วิถีไทยบ้านฉัน...ใกล้สูญสลายไปกับยุคดิจิตอล
       ฉันคิดว่าตัวฉันเป็นคนหนึ่งที่โชคดีกว่าคนอีกหลายๆ คนที่ได้เกิดมาเร็ว และเกิดในชนบทพื้นที่ห่างไกลความเจริญ มันทำให้ชีวิตฉันมีโอกาสได้เห็น และได้สัมผัสการดำเนินชีวิตตามแบบวิถีไทย ที่ใกล้สูญสลายเต็มที่ในโลกแห่งยุคติจิตอล ความเจริญด้านเทคโนโลยีทำให้เด็กไทยในชนบทเข้าถึงเครื่องมือสื่อสาร เด็กบางคนใช้เครื่องมือสื่อสารให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่เด็กบางคนกลับใช้ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ และมีโทษปัญหาสังคมตามมา ผู้คนในชนบทรู้จักการสื่อสารในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Line หรือ Facebook ในทุกวันนี้เมื่อฉันกลับไปเยี่ยมพ่อที่ต่างจังหวัด ฉันเห็นหลาน เห็นเหลน ตัวเล็กๆ อายุเพียงขวบเศษใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของปู่ ย่า ป้า น้า เล่นเกมส์อย่างไม่ลืมหูลืมตา สายตาของเค้าจ้องมองอยู่หน้าจอโทรศัพท์ตลอดเวลา ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะต้องเตือนผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอน ดูแลเด็กๆ เหล่านั้น ยังไม่ต้องบอกถึงสมองของเด็กที่จะหยุดพัฒนาการในด้านต่างๆ เพราะเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้เค้าเข้าใจได้ ฉันจึงบอกเพียงว่าสายตาและกระบอกตาของเด็กจะเสื่อม จากการเพ่งอยู่หน้าจอเป็นเวลานานๆ ให้เบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆ บ้าง แต่ฉันคิดว่าพ่อแม่สมัยนี้คงคิดว่ามันเป็นเครื่องมือในการช่วยเลี้ยงลูกได้ง่ายขึ้นกระมัง เพราะพ่อแม่เองก็ยังเอาแต่เล่นไลน์และเฟสบุ๊ค อัปเดทสถานะ แชร์ทุกอิริยาบทของตัวเอง หรือบางคนพัฒนาการก้าวกระโดษอยากได้สามีเป็นชาวต่างชาติ เลือกแชทในแอปที่แสดงตนว่าเป็นคนต่างชาติ ซึ่งสุดท้ายเป็นการแชทกับมิจฉาชีพถูกหลอกลวงให้โอนเงิน  ในบางรายเรียนสูงเป็น ดร. แต่เธอกลับถูกมิจฉาชีพเหล่านั้นล่อลวงให้โอนเงินเฉียดล้าน เพียงเพราะเธออยากมีคู่เป็นชาวต่างชาติ เป็นเรื่องที่ต้องระวังและต้องฉลาดในโลกแห่งยุคการสื่อสารไร้พรมแดน       วิถีไทยที่ฉันได้สัมผัส เด็กไทยในชนบทนับตั้งแต่เกิดเป็นทารกจากท้องแม่ต้องนอนในกระด้ง (กระด้ง เป็นภาชนะสานจากไม้ไผ่และหวาย มีทรงกลมและแบน มีขอบ ใช้ฝัดข้าวแยกสิ่งสกปรกออกจากข้าว ใช้ใส่สิ่งของ สารพัดประโยชน์ที่จะนำไปใช้) ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเด็กเกิดมาต้องนอนในกระด้งจนกว่าแม่จะออกจากการอยู่ไฟ (การอยู่ไฟ คือ การที่หญิงหลังคลอดจะต้องนอนบนแผ่นกระดานข้างๆ กองไฟที่ถูกก่อขึ้นจากฟืน นอนหันตัวไปมา อาบน้ำอุ่นผสมน้ำต้มใบมะขาม) ยังไม่เคยค้นหาคำตอบ แต่ตัวเองก็คงต้องนอนแบบนี้ตั้งแต่เกิด ดูดนมจากเต้าของแม่ อิ่มนมจากอกแม่ก็ถูกวางในกระด้ง พออายุได้เพียงสามวันเด็กๆ ก็เริ่มได้ลิ้มรสของกล้วยน้ำว้าสุก แม่จะใช้ช้อนขูดๆ บดให้เละใส่ไปในปากของทารก ซึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันจะให้ทารกทานนมแม่เพียงอย่างเดียวให้นานที่สุด พออายุได้สามเดือนแม่เริ่มเคี้ยวข้าวกับเกลือยัดใส่ปากในบางมื้อ แม้มันจะไม่ถูกตามหลักโภชนาการแต่ฉันเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่แม่ทำไปเพราะอยากให้ลูกแข็งแรงโตไว     เมื่อฉันโตขึ้นมาหน่อย ฉันได้เห็นป้าของฉันทอผ้าขาวม้า ทอย่าม เห็นป้าบรรจงย้อมสีด้าย สืบด้าย กรอด้าย และบรรจงขัดด้ายให้เป็นลวดลายตามจินตนาการที่ป้าอยากให้เป็น การทอแต่ละครั้งจะได้ผ้าขาวม้าประมาณสี่ถึงห้าผืน ได้ย่ามประมาณสิบใบ ป้าจะเหยียดด้ายยาวที่ยึดติดกับหูก (หูกเป็นเครื่องมือทอผ้าแบบโบราณ เป็นการยืนด้ายแบบแนวนอน) ใต้ถุนบ้าน ปักหลักยึดดึงให้เส้นด้ายตึง ใช้กระสวยซึ่งมีด้ายอยู่ในแกนพุ่งสลับไปมาในแนวขวาง แล้วมือก็กระทบให้ด้ายแน่นเป็นเนื้อผ้า สลับกับเท้าเหยียบให้กี่ (กี่เป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งของการทอหูก) สสลับขึ้นสลับลง กระสวยทำหน้าที่รับส่งด้ายตามมือสั่ง ฉันมักจะขอป้าลองทอหูกเสมอ ป้าต้องคอยบอกว่าพุ่งด้ายสีนี้กี่ครั้ง แล้วเปลี่ยนสีไปตามลายที่ต้องการ เมื่อทอได้เนื้อผ้าขาวม้าฉันจะภูมิใจมากว่าตัวเองทำได้ เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ ฉันจะแอบขอผ้าขาวม้าของป้ามาเป็นของขวัญให้นายที่เป็นผู้ชายเสมอ ฉันรู้สึกเสียดายเมื่อครั้งที่มีเวลาไม่ได้เรียนรู้จากป้าทุกขั้นตอน ไม่สามารถทำได้แบบป้า จนทำให้ทุกวันนี้ฉันไม่ได้เห็นการทอหูกอีกต่อไป มีเพียงย่ามและผ้าขาวม้าของป้าเก็บไว้เป็นที่ระลึก       ในทุกวันที่กลับไปบ้านพ่อสิ่งที่ยังเห็นตามวิถีไทย คือ การสาน พ่อ และลุง ยังคงใช้ไม่ไผ่สานเครื่องมือ เครื่องใช้ ตั้งแต่ ข้อง (ใช้ใส่ปลา) สุ่ม (ใช้ครอบไก่) ตะแกรง (ใช้ตากปลาย่าง) กระด้ง (ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว) เข่ง (ใช้ใส่ผลไม้) กระบุง (ใช้ใส่ข้าวสาร ผลไม้ฯลฯ) ลุงของฉันสานกระบุงได้สวยงามเหลือเกิน ฉันชอบตอนเก็บขอบลุงจะใช้หวายค่อยๆ ถักทอให้สวยงาม ลายกระบุงของลุงช่างละเอียดงดงาม ส่วนพ่อสานได้แต่ภาชนะที่ง่ายๆ เพราะพ่อไม่อยากเรียนรู้ ฉันชอบเก็บภาชนะสานชิ้นเล็กๆ ไปให้พ่อดู อยากให้พ่อทำขายเป็นของที่ระลึก แต่พ่ออาจคิดว่าไม่รู้จะขายให้ใครงานจึงไม่เกิดส่วนงานสานที่เลื่องลือจะเป็นงานสานตะกร้าหวายของปู่แคล้ว บ้านของปู่อยู่ข้างบ้านพ่อ แกเป็นญาติห่างๆ ปู่แคล้วใช้หวายสานตะกร้าเป็นลวดลายดอกลายไทยงดงาม ปู่จะขายให้คนในหมู่บ้านใบละสามร้อยถึงเก้าร้อยบาท แล้วแต่ขนาดและความยากง่ายของงาน เมื่อถึงเทศกาลงานบุญคนในหมู่บ้านจะใช้ตะกร้าหวายใส่ขันข้าว และผลไม้ไปทำบุญที่วัด เมื่อฉันมีโอกาสได้ไปงานบุญที่วัดในหมู่บ้าน ฉันจะชอบนั่งมองตะกร้าหวายที่ผู้คนพากันหิ้วมาวัด ปู่แคล้วสานตะกร้าจนวาระสุดท้ายของแก เมื่อสิ้นปู่แคล้วด้วยวัยแปดสิบกว่างานสานตะกร้าก็สิ้นไปตามปู่โดยไม่มีใครไปเรียนรู้วิชาจากปู่เลย       ฉันทันได้สัมผัสกับความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คนในหมู่บ้านของพ่อ ในทุกๆ มื้อทำไมคนเมื่อก่อนจึงไม่ต้องใช้เงินในการซื้อข้าวของเท่าทุกวันนี้ เพราะคนในยุคนั้นมีความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักคำว่าแบ่งปันจึงเกิดการให้ เมื่อให้มาต้องให้ตอบ จึงมีโอกาสเก็บออมเงินที่หามาได้ แต่เมื่อโลกเจริญขึ้นค่าของเงินน้อยลงทุกอย่างจึงเกิดการซื้อ ในทุกวันนี้ฉันเห็นตลาดนัดที่วัดในหมู่บ้านของพ่อมีอยู่ทุกวัน ไม่ใช่การมาขายตามนัดอีกต่อไป ผู้คนต้องการใช้เงินซื้อความสะดวกสบาย จึงเกิดการขายไม่ใช่การให้ขายทุกอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่คนก็ซื้อทุกอย่างเช่นกัน ไม่เกิดการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน ชาวบ้านตะเกียกตะกายไปทำงานโรงงานแทนการทำอาชีพอย่างพอเพียง เป็นเรื่องน่าสังเวชในสังคมชนบทปัจจุบันสิ่งที่ฉันคิดว่าตัวเองมีความโชคดีที่ได้เกิดในยุคกลาง ระหว่างความเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกดิจิตอล เพราะฉันได้เรียนรู้การใช้ชีวิต สามารถสอนลูกให้ดำเนินชีวิตในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ลุ่มหลงในโลกออนไลน์ โชคดีที่ลูกของฉันทั้งสองคนไม่คลั่งไคล้เกมส์โปเกมอนโก แต่เธอก็ยังมีความบันเทิงในโลกออนไลน์ ตามสไตล์ของแต่ละคน ภายใต้การควบคุมของฉันเองที่ต้องจำกัดเวลา...โชคดีที่ลูกคนเล็กมีกิจกรรมการเล่นกีฬา ไม่มีเวลาหมกมุ่นในโลกแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน....ในเรื่องงานฉันโชคดีที่ได้เรียน และได้รู้จักการใช้เครื่องพิมพ์ดีดและเครื่องคอมพิวเตอร์...เป็นคนรุ่นกลาง....เป็นตัวเชื่อมระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ฉันใช้เครื่องมือส่ือสารในโลกดิจิตอลได้ด้วยตนเอง  


ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก : Google
                                   // Plaifah 


       
                                   3 กันยายน 2559
SHARE
Writer
plaifah
It' my life.
เศษเสี้ยวของชีวิตที่อยากเล่าให้ฟัง

Comments