามข้อมูลเหล่านั้นด้วยความเอร็ดอร่อย เคี้ยวพอให้กลืนได้แล้วปล่อยให้ไหลผ่านไป ผ่านไปจนจุกแน่นในหัวสมอง และชิ้นเนื้ออาจจะใหญ่เกินกว่าใช้เวลาย่อยเป็นมวลความคิดสำหรับตกผลึก

จนถึงตอนนี้ผมเองก็ไม่อาจสรุปได้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ผมตกอยู่ในสภาวะนี้ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้อาจเป็นเรื่องของการค่อยๆให้ข่าวสารไหลเข้าสู่สมองอย่างช้าๆ และให้เวลาในกลั่นมัน

ส่วนหลังจากนั้นไอเดียที่ได้จะออกมาอย่างที่ต้องการหรือไม่
อันนี้ผมเองก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร

ทำได้เพียงหวังภาวนาขอให้งานที่ต้องจัดการผ่านพ้นไปโดยไว

-------- 

ทิ้งท้ายครับ อยากได้ไอเดียการบริหารเวลาหรือการจัดการชีวิตจากที่เคยใช้มาแบ่งปันให้กันซักนิด จะเป็นหนังสือหรืออะไรก็ได้ ขอบคุณมากครับ ขอให้ไม่เกิดสภาวะไอเดียตีบตันแบบผม แฮ่ :) 
SHARE
Writer
khaikung
storylog reader
เป็นคนธรรมดาที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ IG : khaikung_journey , Ask.fm : @khaikung

Comments

Lawa
3 years ago
เหมือนต้นไม้ที่รดน้ำทุกวันแต่ก็ตายอยู่ดี
ต้นไม้ต้นนั้นอาจไม่ได้ต้องการน้ำปริมาณมหาศาล
แต่อาจต้องการ ขาดน้ำบ้าง


เราก็เป็นค่ะ
Reply
khaikung
3 years ago
จริงด้วยฮะ :)
khwanjai
3 years ago
work smart not work hard
Reply
Thankwian
3 years ago
ถ้ามันไม่กระทบกับงานจนเกินไป ลองตัด input บางอย่างทิ้งไปบ้างครับ

อาจจะดีขึ้น หรืออาจจะแย่ลง อันนี้ไม่รู้หรอกครับ อย่าคาดเดาผลลัพธ์จะดีกว่า 555
Reply
khaikung
3 years ago
ฮ่าๆ คงต้องค่อยๆลดลงจริงๆด้วยฮะ
Bremen
3 years ago
ค่อยๆครับ คิดว่ามันกำลังย่อย กำลังลำเลียงกำลังเข้าที่เข้าทาง ใจเย็นเย็น เดี๋ยวก็มา
Reply
Whitesand
1 year ago
เอ ไม่รู้เหมือนกัน จำๆเขามา
"บางทีคิดไม่ออก ตัวละครมันติด ไอ้ห่านี่โวยวายไป เดี๋ยวคิดออก คิดไม่ออกก็นั่งสูบบุหรี่ มองอะไรไป เดี๋ยวมันมาเอง เป็นคนสมาธิดี ให้เขียนหนังสือในห้องเงียบๆไม่ได้ เงียบแล้วเลื่อนลอย ต้องเปิดวิทยุฟัง ชอบฟังเอเอ็ม เพราะมันเข้าถึงชีวิตประชาชนจริงๆ รายการอาจไร้สาระในสายตาคนมีการศึกษาจากคนกรุงเทพฯ แต่นี่คือของจริง"
วรพจน์ พันธุ์พงศ์. เสียงพูดสุดท้าย 'รงค์ วงษ์สวรรค์. น. 24.

ว่าไปคล้ายแท็กซี่ บางคนขับเพลง บางคนขับรายการ บางคนขับเปล่า เอ๊ะ! คนนั่งเองก็ชอบไม่เหมือนกัน
Reply