เมื่อวันนั้น
เมื่อวันนั้น วันที่เราสับสนกับตัวเอง
.
.
 
WEDNESDAY, AUGUST 10, 2016
ยังไม่ได้ทำการ์ดวันแม่เลย พยายามแล้ว แต่คุมลายมือไม่ได้เลย เหมือนเด็กอนุบาลเพิ่งหัดเขียนกอไก่อ่ะ แค่วาดรูปยังยากเลย โอย...ครูส่งชื่อแม่เราไปเพราะเห็นว่าช่วงนี้หยุดงานมาดูแลเรา แค่พยายามไปโรงเรียนให้ทันงานวันแม่พรุ่งนี้ตอนเช้าก็ยากแล้ว

ทำไมต้องทำการ์ดทำเรียงความบ้าบอด้วย คิดไม่ออก เขียนไม่ได้ ครูก็ชอบบอกว่า 
"พยายามสิ! พยายามน่ะได้อยู่แล้ว" ครูหวังดี ครูอยากให้เราหายน่ะเข้าใจ 
อยากจะบอกว่า ก็พยายามแล้วไง! 
ถ้าพยายามได้ดีกว่านี้คงอ่านหนังสือกับทำงานเหมือนคนอื่นหมดแล้ว! 
คงไม่ต้องนั่งเฉยๆ คงเรียนรู้เรื่อง พยายามแล้ว! 
แม้แต่หนังสือสอบแอดเราก็ต้องทิ้งหมดเพราะเราอ่านไม่ได้ เรารับอะไรไม่ได้เลย เราถึงนั่งเล่นเกมอยู่นี่ไง55555 เราถึงดูเรื่อยเปื่อยอยู่นี่ไง 

แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเข้าใจที่สุดอยู่ดี ว่าแต่ทำไมเราถึงพิมพ์ออกมาก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าอยากเจอหมอจัง หมอบอกเราว่า แค่เราไปโรงเรียนหมอก็ถือว่าเรากำลังสู้กับตัวเองแล้ว หมอทำให้เรามีกำลังใจที่อยากจะไปโรงเรียน ถึงตอนนี้จะขาดบางคาบเพราะยานอนหลับทำให้เราตื่นสาย ถึงไปแล้วจะเรียนไม่รู้เรื่องเพราะยาซึมเศร้าออกฤทธิ์กับสมองเราอยู่
 
เราตั้งใจจะเขียนลงสมุดบันทึก แต่เราควบคุมลายมือกับความคิดไม่ได้ สมองเราตอนนี้ไปเร็วมาก อีกซักพักเราคง overload (overload ในนิยามของหมอและเรา: การรับข้อมูลมากเกินไปจนทำให้สมองเริ่มรวน) แล้ว อาจจะตั้งล็อกโพสถ้าสติดีกว่านี้ ตอนนี้รู้สึกเยอะแยะไปหมดแต่แยกแยะความรู้สึกตัวเองไม่ได้ 

เราไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง แม้แต่ตอนที่เราเสียใจมากๆเรายังหัวเราะฮ่าๆได้เลย เราหัวเราะกับยิ้มได้ตลอดถึงกราฟในใจจะเฉย คือเหมือนคน AKY นั่นแหละ แต่เราทำจนเราเป็นแบบนี้ เพราะงั้นเราเลยจมอยู่กับภาวะไร้ความรู้สึก เพราะเราแสดงออกความรู้สึกจริงๆของเราให้คนอื่นดีๆไม่ได้ แม้แต่ตอนพิมพ์ตอนนี้เรากล้าบอกเลยว่าเราไม่เสียใจ ไม่โกรธ ไม่ร้องไห้ ไม่เศร้า ไม่ฮา ไม่อะไรทั้งนั้น ปกติเราจะเลี่ยงการพิมพ์ในเฟซ/ทวิตเวลาเราเข้าสู่ภาวะแบบนี้ แต่ตอนนี้เราพยายามรีบพิมพ์บันทึกไว้ เพราะเราจะเอาไปให้หมออ่าน เราไม่หวังว่าใครที่มาอ่านจะเข้าใจเราหรอก

แต่หลังจากเรากลับมาสู่ภาวะปกติเราจะสามารถดูสิ่งที่อยู่ในตัวอักษรได้ หมอสอนเราให้จับอารมณ์ตัวเองจากสิ่งที่เราเขียน อย่างตอนนี้เราคิดว่าเราอาจจะโกรธเรื่องที่แม่ป็นตัวแทนห้องแล้วเราต้องทำการ์ดวันแม่ เราคงโกรธตัวเองอยู่ที่ทำอะไรไม่ได้ แต่เรายังวิเคราะห์อะไรไม่ได้ตอนนี้ ปกติเราเขียนบันทึก เราไม่ชอบเผยแพร่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้กรณีพิเศษจริงๆ เรากำลังควบคุมระบบความคิดของสมองตัวเองไม่ได้ ถ้าเขียนคงเขียนไม่ทันจริงๆ เพราะงั้นก็เลยพิมพ์ 

เราไม่อยากให้คนที่อ่านคิดว่าเข้าใจเรานะ เราไม่เคยพิมพ์อยู่แล้วว่าทำไมเราถึงเศร้า เราเลยไม่อยากให้คิดไปกันว่ารู้จักเราดีน่ะ เพราะงั้นถึงโพสต์นี้จะมีเรื่องเราเยอะมาก แต่เราคิดว่ามันก็ร้อยละ 20 เพราะแม้แต่เรายังไม่เข้าใจตัวเอง เราไม่ได้ตั้งใจสร้างกำแพง เราอยากสร้างกำแพงมั้ย ไม่เลย แต่เราก็งงกับสิ่งที่เราคิดมาก เราไม่อยากให้คนอื่นเห็นเราในมุมอื่นนอกจากเฮฮา

เรานึกถึงคำพูดของหมอขึ้นมาทันที หมอบอกกับแม่เราว่า เรากำลัง protect ตัวเองจากอะไรบางอย่างอยู่

เราลองทบทวนดูแล้วเราไม่เคยมีเรื่องสะเทือนใจเท่าไหร่ตอนเด็ก แต่หมอบอกว่าเรามี เพราะอย่างนั้นเราถึงบอกว่าแม้แต่เรายังไม่รู้จักตัวเองเลย ดังนั้นคนอื่นก็คงไม่ได้ต่างไปกับเรา การที่เราไม่เล่าเรื่องตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราเย็นชา แต่เป็นเพราะเราก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่เล่า เราไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึง "รู้สึกแบบนี้" ในบางสถานการณ์ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะคิดหรือจะรู้สึกยังไงต่อหน้าคนอื่นก็หัวเราะกับยิ้มอยู่ดี แต่เราไม่ได้ตั้งใจทำ มันเหมือนรีเฟล็กที่เป็นไปอัตโนมัติ

หมอเป็นคนเดียวที่เข้าใจเรา ถึงเราจะพูดออกมาไม่ครบเขาก็เข้าใจ แต่เรากลับไม่เข้าใจตัวเอง เพราะงั้นหมอเลยกำลังช่วยขุดอะไรซักอย่างที่อยู่ลึกๆของเราออกมา เราไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกัน

ถ้าจะให้เล่าถึงเมื่ออาทตย์ก่อน ตอนนั้นเราอาการออกหนักมากในห้องตรวจเลยหลังจากเล่าเหตุการณ์ A ให้หมอฟัง หมอเลยเพิ่งจับผิดได้ว่านอกจากซึมเศร้าเรายังมีโรควิตกกังวล (อาการของเรา: ขาชา ขาสั่น มือสั่น มือชา ปากสั่น ปวดหัว จุกที่คอ คลื่นไส้ ) หมอพาเราออกไปนอกแผนกจิตเวช นั่งคุยกันแล้วก็ฝึกควบคุมอาการทางร่างกาย ทดสอบด้วยการให้เราดื่มโอวัลตินที่เพิ่งชงร้อนๆ เราก็กินเหมือนคนดื่มน้ำเปล่า แต่เราไม่รู้ตัวเองว่ามันร้อน เรารู้สึกว่า "เอ้ออร่อยดีนะ หิวข้าวด้วยล่ะ ดีจังที่ได้กิน" แล้วก็ควบคุมไม่ให้หยุดกินไม่ได้ หลังจากนั้นเราเลยเข้าใจแล้วว่าไร้ความเจ็บปวดทางร่างกายตอนแพนิคของเรามันอันตรายยังไง พอหมอเรียกแม่ที่นั่งรออยู่แถวนั้นเข้ามามือเราก็เริ่มชาโดยที่เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไม

หลังจากนั้นเรากลับเข้าไปในห้องตรวจ หมอแค่พูดว่า "เราเชื่อมต่อกันแค่สองคน แต่พอแม่เข้ามาหนูคงรู้สึกว่าหมอไปเชื่อมต่อกับแม่ด้วย ที่เราอาการออกเมื่อกี้เพราะเรากลัวขาด connect กับหมอ" เราไม่รู้ว่ามันจริงมั้ยเพราะเราไม่รู้สึกแบบนั้น เคยน้ำตาไหลแบบหน้านิ่งมั้ย5555 แบบไม่รู้สึกอะไรแต่น้ำตาไหลซะงั้น อืมเราเป็นตอนนั้น แต่เราไม่เข้าใจ เราก็ได้แต่พูดว่า 

"อ่าว น้ำตาไหล?"

"เพราะอะไรกันนะ" 
"ไม่รู้สึกเศร้าแต่ทำไมน้ำตาถึงไหลล่ะ" "หัวเราะตอนนี้เลยก็ได้นะ(เราหัวเราะเลยเหมือนคนปกติ) 
แต่แค่ไม่รู้สึกตลกเลย ที่น้ำตาไหลก็ไม่เศร้า"

"กลัวขาดคอนเนคจริงเหรอ? แต่ไม่เห็นรู้สึกอะไรซักนิดเดียว"

หมอเลยบอกกับแม่ว่าเราเข้าสู่ภาวะไม่รู้อารมณ์จริงๆของตัวเอง ตอนนี้เราเบี่ยงการรักษาจากซึมเศร้ามาวิตกกังวลอยู่ เพราะอันนี้หนักกว่า แต่มันจะมาสลับกัน รักษาไปพร้อม เพราะเราน้ำตาไหลโดยที่เราไม่เข้าใจค่อนข้างบ่อย แต่เราไม่เคยไหลต่อหน้าคนอื่น แม้แต่คนเดียว เราอาจจะติดภาพลักษณ์ที่ตัวเองต้องดูแลคนอื่นก็ได้เลยไม่อยากอ่อนแอ

ตอนนี้เราไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย เอาปากกาจิ้มจนเลือดออกก็ยังไม่เจ็บ เราพยายามควบคุมช่วงแพนิคของตัวเองให้ไม่ทดลองอะไรแปลกๆอยู่ เราเคยแค่เตรียมการเพราะซึมเศร้า เราเคยลงมือจริงๆคือกินยาพาราไป 12 เม็ดรอบเดียว คือคนปกติคงตายไปแล้ว(ไตวายฉียบพลัน)แต่เรารอด แถมไม่เป็นอะไร ไม่มีใครรู้ด้วย อันนี้ทำให้เราไม่กล้าทำอีกเพราะกลัวทำแล้วไม่ตาย พอจะไปหามีดก็กลัวเจ็บ อันนี้ที่คิดตอนก่อนหน้านี้น่ะ55555 ตอนนี้ไม่ได้อยากตายสักเท่าไหร่

แต่พูดถึงช่วงแพนิคร่างกายเราจะไร้ความเจ็บปวด แล้วเราจะทำจริง ไม่ได้ทำเพราะจะเอาให้ตาย ทำแบบ จิ้มๆดู อ้ะไม่เจ็บเลย จิ้มไปเรื่อยๆ ทำนองนี้ เราจะไม่กลัวเพราะเราไม่รู้สึกเจ็บ หมอเพิ่งเจอเมื่ออาทิตย์ก่อนเรื่องโรควิตกกังวล ซึ่งพอเราเข้าสู่อาการนี้ร่างกายเราจะไร้ความเจ็บปวด แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรารักษาอยู่ เราคิดว่าตัวเองกำลังพยายามอยู่ มั้ง? อย่างน้อยก็เอามือมานั่งพิมพ์แทนที่จะจับอะไรประหลาดๆมาลองกับตัวเองเนี่ยแหละ

คิดว่าจะเลิกพิมพ์แล้วเพราะเริ่มนิ่งขึ้นนิดหน่อย

สิ่งที่ตลกตอนหาหมอครั้งก่อนคือตอนที่เราเอากรรไกรออกจากกระเป๋ากระโปรงมาให้หมอดู หมอมองหน้าเรา เราก็มองหน้าหมอ เราบอกหมอว่าเราพกมาตลอดแต่ไม่ได้บอกใคร มีดที่แอบไปซื้อมาเก็บไว้ที่กระเป๋านักเรียนก็มี แต่รู้สึกว่าครั้งนี้อยากให้หมอดู หมอบอกว่า "รู้มั้ยว่าทำไมหมอประหลาดใจที่เราพก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ประหลาดใจที่เราเอาขึ้นมา" เราไม่เข้าใจ เราเลยแค่ตอบไปว่า "เพราะมันไม่คมพอที่จะทำอะไรได้ล่ะมั้งคะ" หมอหัวเราะ เราก็หัวเราะทั้งๆที่เราไม่เข้าใจ เรากำลังดูว่าหมอจะเข้าใจเรามั้ย 

สุดท้ายหมอก็บอกว่า "ไม่คมเหรอ? ตัดนิ้วหมอขาดได้นะ ง้างออกมาก็แทงตัวเองทะลุได้ แต่หมอรู้ว่าเราไม่ได้จะเอามาฆ่าหมอ(55555) แล้วก็ไม่ได้จะเอามาแทงตัวเอง เพราะงั้นหมอเลยไม่ประหลาดใจ" หมอเข้าใจเราจริงๆ เพราะเราไม่เคยคิดจะเอามันมาแทงตัวเอง เวลาเรารู้สึกแปลกๆกับทุกอย่างเราก็แค่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วจับมันไว้เฉยๆ เราไม่เคยมีความคิดอยากทำร้ายใครด้วย แค่ได้จับก็รู้สึกว่า "ฉันกำลังอยู่กับปัจจุบัน" หมอเข้าใจเราหมดจริงๆ หมอถามว่าให้วาดรูปเป็นสัญลักษณ์แทนได้มั้ย เราลองนึกแล้วรู้สึกไม่ได้แฮะมันไม่ใช่อยู่ดี เขาเลยบอกว่า จริงๆเขาให้เราพกได้ แต่มันจะสร้างบุคลิกอีกแบบที่ไม่ค่อยดีและแก้ยาก เราเข้าใจหมอ.. 

เราพยายามคิดว่าแล้วจะทำยังไงดี หมอเลยเสนอออกมาว่า 

"พกปากกาไปเลย หมอก็พก พกแบบแหลมๆไปเลย ปากกามันแหลม มันแทงได้เหมือนกรรไกรนั่นแหละ ไม่สบายใจก็พกไปเลยสิบแท่ง หมอก็พกเหมือนกันแท่งนึง" 

สรุปตอนนี้เราก็แก้จากพกกรรไกรเป็นพกปากกาจริงๆนั่นแหละ5555 แต่เราพกติดตัวแค่ 5 แท่งเพราะ 10 แท่งมันเยอะเกิน55555 หมอไม่พยายามให้เราเลิกหาของ "มีคม" มาพกไว้ หมอพยายามแก้ให้มันอันตรายน้อยลง ปากกามันไม่อันตรายถ้าเราไม่แทงตัวเองจริงๆ เราเคยแทงจริงไปรอบนึงเมื่อวาน เออเจ็บจริง

เราอยากจำสิ่งที่เราคุยกับหมอ เราไม่รู้ว่าทำไม เราอยากเจอหมอเร็วๆ อยากเจอหมอทุกวัน ทั้งๆที่ไม่รู้สึกเศร้าหรืออะไรเลย เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อ่ะ เลิกพิมพ์จริงๆละ555555

ปล. ถ้าอ่านแล้วก็อย่าทำตามเรานะ คือเราก็กำลังรักษาอยู่เลยจะทำอะไรแปลกๆเยอะ..ไม่เคยเล่าขนาดนี้เหมือนกัน เอาเป็นว่าเราไม่โอเคถ้าเราเล่าแล้วมีคนทำตาม คือทุกอย่างที่เราเล่าแล้วมันไม่ดี(เช่นพกกรรไกร พกมีด พกปากกาแหลมๆติดตัวหลายๆแท่ง//อันนี้ไม่เชิงว่าไม่ดี55555?)เรากำลังทำไม่ถูกน่ะ..


หมายเหตุ: บันทึกความรู้สึกส่วนตัวครั้งแรกของเราที่แชร์สู่เฟซบุ๊คให้คนอื่นรับรู้ การใช้ภาษาทุกอย่างไม่ผ่านเปลี่ยนแปลง แต่เรียบเรียงให้เข้ากับ Storylog <<ใช้ยากๆจริงๆเลยนะ....
ปล.ตอนนี้กลับมาอ่านแล้วรู้สึกงี่เง่าชะมัดเลย!

TUESDAY, SEPTEMBER 6, 2016
ช่วงนี้เราดีขึ้นมากแล้วล่ะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกนะ
SHARE
Writer
Singularity
Space creature
Singularity: Where the laws of physics as you know them cease to operate.

Comments

LittleGhost_
3 years ago
ขอบคุณที่แชร์ให้เราได้อ่านนะ ปกติเราไม่พกมีดหรือกรรไกร แต่วันนี้ไม่รู้สิเราเอาปากกาปลายแหลมมาจิ้มแขนตัวเองเฉยเลย5555
Reply
Singularity
3 years ago
กรี้ดดด55555 อย่าทำเลยน้าาา ตอนนี้เราพยายามเลิกได้แล้วล่ะ อย่าทำให้ตัวเองมีแผลเด็ดขาดนะ (หมอบอกว่ามันจะไม่ดี เพราะรอยแผลมันจะทำให้เราจำช่วงเวลาที่เราจิ้มได้) พยายามอย่าจิ้มเลยน้าาา ตอนนี้เราไม่ค่อยจิ้มแล้วจ้ะ แค่พกไว้อย่างเดียว55555555555 พยายามไม่ทำร้ายตัวเองดีที่สุดเนอะ
Singularity
3 years ago
ถ้าทนไม่ไหวก็จิ้มได้ แต่อย่าจิ้มจนมีแผลนะ เราแนะนำให้ลองขีดๆหรือจิ้มบนกระดาษ/ลูกบอลเล็กๆดู ^^