หมอ
FRIDAY, AUGUST 26, 2016
เมื่อวานเป็นวันที่ร่างกายเราชัทดาวน์แล้วก็เกิดอาการชัก เหมือนตอนที่แอดมิทเข้าโรงพยาบาลครั้งก่อน เหตุผลก็เหมือนกัน เรานอนไม่หลับ และสมองเราฟุ้งซ่านตลอด เป็นสิ่งควบคุมไม่ได้ ภาวะ overload ของเราเป็นไปทั้งคืน 

เราคิดว่าตัวเองกำลังหลับ แต่ความฝันของเราก็บิดเบี้ยว เราเอาความคิดเรื่อง A B C D E มาผสมกันจนเป็นความฝันที่ดูจะบิดๆเบี้ยวๆและไม่ได้อยู่กับความจริงเลย เรานอนเห็นภาพพวกนั้นทั้งคืน สมองเราคิดเรื่อง A B C D E F G และจนถึงตัว Z วันลูปไปเรื่อยๆ จนตอนเช้าเราลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกว่า “นอนไม่หลับเลยนะ” แล้วข้างนอกบ้านก็มีเสียงดัง ตึง ตึง ตึง ตึง เสียงพวกนั้นแทรกเข้ามาโดยที่เราปฏิเสธไม่ได้แน่นอน ตึง ตึง ตึง ก้องอยู่ในหัวของเรา สมองของเราคงจะทำงานหนักมากสินะ? เพราะงั้นหูถึงอื้อไปหมด ทั้งๆที่ถ้าคนอื่นๆได้ยินเสียงพวกนั้นคงจะทนได้

เราเริ่มไม่รู้สึกตัว ตึง ตึง ตึง เรารู้สึกว่าหายใจไม่ทัน หายใจไม่ออก ตึง ตึง ตึง มือเท้าชา แล้วเราก็เริ่มกระตุก ร่างกายกำลังชัทดาวน์เพราะเราไม่ยอมให้มันชัทดาวน์ มันเลยกำลังบังคับเรา

เราชักทันที เราควบคุมอะไรไม่ได้ แต่เรากลับจำภาพทุกอย่างได้ ต่างจากวันที่เราเข้าแอดมิท วันนั้นเราจำช่วงเวลาที่เราชักไม่ได้ (อาการของเราตอนนั้นเป็นการชัทดาวน์แบบชักเกร็ง คือไม่ได้กระตุก แค่นอนนิ่งๆตัวเกร็งแล้วไม่ได้สติ) แต่เมื่อวานเราจำได้แม่นเลยล่ะ จนกระทั่งรู้สึกว่า ถูกพาไปขึ้นรถในชุดนอนชุดเดิมเหมือนวันนั้น เราก็คิดว่า อะไรกันเอาอีกแล้วนะกุเนี่ย

พอถึงโรงพยาบาลเดิม แผนกเดิม แผนกฉุกเฉิน หมอก็มาซักถามปกติ เรารู้สึกว่าสมองเรากำลังเปิดภาพ A B C อยู่เลย เราต้องเปิดภาพเมื่อเช้าขึ้นมาด้วย! เราพยายามพูดให้หมอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น โชคดีที่พยาบาลกับแม่ช่วยตอบ หมอเลยเข้าใจ 

หลังจากนั้นก็ถูกฉีดยาคลายเครียดที่ทำให้เราหลับ แล้วก็ให้ออกซิเจน ทุกอย่างเกิดขึ้นในห้องฉุกเฉิน ภาพในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลช่วงเวลาที่เราอยู่คงไม่น่ากลัวเท่าไหร่ มีเด็กผู้หญิงคางแตกเพราะล้มระหว่างกำลังทำความดี ยายของเด็กบอกว่าเธอกำลังทำความดี ถูบ้านไงล่ะ! เราหัวเราะนิดๆ น่ารักจริงๆ ถูบ้าน ทำความดี ที่เราตอนโตขึ้นแทบจะไม่ได้ทำเลยสักครั้ง แล้วเราก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

เราถูกพาตัวกลับบ้าน ยาที่ถูกฉีดนี่มันแรงใช้ได้เลยนะ 

เรานอนหลับต่อ จนตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็นึกขึ้นได้ว่า ประสบการณ์ฉีดยากับสายออกซิเจนวันนี้นี่มันขำจริงๆ เราเลยพิมพ์สเตตัสลงเฟซบุ๊คเนี่ยแหละ แถมตอนที่ถูกส่งไปโรงพยาบาลก็ดันจับปิกาจูได้ด้วย พิมพ์ลงไปเลย โม้ลงไปเลย เรารู้สึกสนุกจริงๆที่เราได้พิมพ์อะไรตลกๆลงไป เราไม่รู้สึกว่าการชัทดาวน์ของตัวเองเป็นเรื่องร้ายแรงเลยด้วยซ้ำทุกครั้ง เราก็แค่เล่าให้คนอื่นฟัง(ถึงจะไม่รู้ว่าจะมีคนอื่นสนใจมั้ย) ก็เล่าไป สนุกดีนะ แต่ถ้าให้พูดจากใจก็ไม่รู้สึกอะไรเลย

แม่นัดกับจิตแพทย์ของเราทันทีเพื่อปรึกษาเรื่องยานอนหลับที่กินยังไงเราก็ไม่หลับ(55555) คนนี้แหละที่เรามักจะพูดถึงเขาว่า “หมอ”


เรานั่งรอหมอไปจับโปเกมอนไป ในใจไม่รู้สึกอะไรเลย

เราถามตัวเองว่าเรากำลังเศร้าอยู่รึเปล่านะ? คงไม่หรอก ไม่มีเรื่องน่าเศร้าเลย กำลังโกรธอยู่รึเปล่านะ? ไม่มีหรอก เราไม่ค่อยโกรธอะไรเท่าไหร่ (อย่าให้พูดเรื่องเกม!! หัวร้อนเกมมิ่ง!!)

กำลังดีใจอยู่รึเปล่า? นั่นสิ เรากำลังดีใจอยู่รึเปล่านะ แต่ก็ไม่เห็นเข้าใจเลย ทำไมถึงดีใจ ทำไมถึงเศร้า ทำไมถึงโกรธ ทำไมถึงไม่รู้สึกอะไรเลย

เรานั่งรอหมอไปเรื่อยๆ จับโปเกมอนไปเรื่อยๆ ในที่สุดคนไข้ของหมอกับพ่อแม่เขาก็คุยกับหมอเสร็จ

หมอมักจะให้เวลาพวกเราเสมอ ในใบนัดมักจะเขียนไว้ว่าคุยหนึ่งครั้งใช้เวลา 30 นาที แต่ทุกๆครั้งโดยเฉลี่ยเราจะคุยกับหมอประมาณชั่วโมงครึ่ง แต่คุยเลทเหรอ? ถ้าไม่เลทเกินนัดต่อไปมากไปจะเลทสักเท่าไหร่ก็ได้ หมอไม่เคยเร่งเร้าให้เรารีบออกไป หมอจะกลับบ้านเหรอ? ถ้าไม่ติดว่าพี่ๆพยาบาลแผนกจิตเวชเขากลับบ้านกัน 2 ทุ่มก็คงรั้งหมอไว้จนถึงเที่ยงคืน

เข้าไปพอหมอพร้อมกับแม่ ก็คุยกันเรื่องนอนไม่หลับและปรับยา เราเลยถามว่า “คุยกับแม่เสร็จรึยังคะ? แค่จะขอคุยกับหมอ” ทุกคนเข้าใจถึงจะไม่ต้องพูดว่า เราอยากคุยกับหมอแค่สองคน หมอกับแม่คุยเรื่องยาและเรื่องนอนไม่หลับของเราสักพักหนึ่งจนแม่ออกไป หมอก็บอกว่า “เอ้าวันนี้จะเล่าอะไรล่ะ”

แล้วหมอก็บอกเราว่า “หนูนี่ใจร้อนจริงๆเลย” หมอนึกว่าเราอยากบำบัดต่อ(ใช้คำว่า “เรียน”) เพราะการเรียนครั้งต่อไปหมอจะสอนให้เราจับโปเกมอนในใจของตัวเอง จับโปเกมอนที่ทำให้เราเศร้า เสียใจ กังวลแบบเป็นรูปธรรมกว่าการบำบัดครั้งก่อนๆ แต่นั่นน่ะเว้นช่วงไว้สองอาทิตย์ หมอเลยบอกเราว่าใจร้อนจริงๆเลย เราเลยรีบบอกว่า “อ๋อไม่ใช่ค่ะ! เรื่องเรียนไว้คราวหน้าก็ได้ ฮะฮะ รอบนี้แม่มาหาเพราะมีเรื่องนอนไม่หลับเฉยๆ แต่เพราะเจอหมอแล้วก็เลยอยากคุย นี่เป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดรึเปล่า? หนูมากวนเวลารึเปล่า?” 

เราพูดออกไปตามแบบของเราเหมือนทุกที ครั้งที่สองของการเจอหมอ หมอบอกเราว่าสมองของเรามักจะคิดเร็วเกินไปเสมอทำให้ต้องรีบพูดทุกอย่างออกมา เราเลยกลายเป็นคนพูดเร็ว ตอบเร็ว คิดเร็ว รับข้อมูลเร็ว หมอพูดว่า 1 คำว่า 2 จะออกจากปากเราทันที 

คนปกติจะต้องมีเวลานึกก่อนถึงจะตอบว่า 2 ไม่ว่าเขาจะเป็นคนคิดก่อนพูดหรือพูดก่อนคิด แต่เรากลับเป็นคนที่ “คิดพร้อมกับพูด” ดังนั้นโลกของเราเลยหมุนเร็วมาก แต่หมอก็หัวเราะ บอกดีแล้ว คราวหน้าค่อยเรียนต่อนะ รอบนี้อยากเล่าอะไรบ้าง
 
เราเล่าเรื่องของเราให้หมอฟัง หมอไม่ได้ว่าเราเลย หมอบอกอ่ะเล่ามาๆ หมอกินน้ำแป๊ป แต่หมอก็ฟัง อันที่จริงเรื่องสมองไปเร็วเราเริ่มดีขึ้นแล้วเพราะฤทธิ์ยาและอะไรหลายๆอย่างที่ได้คุยกับหมอ เราพูดช้าลง พยายามเกลาข้อมูลให้หมอสามารถเข้าใจได้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ 

เพราะมีวันนึงเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหมอถามเราว่า “พูดช้าลงแล้วรู้สึกยังไงบ้าง” เราก็ยิ้มให้หมอ บอกกับตัวเองให้คิดช้าๆแล้วค่อยบอกว่า “อ๋อ ดีจังเลยนะคะ รู้สึกว่าไม่หุนหันพลันแล่น อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ” หมอชมเราที่เราสามารถพัฒนาให้พูดช้าลงได้ (อย่างน้อยก็กลายเป็นคน “คิดก่อนพูด”)

วันแรกๆที่เราพูดเร็วมากๆแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้ เราพูดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พูดๆๆๆๆๆๆ เล่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนกระทั่งหมอขัดเรา “มิว รู้มั้ยว่าทำไมถึงเป็นคนพูดเร็ว” เราก็บอกหมอว่า หมอเคยบอกว่าหนูคิดเร็วเกินไป เพราะงั้นเลยทำให้หนูพูดเร็ว หมอพยักหน้าหงึกให้เรา สุดท้าย

หมอก็สรุปว่า “เรากลัวการที่คนอื่นจะตัด connect ออกไประหว่างที่เราพูด เรากลัวที่คนอื่นจะไม่ได้รับรู้สิ่งที่หนูอยากสื่อออกมาทั้งหมด หนูเลยจบลงด้วยการที่เอาข้อมูลทั้งหมดมาพูดเร็วๆเพื่อที่จะได้สื่อสารออกไปทั้งหมด” 

แล้วหมอก็พูดต่อว่า “หลายๆครั้งหมอต้องตัด connect กับเราออกโดยที่ปล่อยให้เราพูดไปแล้วมานั่งทบทวนเรื่องเก่าๆที่เราเล่า แต่หมอตัดตัวเองออกจากเรื่องใหม่ๆที่เรากำลังเล่า เพราะสมองหมอก็เหมือนกับทุกคน ไม่มีใครรับข้อมูลมหาศาลแล้วกลั่นกรองมันออกมาได้ทั้งหมดหรอก” 

เรานั่งคิดว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ? แล้วเราก็พยักหน้าหงึกใส่หมอ “โอ๊ะ จริงด้วยค่ะ พอหมอสรุปแล้วหนูลองคิดๆดู หมอก็พูดถูกเลย” เราหยุดเล่าเรื่องทุกอย่างแล้วมานั่งเรียนกับหมอเรื่อง “ตัวเอง” ทั้งๆที่ในใจเรายังพูดไม่หยุด ในใจเราอยากเล่าจัง อยากพูด อยากให้หมอรู้จัง เสียใจจังที่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ในตอนนั้น ในห้องตรวจเล็กๆแคบๆ 

เราควบคุมมันได้แล้วล่ะ เราเรียนเรื่องของจิตใจและตัวเองต่อกับหมอโดยที่พยายามไม่ให้ตัวเอง overload

เมื่ออาทิตย์ก่อนหมอสรุปกับเราว่าเราแบ่งแยกตัวเองออกเป็นสามบุคลิก คล้ายๆโรคบุคลิกภาพแตกแยกแต่ไม่ใช่ เพราะเรายังอยู่กับความเป็นจริงอยู่ บุคลิกทั้งสามอย่างก็คือตัวเราเนี่ยแหละ และคือทุกๆคนเหมือนกัน

บุคลิกที่หนึ่ง-ขี้เก๊ก/ขรึม

บุคลิกที่สอง-หัวเราะ เฮฮาปาร์ตี้ ร่าเริง

บุคลิกที่สาม-เศร้า

ทุกคนมีทั้งสามบุคลิกหมด ทั้งสามอย่างจะรวมเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆคน อารมณ์ความรู้สึกจะออกมาในรูปแบบบุคลิกตามสถานการณ์นั้นๆของแต่ละคน เช่น รู้สึกเศร้ามากๆแต่อยู่ต่อหน้าคนอื่นเลยต้องไม่ร้องไห้! บางคนก็ควบคุมได้โดยแต่ละวิธีแตกต่างกันออกไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับกรณีเราคือมันแตกออกเป็นสามส่วน “สำหรับแต่ละสถานที่ ไม่ใช่สถานการณ์”

หมอบอกว่าเราจะทำตัวขี้เก๊กทำตัวขรึมเวลาอยู่กับคนที่บ้าน คนในครอบครัว ญาติๆ เพราะคนพวกนี้มองเราว่าเป็นเด็กฉลาด พึ่งพาได้ ช่วยน้องๆญาติๆได้ คุยอะไรก็มักจะคุยเรื่องที่ดูมีความรู้ อ่านหนังสือแปลกๆที่เด็กส่วนใหญ่ไม่อ่าน เพราะอย่างนั้นไม่ว่าเราจะเศร้า โกรธ เสียใจ หัวเราะ เราก็จะแสดงออกเป็นแค่เด็กขรึมๆธรรมดา หัวเราะนิดๆเวลามีเรื่องตลก เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ว่า เอ้อแกต้องหัวเราะสิ!! แต่ก็หัวเราะแหะๆเฉยๆออกไปแค่นั้นเอง ในใจก็รู้สึกงงๆว่า เรากำลังรู้สึกอะไรกันอยู่?

เราจะทำตัวเฮฮาปาร์ตี้ ร่าเริงเสมอ เป็นบุคลิกหลักที่เราใช้กับทุกสถานที่ ทุกคน แทบจะทุกเวลา แม้แต่ในเฟซเราก็อยู่โหมดนี้ เราเปลี่ยนโหมดไม่ได้ ไม่ว่าเราจะเศร้า เราเสียใจ การพิมพ์เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะใส่เอฟเฟ็กต์ฟิลเตอร์ต่างๆเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากสิ่งที่กำลังพิมพ์ ไม่มีการพูดถึงความเสียใจเรื่องเรียน ไม่มีการพูดถึงความเสียใจเวลาที่คนอื่นพูดอะไรกระทบเรา ไม่มีอะไรทั้งนั้น 

แต่ถามว่าเราแสแสร้งรึเปล่า ไม่เลย เราไม่เคยแสแสร้ง เรื่องเกมมันไม่เกี่ยวกับคนอื่นเราเลยแสดงออกตรงๆว่าห่วยจัง บ้าจริง แม่งเอ้ยยย แต่กับคนอื่นเพียงแต่ว่าเราแค่เปิดโหมดนี้ตลอดเวลาทั้งๆที่บางครั้งมันไม่ใช่สำหรับเรา ในเฟซอาจจะรู้สึกปกติมากกว่า ถึงจะมีช่วงนึงเคยบอกว่า “โกรธ” แต่สุดท้ายเราก็พ่ายแพ้กับตัวเองที่จะใช้โหมดอื่นกับคนอื่น เรารู้สึกผิดขึ้นมาทันที เราเลยรีบกลับมาที่โหมดนี้ ซึ่งบุคลิกนี้ที่โรงเรียนจะเป็นอะไรที่หนักกว่าเพราะเราต้องเปิดโหมดนี้ทุกการแสดงออก ไม่ว่าจะต้องหัวเราะออกไปจริงๆ ยิ้มออกไปจริงๆ พูดอะไรขำๆออกไปจริงๆ 70% มันก็ขำนะ แต่ในใจมันรู้สึกเฉยๆว่า “กำลังทำอะไรอยู่” “หัวเราะแต่ไม่ตลกเลย” หรือบางครั้งก็หัวเราะฮ่าๆๆๆๆๆๆออกไปแต่ในใจก็คิดว่า “พอได้รึยัง เหนื่อยแล้วล่ะ” เรามั่นใจว่าถ้าเราไม่รู้สึก “ตลก” จริงๆเราจะหยุดหัวเราะได้ทันที 
 
เราควบคุมตัวเองได้ดีมากสำหรับโหมดนี้ หรือถ้ามันเป็นอารมณ์ที่เปิดโหมดนี้ไม่ได้จริงๆ (เช่น เครียดเรื่องเรียน) เราจะเปิดโหมด 1 ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของคนรอบตัวเรา โหมด 1 ที่มีเปอร์เซ็นน้อยกว่าโหมด 2 แต่ไม่เคยมีโหมด 3 เพราะงั้นพอทุกคนรู้ว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าก็เลยตกใจกันทั้งโรงเรียน เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมากๆ55555 พอมีครูหลายๆคนเข้ามาคุยด้วยว่าเป็นไงบ้าง เศร้ายังไง เราก็หัวเราะกับยิ้มเหมือนเดิมจนบางคนที่เขาไม่เข้าใจโรคนี้จริงๆจะตอบกลับมาว่า 

“ไม่น่าจะเป็นถึงโรคนี้นะเนี่ย หนูยังดูปกติอยู่เลย” 
ในใจเราก็มีเดวิลกับแองเจิล
ที่เดวิลจะตะโกนตอบกลับไปว่า “จะไปรู้อะไรล่ะ!” 


ส่วนแองเจิลก็ยืนด้วยท่าทางสงบ “เขาไม่เข้าใจโรคนี้ ไม่มีใครเข้าใจเราจริงๆ แต่ไม่เป็นอะไรหรอก เพราะมันไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเข้าใจ คนทุกคนไม่ใช่จิตแพทย์สักหน่อย”  
ให้เดวิลกับแองเจิลตะโกนอยู่ในหัวเราไปนะ แต่สุดท้ายเราก็หัวเราะให้เขา “นั่นสิเนอะ ประหลาดใจเหมือนกันค่ะ (ยิ้มออกไป แหะๆ ก็ประหลาดใจน่ะค่ะ?) แต่ก็หนูสบายดีมากเลยค่ะ (หัวเราะฮ่าๆให้เห็น) ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกนะคะ” ปรากฏการณ์เดวิลแองเจิล(?)ก็มักจะโผล่เข้ามาในหัวเราเวลาเราอยู่โหมดนี้บางครั้ง 
แต่ส่วนใหญ่ถ้าเราไม่ได้หัวเราะจากใจจริงๆเราจะสับสนว่าเรากำลังรู้สึกอะไร เราจะเฉยชากับการหัวเราะของตัวเอง เราจะไม่รู้สึกอะไรเลย ย้อนกลับไปถามตัวเองว่า เรากำลังรู้สึกอะไรกันอยู่?

ส่วนโหมดสุดท้าย โหมดเศร้า ทุกคนไม่ว่าจะใครก็ไม่เคยเห็นโหมดนี้จากเราจริงๆแม้แต่ครั้งเดียว เราจะแสดงออกว่ารู้สึก “เศร้า” เวลาที่อยู่คนเดียว คิดนู่นคิดนี่ สุดท้ายน้ำตาก็ไหลออกมา บางครั้งก็น้ำตาไหลทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่า ฮะ น้ำตาไหล วดฟ? ยังไม่ทันเศร้าอะไรเลย? ซึ่งตัวนี้คือ “โปเกมอน” ที่หมอกับเราพยายามจะจับแล้วอีโวให้ CP มันสูงขึ้นอยู่ หมอบอกเราว่า 
“เราจะจับโปเกมอนในใจหนูกันนะ” 

เพื่อให้เรารู้ทันอารมณ์ตัวเอง เพราะบุคลิกของเราที่แตกออกเป็นสามคนมันไม่ผิด แต่การจัดการกับโหมดเศร้าของเรายังไม่ดีพอ เพราะเราไม่รู้ว่าทำไมเราถึงรู้สึกเศร้า ส่วนใหญ่ก็รู้ แต่มักจะเป็นการคิดทบทวนหลายๆอย่าง คิด A B C D E จนถึง Z สุดท้ายก็ overload อะไรประมาณนี้ โหมดนี้อธิบายให้เห็นภาพยากมากๆ

เราเคยเปิดโหมดนี้แบบควบคุมไม่ได้ที่โรงเรียนหนึ่งครั้ง ตอนที่เราไปโรงเรียนหลังจากหยุดเรียนมาระยะหนึ่ง ตอนนั้นเราเพิ่งรับการรักษาครั้งแรก(เป็นแค่การซักประวัติ) แล้วเพื่อนสนิทในห้องเล่าให้เราฟังว่า วันที่เราหยุดไปมีการสอบนะ แล้วเพื่อนบางคนในห้องก็พูดว่า

“มีสิทธิอะไรได้เวลาอ่านหนังสือเยอะกว่าคนอื่น” 

เพื่อนที่พูดไม่รู้เลยว่าเราไปดีลกับครูไว้แล้ว ไม่ว่าเราสอบแล้วได้คะแนนเท่าไหร่ ให้หักลบออกไป 2 คะแนน เช่น ได้ 20 เต็มก็จะเหลือ 18 เพราะเราจะรู้สึกผิดต่อคนอื่นที่ดูเหมือนเราจะเอาเปรียบ ทั้งๆที่นิสัยเราไม่ว่าจะขาดสอบครั้งไหนเราไม่เคยถามข้อสอบเพื่อนสักครั้ง เราเข้าไปเผชิญหน้ากับข้อสอบครั้งแรกเหมือนกับทุกคน

เอาเป็นว่าพอฟังแบบนั้นปุ๊ปโหมด 2 เราวูบหายไปเลย เรารู้สึกว่า เวรแล้วน้ำตาจะไหล รู้สึกหนักอกมาก โดนคนอื่นมองไม่ดีซะแล้ว เราเลยหัวเราะแล้วบอกว่างั้นเหรอ นั่นสินะ เราแย่จริงๆนั่นแหละ หลังจากนั้นสักพักเราเดินไปห้องน้ำพร้อมกับกรรไกรในกระโปรงนักเรียนที่เรามักจะพกเสมอ แต่ไม่ได้เอาไว้ทำร้ายใครหรือตัวเองหรอกนะ เราเข้าไปนั่งในห้องน้ำเฉยๆ แค่นั่งให้เวลาผ่านไป หัวโล่งไปหมด หัวเราะไม่ออก โหมด 2 ของเราปิดตัวเองไปโดยควบคุมไม่ได้ทั้งๆที่อยู่โรงเรียน เราน้ำตาไหลออกมา รู้สึกเศร้าจัง ขอโทษนะที่เราเอาเปรียบ เราไม่อยากทำหรอกแต่เราหยุดเรียนเพราะเรากลัว เพราะเราไม่อยากมาโรงเรียน เสียใจจัง เราคิด คิด คิด เรานั่งน้ำตาไหลเงียบๆในห้องน้ำคนเดียวสักพัก 

เป็นครั้งแรกที่โหมด 3 เปิดตอนที่อยู่ที่โรงเรียน เรานั่งให้น้ำตาหยุดไหล เรานั่งให้ตัวเองรู้สึกเฉยชาแล้วก็เช็กหน้าตัวเองว่าดูไม่เหมือนคนร้องไห้รึยัง เราเดินเรื่อยเปื่อยจากชั้นหนึ่งไปชั้นห้าจากชั้นห้าลงมาชั้นสองแล้วเข้าห้องเรียน กลับไปหาเพื่อนแล้วหัวเราะออกไปปกติบอกว่าไปเข้าห้องน้ำมา โหมด 3 เป็นอะไรที่เข้าใจยากสำหรับเรามากๆ(5555)

 
ย้อนกลับมาที่เมื่อวาน หลังจากเราเล่าเรื่องของเราให้หมอฟังแล้ว เรากับหมอก็นั่งทบทวนอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับตัวเรา แล้วเราก็นึกอะไรออก เรานึกได้ถึงคำถามที่เราถามหมอตอนเจอหมอวันแรก แต่หมอไม่ยอมตอบ หมอบอกเก็บไว้ก่อนเพราะเรารับข้อมูลเยอะไปแล้ว 
วันนี้(ก็คือเมื่อวาน)เราเลยตัดสินใจว่า หมอ!! วันนี้ไม่ได้เรียนแล้ว!! หนูจะทวงคำถามนี้จากหมอค่ะ!!

“หมอยังไม่บอกหนูเลยว่าทำไมหมอถึงมาเป็นหมอ” 

เราถามหมอ หมอมองหน้าเราแล้วก็ยิ้ม หมอพูดต่อจากเราว่า “เราจะมารักษาหมอใช่มั้ย” เราขำหมอมาก เราตอบไปทันที “อื้อ! หนูจะรักษาหมอ!” หลังจากนั้นหมอก็เริ่มเล่าให้เราฟัง เป็นครั้งแรกที่เราได้ฟังเรื่องหมอ ไม่ใช่ให้หมอฟังเรื่องของเรา เรากำลังรักษาหมอจริงๆด้วย มั้ง? ฮ่าๆ

หมอในวัยม.6 สอบติดทั้งวิศวะ ทั้งแพทย์ ช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ดี เลยเรียนหมอ-- หมอรีบตัดประโยคว่าหมอไปเที่ยว 5 วัน แล้วคุณย่าเสียตอนวันที่ 1 สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ มีแต่เพจเจอร์ หมอเลยไม่รู้ข่าวอะไรเลย หมอรู้ว่าคุณย่าเสียหลังกลับมาแล้ว ผ่านไป 5 วันที่ย่าเสีย หมอเสียใจมาก หมอโทษตัวเองว่าทำไมเราถึงไม่อยู่ตอนนั้น ทำไมเราถึงเพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้ หมอเลยคิดว่า หมออยากจะช่วยคนอื่น อยากรักษาคนอื่น และอยากชดใช้ความผิดของตัวเอง หมอเลยเลือกที่จะเข้าคณะแพทย์

หมอเรียนแพทย์ไป ดีเทลต่างๆก็ปกติก็ของคณะนี้อะเนอะ ช่วงที่หมออยู่ปี 6 ไม่ก็เพิ่งจบเนี่ยแหละ ตอนนั้นที่ภาคใต้เกิดสึนามิ พ่อแม่หมอโทรมาหาว่า “สบายดีมั้ยลูก อยู่ไหนเนี่ย” หมอตอบพ่อแม่ไปว่า “สบายดีครับ อยู่กทม.เนี่ยแหละ” แต่หลังจากนั้นหมอก็บินไปภาคใต้ทันที(5555) หมอไปเป็นหมอชันสูตรศพที่นู่น หมอแบกศพทุกวัน อยู่กับศพ กินกับศพ นอนบนโลงศพ จนหมอไม่กลัวอะไรทั้งนั้น หมอทำได้ทุกอย่างเพราะหมอเป็นหมอ! 

แต่สิ่งเดียวที่หมอ “รู้สึกว่ารับมือไม่ได้” ก็คือคนที่เข้ามาดูศพ หมอบอกว่าหมอรักษาได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่อง “จิตใจ” หมออยากจะรู้เรื่องจิตใจ เพราะเป็นเรื่องเดียวที่หมอยังไม่รู้ในตอนนั้น หมอเลยตัดสินใจหลังจากนั้น ก็เลยกลายมาเป็นจิตแพทย์แบบตอนนี้ หมอก็ยังพูดเสริมว่า “จะให้หมอทำคลอด ผ่าตัด รักษาโรคหมอก็ทำได้อยู่นะ” เรื่องของหมอเป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงจริงๆว่าอิมแพคในชีวิตเขาจะใหญ่มากๆ

เรื่องสึนามิตอนนั้นเราก็ยังเด็ก แต่เราจำความหดหู่พวกนั้นได้ ส่วนหมอไปลงพื้นที่ และเป็นอิมแพคให้หมอเรียนจิตแพทย์ เราเงียบแล้วก็โอ้โห...ใส่หมอ แล้วก็ขอบคุณหมอที่เล่าให้ฟัง หมอก็บอกว่า “กลายเป็นว่าเรามารักษาหมอจริงๆด้วย” 

เรากับหมอหัวเราะ เราสบายใจจริงๆ ขอบคุณค่ะที่เล่าให้ฟัง

ไม่อยากจะนึกเลยว่าช่วงที่หมอเว้นการบำบัดเราจะอยากเจอหมอแค่ไหน แต่ขอบคุณหมอจริงๆ หมอเป็นคนเดียวที่เข้าใจเรา พยายามรับฟังเรา เรารู้ว่าเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แต่เขาทำมันได้ดีมาก เรารู้ว่าบางคนก็พร้อมจะรับฟังเรา 
แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่างของเรา เราเลยมีนิสัยถมทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง แต่เราเลือกที่จะเล่าทุกอย่างให้หมอแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ โอ้โหเรารู้สึกว่าเรารักหมอมาก55555 อยากให้หมอเป็นพ่อเลย--- (หมอคอมเม้นท์มาว่าปกติที่เราจะรู้สึกแบบนี้ เพราะหมอเป็นคนเดียวที่เข้าใจเราหมด55555)

ถึงคนที่จะเรียนแพทย์ทุกคน สู้ๆนะ ขอบคุณมากนะที่กำลังพยายามอยู่
ถึงทุกคนที่อ่าน พยายามเข้ากับชีวิตของตัวเองนะ
ถึงคนที่เป็นโรคเดียวกัน เรารู้นะว่าเธอกำลังพยายามผ่านมันไปอยู่

เราพิมพ์เยอะพอสมควร เพราะงั้นและหวังว่าคนที่หลงเข้ามาอ่านจะไม่ overload ตายไปซะก่อนนะ ฮ่าๆ ไม่ได้รีรี้ดและขอโทษด้วยนะ
หวังว่าการพิมพ์รอบหน้าของเราจะได้พิมพ์อะไรหลายๆอย่างมากกว่านี้นะ เย้ ขอบคุณที่อ่านฮะ


SHARE
Writer
Singularity
Space creature
Singularity: Where the laws of physics as you know them cease to operate.

Comments

tottle10
3 years ago
สู้ครับ💪💪😊
Reply
Singularity
3 years ago
ขอบคุณมากๆนะคะ! ดีใจมากเลยค่ะที่ได้รู้ว่ามีคนอ่าน(มันดูยาวมากก) สู้ๆกับทุกเรื่องเช่นกันนะคะ^^
tottle10
3 years ago
💪😊💪
จะตามอ่านเรื่อยๆนะครับ👍
Singularity
3 years ago
ขอบคุณมากค่าาาา ขอโทษที่อาจจะเขียนยาวไปหน่อยนะคะ แฮะๆ
bluemooooood
3 years ago
เราเองก็กำลังพยายาม
Reply
Singularity
3 years ago
มาพยายามไปด้วยกันนะ
bluemooooood
3 years ago
สู้ๆ อย่ายอมแพ้ เราเองก็จะไม่ยอมเหมือนกัน
Singularity
3 years ago
ดีแล้วล่ะ!! อย่าไปยอมมัน!! ถ้าเราผ่านมันไปได้ก็จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นและช่วยคนอื่นได้ด้วยเนอะ! (ตอนนี้จงช่วยตัวเองก่อน55555)
LittleGhost_
3 years ago
เราชอบอ่านเยอะๆ ขอบคุณนะที่เขียนมายาวๆ เพราะเราชอบอ่านเยอะๆ เขียนมาอีกเรื่อยๆนะเราจะรอ
เราเพิ่งสมัครมาใหม่เพราะได้อ่านบทความของมิวนี้แหละ เลยไม่รู้ว่ามีให้กดไลค์เหมือนเฟซ หรือกดโหวตเหมือนพันทิปมั้ย ถ้ามีช่วยบอกทีนะเพราะเราชอบ
Reply
Singularity
3 years ago
เราก็ชอบเขียนเยอะๆเหมือนกันจ้า5555 (แต่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆนี่สิ T-T) ดีใจมากเลยนะที่ได้รู้ว่าสมัครเพราะมาตามอ่านเรื่องของเรา คือเราดีใจมาก (มือสั่นๆ5555) ส่วนเรื่องกดโหวตนี่น่าจะตรงปุ่มหัวใจที่ขึ้น recommend จ้า
เราจะพยายามเขียนจ้า เพราะส่วนตัวแล้วก็ไม่ค่อยได้เขียนเล่าอะไรให้ใครฟังเท่าไหร่ จะพยายามนะ! ขอบคุณมากจริงๆนะ
Longtime
2 years ago
เราเข้าใจตัวเองก็วันนี้
เราก็มี 3 บุคลิกอาทุกอย่างมรวมกันเช่นกัน 5555
และคิดฟุ้งซ่าน
แง คิดว่าคงปกติไม่ได้แปลกอะไร
แต่บางทีก้รุ้สึกคิดแตกแยกไม่เหมือนคนอื่นเข้ากับใครไม่ได้
วันนี้เราต้องไปพบจิตแพทย์บ้างแล้วแหละค่ะ 5555 
ขอบคุณที่มาแชร์เรื่องราวนะคะ
Reply