คนไข้ที่อยากไปหลุมดำ
วันนี้เราตื่นเช้ามาก คิดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง 
จะอ่านหนังสือที่ซื้อมา จะคุยกับเพื่อนเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะฟังเพลง เสิร์ชนู่นนี่นั่นอ่าน

เราตื่นมาเช้ากว่าปกติมาก ปกติยานอนหลับจะทำให้เราตื่นประมาณ 10 โมง
เสียงพึมพำอะไรบางอย่างเข้าหูเรามา - เป็นเสียงของแม่เรานี่เอง
เขากำลังคุยโทรศัพท์กับแม่ของลูกพี่ลูกน้อง A (เราเป็นลูกคนเดียว แต่เราจะขอเรียกเขาว่าน้องสาว) เราก็คิดในใจทั้งๆที่ยังสะลึมสะลือว่า คุยกันแต่เช้าเลยนะ

น้องสาวของเราผมร่วงผิดปกติ แม่ของน้องสาวเลยพาไปคลินิค ซึ่งผลตรวจเลือดออกมาเป็นบวก
หมอวินิจฉัยว่าน้องสาวเราน่าจะเป็นโรค SLE (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) และน้องสาวเราจะไปตรวจละเอียดอีกทีวันเสาร์หน้า

อยู่ดีๆน้ำตาเราก็ไหลออกมา ทั้งๆที่หมอสอนให้พยายามควบคุมมันและเราก็เป็นคนไข้ที่ปฏิบัติตามได้เก่งมาก ช่วงหลังเราไม่ค่อยร้องไห้แล้ว น้ำตาไหลออกมาทันทีที่ถูกกระตุ้นด้วยอะไรสักอย่าง
เราจับความรู้สึกตัวเองได้ เรานึกถึงหน้าน้องสาว นึกถึงเสียงของน้องสาวที่เพิ่งมาปรึกษาเรื่องสอบเข้ามหาลัยเมื่อไม่กี่วันก่อน เรากำลังเสียใจ เรากำลังเศร้า แต่เรายังไม่เข้าใจว่าทำไม รู้แค่เพราะเป็นเรื่องน้องสาว

เราขอคุยกับแม่ของน้อง แม่น้องร้องไห้ไม่หยุด เราสัมผัสได้ว่าเขากลัวและกำลังกังวลว่าลูกสาวคนเดียวของเขาจะเป็นหนักไหม เราเลยให้คำปรึกษาไป เพราะเพื่อนรอบตัวเราเป็นโรคนี้กันหมดเลย(555) แต่สำหรับโรคนี้อาการของแต่ละคนมันจะไม่เหมือนกัน 

เรามีเพื่อนสนิทสองคนที่เป็นโรคนี้ คนนึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แค่ที่หน้าเขาจะมีรอยช้ำแดงเหมือนมีแผลเป็นทั้งหน้า ส่วนเพื่อนสนิทอีกคนเป็นหนัก เขาแพ้ภูมิตัวเองจนกลายเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง (แต่ไม่ใช่โรค ALS นะ) เพื่อนคนนี้จริงๆแก่กว่าเราหนึ่งปีเพราะเขาดรอปเนื่องจากอาการกำเริบหนักจนต้องเข้า ICU หลายเดือน ปัจจุบันเขาต้องทำเคมีบำบัดทุกอาทิตย์ และขาดเรียนบ่อยเสมอเพราะไม่มีแรงมาโรงเรียน ส่วนเพื่อนที่ไม่ค่อยจะสนิทนักอีกคน เขาก็เป็น แต่เป็นในระดับที่น้อย ถ้าเขาไม่บอกก็ไม่รู้ เขาบอกถ้ากำเริบหนักถึงจะต้องแอดมิท เราถึงรู้จักโรคนี้ จากเพื่อนๆเราเนี่ยแหละ

physical illness มันน่ากลัวตรงมันแสดงออกมาตรงๆทางร่างกาย ไม่สามารถห้ามมันได้เลย
ส่วน mental illness แบบของเรา (เราเป็นโรคซึมเศร้ากับโรควิตกกังวล) ถ้าเราไม่แสดงความรู้สึกเศร้าออกไป ไม่พูดถึงมัน และควบคุมอาการทาง physical ได้ก็ไม่มีใครรู้ เนี่ยแหละถึงเป็นความต่างกัน 

แต่เพราะเราควบคุมมันได้ดีจนเกินไป
พอหลังจากกลับจากการรักษาครั้งแรกแล้วถูกวินิจฉัยว่าเป็น "โรคซึมเศร้า"
ทุกคนถึงได้ตกใจกันไปทั่ว โดนครูตามตัวไปคุยเป็นสิบๆคน 
คนร่าเริงแบบเราเนี่ยนะเป็น? คนร่าเริงแบบเราจะฆ่าตัวตายงั้นเหรอ?
ข่าวกระจายไปทั่ว ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เหมือนข่าวดาราเลย ดังไม่ใช่เล่นเลยนะเราเนี่ย
(หลังจากนั้นเราได้โรควิตกกังวลเข้ามาเพิ่มด้วย)
ขนาดตอนนี้กำลังเป็นยังทำตัวร่าเริงได้เหมือนเดิมเลย ถึงในใจจะร้องไห้อยู่ก็เถอะ
ต่อหน้าคนอื่นควบคุมได้ดีจริงๆ หมอยังชมเลย
แต่ต่อหน้าหมอแรกๆก็ร้องไห้ท่วมห้องตรวจเลยล่ะ

เราต้องรับการรักษาจิตบำบัดกับจิตแพทย์(คนที่เรามักจะเรียกว่า "หมอ")ต่อเนื่อง และทานยาซึ่งจะเอฟเฟ็กต์กับความสามารถต่างๆของเรา
"เธอเนี่ยนะเป็น? (ชื่อจริงของเรา)เธอเก่งที่สุดในห้องเลยนะ เสียดายจังเลย สมองเธอก็ดี ถ้าไม่กินยาจะได้ไหม?" คุณครูวิชาฟิสิกส์บอกเราแบบนี้ตอนเห็นหน้าเราครั้งแรกหลังจากเขารู้เรื่อง และหลังจากนั้นคำว่า "น่าเสียดายจังเลย" ก็มักจะหลุดออกมาจากคุณครูท่านนี้เรื่อยๆ เราเข้าใจ เราเข้าใจดี คุณครูเสียดายความสามารถในวิชานี้ของเรา และอยากให้มันกลับมา

น่าเสียดาย? นั่นสิ เราก็เสียดายเหมือนกัน
เรารักฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์มาก
รักฟิสิกส์มาก อ่านทุกอย่าง อ่านล่วงหน้าที่เขาสอนในมหาลัยด้วย (แต่ไม่เก่งขนาดนั้นหรอกนะ)
แต่พอเป็นแบบนี้ก็รับอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะฟิสิกส์ เราคำนวณไม่ได้เลย เราคิดอะไรไม่ออกเลย
แม้แต่ประวัติศาสตร์ที่เรามักจะชอบอ่าน เราก็จำไม่ได้เลย
เพื่อนๆและครูทุกคนเข้าใจเรื่องที่ว่าเราเป็น อนุญาตเรื่องตามสอบตามส่งงานช้า ทุกอย่างเหมือนจะเริ่มดีขึ้น หมอบอกว่า ไปโรงเรียนน่ะดีแล้วนะ

แต่เหตุผลที่ physical illness และ mental illness แตกต่างกันก็คือเรื่องความเข้าใจเนี่ยแหละ
บางคนก็ชอบพูดว่า "อะไรเนี่ย บอกว่าตัวเองเศร้าเหรอ? สำออยจริง" อะไรเทือกๆนี้
ขนาดแม่เราก่อนที่จะพบว่าเราเป็นโรคยังเคยประชดประชันเวลาเราเศร้าให้เห็นบ่อยๆเลย
เพราะมันไม่ใช่โรคหัวใจ มันไม่ใช่โรคมะเร็ง มันไม่ได้แสดงออกทางร่างกายในตอนแรก
ถ้าบอกว่า "เราเป็นมะเร็ง" คนจะฮือฮาไปอีกแบบ นี่เราพูดจากใจ อาจจะดูไบแอสแต่เราคิดว่าสังคมที่ยังไม่เข้าใจอาการป่วยทางจิตใจมันเป็นแบบนี้จริงๆ

มันเป็นโรคทางจิตใจที่ส่งผลต่อสารเคมีในสมอง
มันเป็นมะเร็งที่ค่อยๆกัดกินความรู้สึกของเราไปเรื่อยๆ

โรคทางจิตใจเองก็มีอาการทางร่างกายของมันอยู่เหมือนกันนะ เช่น การปวดหัว เป็นต้น
จะว่าไปก็นึกถึงมุกตลกมุกหนึ่งเลย
When Physical and Mental illness meet but you're still trying to be fine 
อะไรทำนองนี้แหละ (แย่จังไม่มีรูปประกอบ 555)

แต่วันหนึ่งเมื่อเดือนก่อน เราเลือกที่จะหยุดเรียนในเทอมนี้
เรารับไม่ได้
"เราคงไม่ได้ไปโรงเรียนแล้วนะเทอมนี้" 
เราตัดสินใจโทรไปบอกเพื่อนสนิท แล้วน้ำตาเราก็ไหล
เรารู้ตัวทันที ว่าทำไม

"โรงเรียน" ที่เราเคยไปแบบปกติ คือการโคจรแบบดาวเคราะห์ชั้นใน 
ความเร็วในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของแต่ละดวงจะแตกต่างกันก็จริง แต่มันยังไปพร้อมๆกันได้
เราที่นั่งเฉยๆในห้องเรียน 
เราที่มักจะได้ยิน 
"มึง! งานนี้ส่งก่อนสี่โมง ส่งที่คนนี้นะ"
"เฮ้ยๆ พรุ่งนี้สอบเลขเสริมว่ะ" 
แต่เราไม่กังวลเพราะครูให้สิทธิเราไปตามสอบตามส่งงาน
จนในที่สุดก็รู้แล้วว่าตัวเองทนไม่ได้ที่จะต้องอยู่ห่างไกล เป็นดาวพลูโตที่ห่างไกล เราไปพร้อมกับเพื่อนๆไม่ได้ เราถอยออกมาหลายก้าวเลยล่ะ เราโคจรเป็นดาวพลูโตข้างนอก รักษาตัวเองไปเรื่อยๆ
แม่ของน้องสาวบอกกับแม่เราว่า 
"มิวคงน้อยใจที่ตัวเองป่วยแล้วส่งผลกับทางสมอง แต่คนอื่นถึงจะมีโรคประจำตัว เขายังสามารถใช้สมองได้ปกติ" 
อื้ม นั่นสิ เราน้อยใจจริงๆด้วย เราเศร้าเพราะเรื่องนี้มาตลอด ให้อยู่คนเดียวก็เศร้าเรื่องนี้แล้ว ทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิด อยากอ่านหนังสือเรียนจัง ว้า..ทำไม่ได้เลย

เราถึงตัดสินใจหยุดเรียน หมอชมเราว่าเราตัดสินใจดีมากและมีเหตุผลมารองรับ ดังนั้นการถอยออกมาไม่ใช่เรื่องผิดหรอก เรายิ้มให้หมอ หมอยิ้มให้เรา นั่นสิเนอะ

เราเลยบอกหมอว่าเราอยากไปหลุมดำ 
เราไม่ได้ประชดชีวิต ไม่ได้อยากไปเพราะเป็นหนึ่งในแผนการฆ่าตัวตาย มันเป็นความฝันแปลกๆของเราเอง
หมอถามเหตุผลว่าทำไมเหรอ เราตอบทันที
"หนูอยากไปค่ะ ถึงรู้ว่าบางทีอาจจะต้องตายไปก่อนจะเข้าไปถึงข้างในหลุมดำ แต่ถ้าหนูรอดเข้าไปล่ะ? หมอรู้มั้ยว่าหนูอาจจะค้นพบอะไรที่คนอื่นไม่เคยเห็นก็ได้ ถึงหลังจากนั้นหนูจะตายไปแบบไม่มีใครรู้ แบบที่เอาสิ่งที่รู้มาบอกต่อคนอื่นไม่ได้ แต่หนูก็มีความสุข ถ้าหนูได้ไปหลุมดำ มันเป็นความฝันแปลกๆ แต่ก็ดีใจ ถึงแม้จะไม่ได้กลับมาเลย"
หมอหัวเราะแล้วตอบเรา "มีคนไข้คนหนึ่งก็เคยบอกหมอแบบนี้ แต่เขาบอกว่าเพราะถ้าไปมันก็ไม่มีอะไรใช่มั้ยล่ะ ชีวิตเขาก็จะจบ ความทุกข์จะถูกดูดหายไป เขาจะหายไป และไม่กลับมาเลย" 
ซึ่งคนไข้คนนี้เขาพูดเรื่องหลุมดำด้วยความเศร้า ไม่ใช่ความหลงไหล(แบบแปลกๆของเรา) 

หมอเลยบอกว่า งั้นต้องรักษาให้หาย หลังจากนั้นชีวิตเราจะเดินต่อไป ทำในสิ่งที่อยากทำ เผชิญกับปัญหาใหม่ๆกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หมอจะทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งเอง ดังนั้นเราต้องพยายามด้วย

เราอาจจะได้ไปหลุมดำก็ได้นะ!!!
SHARE
Writer
Singularity
Space creature
Singularity: Where the laws of physics as you know them cease to operate. นักเรียนเตรียมแอดที่หยุดอยู่บ้าน(ฮา) กำลังรักษา MDD และ GAD ค่ะ

Comments

tottle10
3 years ago
😊😊😊
Reply
Singularity
3 years ago
อิอิ จริงๆถ้าไปถึงแล้วโอกาสตายมากกว่ารอดค่ะ--- XD 
ยังไงก็ตาม ถ้าความฝันของตัวเอง (จะเรียกคุณก็รู้สึกแปลกๆค่ะ ดูห่างไกลจัง เรียกตัวเองแทนได้มั้ย? 555) ยังไม่เป็นจริง หรือกำลังพยายามไปถึงมันอยู่ก็สู้ๆและพยายามเข้านะคะ! เป็นกำลังใจให้ค่ะ! หรือถ้ามันเป็นจริงไปแล้วก็ดีใจด้วยนะคะ !!!
tottle10
3 years ago
เอาเป็นว่าผมเคยป่วยอยู่ครั้งหนึ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปตอนนี้ก็กลับมาเหมือนจะเป็นปกติ ทุกอย่างที่คิดไว้ตอนนั้นก็คล้ายเทอนะ แต่พอมาถึงจุดนี้ก็คิดทุกอย่างไว้แล้วแต่ยังไม่ถึงเวลา สู้ๆนะเป็นกำลังใจให้😊😊😊
Singularity
3 years ago
ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ให้ฟังนะคะ!
ทางนี้ก็จะพยายามหายจากมันให้ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ เป็นกำลังใจให้เหมือนกันค่ะ :)
MRCH
3 years ago
หายดีแล้วไปหลุมดำให้ได้นะคะ
Reply
Singularity
3 years ago
ขอบคุณมากนะคะ! ยังก็ตามจะพยายามเต็มที่ค่ะ!! จะต้องไปให้ได้เลยค่ะ XD

LittleGhost_
3 years ago
หลุมดำหรอ...เป็นอะไรที่เราไม่เคยคิดถึงเลย เราแค่ทีความรู้สึกว่าอยากหายไปเฉยๆค่อยๆจางไป ถ้าวันไหนมิวเจออะไรในหลุมดำแล้วอย่าลืมมาบอกกันบ้างนะ!
Reply
Singularity
3 years ago
เราดูประหลาดมั้ย? แฮะๆ
เราก็รู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกันนะ แต่ทำยังไงได้ล่ะ พวกเราห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ได้ก็จริง แต่พวกเราห้ามกระทำแย่ๆได้เนอะ
เราต้องห้ามไม่ให้ตัวเองหายไปเด็ดขาด เพราะเราจะต้องไปหลุมดำให้ได้(5555)
อยากไปจัง! ถ้าสักวันได้ไปหลุมดำแล้วรอดกลับมาจะมาเล่าให้ฟังนะ!