คำพูดของคนที่มองเห็นแต่ข้อบกพร่องของคนอื่น

-1-
“แก..ช่วยดูให้เราหน่อย เราแต่งชุดนี้เป็นไงบ้าง”

เพื่อนของฉันทักมาทางอินบ็อกซ์ของ Facebook ก่อนระดมส่งภาพชุดใหญ่ซึ่งเป็นสไตล์การแต่งตัวของเธอ เป็นรูปชุดทำงาน ชุดไปเที่ยว รูปถ่ายเฉพาะใบหน้า รูปถ่ายเครื่องประดับ

“เป็นไงหรอ ก็สวยดีอ่ะ”

“แก่มั้ย”

“ไม่นะ ดูเป็นแฟชั่นนิสต้ามากเลยอ่ะ อยู่ดี ๆ ทำไมถามเนี่ย”

ฉันสงสัย ปกติเพื่อนสาวของฉันคนนี้แม้จะร่างท้วม แต่เธอเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง รักการแต่งตัว แต่งหน้า จนฉันยอมแพ้เลยเชียว

สอบถามไปมาก็ได้ความว่าเพื่อนของฉันถึงคราวจิตตกขนาดหนัก เพราะเพื่อนในกลุ่มที่ทำงานระดมวิจารณ์การแต่งตัว การแต่งหน้า และเรื่องการใส่เครื่องประดับของเธอว่า “แก่”

จริง ๆ เรื่องนี้ฉันพอรู้อยู่แล้วว่ามิว เพื่อนของฉันมีปัญหาในเรื่องความมั่นใจในสไตล์การแต่งตัวของตัวเอง แม้จะทำงานที่นี่มาได้สองสามปีแล้ว แต่ก็เป็นสองสามปีที่เธอพร่องและขาดความมั่นใจ

แม้เธอจะรักสไตล์การแต่งตัวที่เธอแต่งขนาดไหน แต่ความมั่นใจของเธอก็คลอนแคลนจนได้ เธอส่งภาพถ่ายของเธอในชุดเดรสสีส้มมาให้ฉันดู และถามย้ำ ๆ ว่าดูคุณป้าไปหรือเปล่า

ฉันเองในฐานะที่คลุกคลีกับเว็บไซต์ความงามในฐานะบล็อกเกอร์ก็สรุปได้ว่าไม่แก่ ไม่ป้า

แต่ไม่ใช่เรื่องชุดเท่านั้นที่มิวขาดความมั่นใจ

เหล่าพี่ ๆ ในกลุ่มมักจะรุมว่ากึ่งแซวว่าแต่งหน้าแก่ หากวันไหนเธอทาปากสีแรง ๆ ไป หรือแต่งหน้าหนักมือไปสักนิด (หนักมือในที่นี้ก็คือการแต่งตา แก้ม ปาก แค่นั้นเอง) หรือวันไหนที่มิวไม่แต่งหน้าไปทำงาน เหล่าพี่ ๆ ในกลุ่มก็จะบอกว่า “เฮ้ย ทำไมไม่แต่งหน้าเนี่ย โทรมเป็นศพ”

มิวเล่าให้ฉันฟังเหมือนเทปที่ถูกกรอซ้ำแล้วซ้ำเล่า และฉันที่เป็นเพื่อนสนิทก็อดเดือดเนื้อร้อนใจไม่ได้

“แล้วพวกเค้าแต่งตัวยังไงล่ะ วิจารณ์เก่งจัง”

“เสื้อโปโล กางเกงยีนส์กันทั้งกลุ่มเลย มีเราแปลกอยู่คนเดียว”

ฉันอยากจะหัวเราะใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าติเพราะอะไรกันแน่

“มิวอย่าไปแคร์เลย ก็แค่ปากคนน่ะ รสนิยมและความชอบไม่เหมือนกันอยู่แล้ว โอเคถ้าเค้าไม่ชอบสไตล์การแต่งตัวของเรา บอกหนเดียวก็รู้เรื่องแล้วนะ แต่นี่ทักทุกครั้งที่ใส่ ออกปากติทุกวัน เราว่านี่ไม่ใช่ติเพื่อก่อแล้วล่ะ เค้าเรียกว่าไม่มีมารยาท”

จริง ๆ นะ สำหรับฉันการติเพื่อก่อจะต้องติโดยมีเหตุมีผลมารองรับ ยิ่งสไตล์การแต่งตัวยิ่งแล้วใหญ่ เราจะบังคับให้ใครมาแต่งตังเหมือนเราชอบไม่ได้ ยิ่งมาติทุกวันแบบนี้ บอกได้เต็มปากเต็มคำว่าไร้มารยาทจริง ๆ

สุดท้ายฉันแนะนำให้มิวโต้ตอบกลับพี่ ๆ ของเธอบ้าง อาจจะชี้แจงด้วยเหตุผลจริง ๆ ว่ามิวชอบของมิวแบบนี้ อย่าแซวเลย เพราะแซวยังไงมิวก็ไม่เปลี่ยนอยู่ดี

จนแล้วจนรอด มิวก็ไม่กล้าตอบโต้พี่ ๆ ในกลุ่มอยู่ดี

ฉันอดหงุดหงิดไม่ได้

แต่สุดท้ายก็เข้าใจ มิวมีเพื่อนที่ทำงานแค่นั้น และเรื่องอื่นพวกเค้าก็ดีกับมิว
บางที มิวอาจจะอยาก Belong ไปกับพวกเค้า..ก็เลยยอมทน 

-2-

เรื่องของมิวทำให้ฉันคิดถึงญาติรุ่นพี่คนหนึ่ง ทุกครั้งที่เจอกันเธอมักจะทักฉันว่า

“ผอมไปนะ ผอมแบบนี้ดูเหมือนป่วยมากกว่า”

เธอทักทุกครั้งที่เจอ และบอกกับฉันว่าควรจะอ้วนกว่านี้

ตอนนั้นฉันเฉย ๆ ออกจะดีใจด้วยซ้ำ เพราะฉันชอบความผอม

แต่เมื่อไม่นานมานี้ น้ำหนักขึ้นสองกิโลกรัม อันเป็นผลพวงจากการกิน จริง ๆ แล้วสองกิโลจะไม่สามารถสังเกตได้จากตาเปล่านัก แต่ญาติคนนี้ตาดีมาก

และเมื่อเธอเห็น ก็ไม่ลังเลที่จะทัก

“เออ ดูแบบนี้ก็ดูอ้วนนะเนี่ย”

โอ…ไม่นะ นี่มันอะไรกัน

สองกิโลกรัม เธอเห็นด้วยหรือเนี่ย แล้วที่บอกก่อนหน้านี้ว่าผอมไปล่ะ คืออะไร!!!

ตอนนั้นฉันทั้งฉุนและใจเสีย ฉันเกลียดความอ้วนเอาเสียมาก ๆ แต่ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรไป

หลังจากที่เธอทัก ฉันกลับมาฟิตหุ่น ซึ่งน้ำหนักก็ไม่ได้ลดลงนัก แต่ฉันรู้สึกว่าหุ่นแบบนี้ที่ฉันชอบมัน

แม้ไม่เจอเธออีก แต่ฉันมั่นใจว่าจะไม่หวั่นไหวไปตามแรงลมปากของเธออีกแล้ว 
 
-3-

ที่บ้านของฉันมีดอกไม้สีสวยหวานอยู่ดอกหนึ่งชื่ออมรเบิกฟ้า สีของมันชมพูอ่อนหวานเหมือนแก้มหญิงสาว

แต่ไม่ว่าใครแวะเวียนมา ต่างมองข้ามความงามมันไปเสียสิ้น

บางคนบอกว่า “ดอกอมรเบิกฟ้าเนี่ย ไม้เลื้อย ดูแลลำบาก”

อีกคนบอก “ดอกเนี่ย โดนฝนก็ฟุบเฉา หมดความงามไปแล้ว ไม่คุ้มกัน”

โดนทักบ่อย ๆ แม่ชักใจเสียจนรู้สึกว่าคิดผิดหรือเปล่าที่ซื้อมาปลูก ทำไมไม่มีคนเห็นความงามของมันเลยล่ะ มีแต่พูดข้อเสียของมัน

พี่สาวของฉันได้แต่บอกว่า

“ช่างมันเถอะแม่ เรารู้ว่าดอกไม้ดอกนี้สวยก็เพราะว่ามันสวยอยู่ในตัวเอง ดอกไม้สวยเพราะสีของมัน ทรงดอกของมัน มันมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว ค่าของมัน ความงามของมันไม่ได้ลดลงเพราะไม่มีใครเอ่ยปากชม เราปลูกมันเพราะเห็นความงามของมันก็พอ”

ฉันนึกเปรียบเทียบดอกอมรเบิกฟ้ากับตัวเอง ที่โดนติว่าทั้งอ้วนและผอมในช่วงน้ำหนักเหวี่ยงไปสองกิโลกรัม

นึกถึงมิวที่ขาดความมั่นใจเพราะคำพูดของคนอื่น

คุณค่าของเราลดลง แค่เพราะคนอื่นมองไม่เห็น หรือเพราะคนอื่นเอ่ยปากติอย่างนั้นหรือ

สุดท้ายฉันเลยคิดได้ และ Note ไว้ใน Facebook 

"อย่าให้คำพูดหรือการกระทำของใครมีผลต่อจิตใจของเรา

หากจะพูดให้ถูกคือ

เราเป็นเราแบบนี้ จากวันที่เป็นเด็กจนเติบโต เราก็ยังคงดำรงอยู่ได้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่

มาวันหนึ่งมีการกระทำหรือคำพูดทำให้เราไขว้เขว เสียใจ หมดพลัง

สิ่งที่ควรทำคือการคงอยู่ไว้ซึ่งความเป็นตัวเอง

เก็บคำพูดที่ทำให้เสียใจเป็นพลังก้าวเดินต่อไป

ไม่ใช่เก็บมันมาทำร้ายจิตใจเราอยู่เรื่อย ๆ

คำพูดน่ะ ออกจากปากคนก็เป็นแค่ลมปาก มันจะทำอะไรเราไม่ได้เลยหากว่าเราไม่เก็บมันมาใส่ใจ

ตรงกันข้าม หากว่าเราเก็บมันมาคิดย้ำ ๆ ในใจเราเรื่อย ๆ

ก็กลับกลายเป็นว่าเรานั่นแหละที่ถือมีดทิ่มแทงหัวใจตัวเอง

ซ้ำแล้ว

ซ้ำเล่า”




SHARE
Written in this book
ประสบการณ์ที่พานพบ
บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ได้พบเจอ

Comments

Girlwearsblue
3 years ago
คนเราเห็นแต่ข้อเสียของคนอื่นจริงๆ อย่างพ่อชอบบอกว่าเราฟันเหลืองทั้งที่ตัวเองฟันเหลืองกว่าซะอีก
อยู่ในสังคมแบบนี้เราต้องสะบัดบ๊อบแล้วบอกว่า don't care! XD
Reply
niji
3 years ago
5555. คนพูดก็ไม่คิดอะไร คนฟังก็ต้องพยายามมากกกกก ที่จะไม่ใส่ใจ
Girlwearsblue
3 years ago
บางคนตดออกจากปากได้ค่ะ อย่าได้ใส่ใจ  ภาพโคเวอร์คืออมรเบิกฟ้าใช่มั้ยคะ เราว่าสวยนะ :)
niji
3 years ago
ใช่แล้วค่ะนี่เลย อมรเบิกฟ้า :)
yhingba
3 years ago
ดีจังเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ
Reply
niji
3 years ago
ขอบคุณที่แวะมาอ่านเช่นกันค่ะ :)
Phanchiwa
3 years ago
ช่วยเตือนสติได้ดีเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ^^
Reply
niji
3 years ago
ยินดีที่เป็นประโยชน์นะคะ ;)
Djai
1 year ago
พึ่งมาอ่านเจอค่ะ น้ำตาไหล แต่ได้สติ สุดท้ายแล้วเราก็ยังคงความเป็นตัวเอง ไม่มีไรมาเปลี่ยนแปลงได้...
Reply
Djai
1 year ago
พึ่งมาอ่านเจอค่ะ น้ำตาไหล แต่ได้สติ สุดท้ายแล้วเราก็ยังคงความเป็นตัวเอง ไม่มีไรมาเปลี่ยนแปลงได้...
Reply