วั น เ กิ ด
ผมไม่รู้หรอกนะว่าบนโลกใบนี้จะมีสักกี่คนที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับวันเกิด รู้แต่ว่าอย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งล่ะนะที่เป็นแบบนั้น เพราะในสังคมที่ผมเกิดมานั้นน่ะ ไม่เคยมีใครให้ความสำคัญกับวันเกิดอะไรกันนักหรอก ไม่ว่าจะเลี้ยงฉลองอวยพร หรือการทำบุญวันกงวันเกิดอะไรก็แล้วแต่ หากมีก็จะเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาอายุกันเสียมากกว่าล่ะนะ

ครับนั่นมันเมื่อก่อน สมัยนี้คนบ้านนอกคอกนาอย่างพวกเราก็มีการฉลองวันเกิดกันมากขึ้นแล้ว แต่ผมก็ยังมองว่ามันเป็นการเห่อตามคนอื่นไป หรือไม่ก็แค่การหาเรื่องกินเหล้ากันเสียมากกว่า งานไหนก็เหล้าเป็นหลัก วันเกิดเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องมีเหล้า ฉลองวันเกิดไม่มีเค้กไม่เป็นไร แต่ขาดไม่ได้คือเหล้า... ผมจึงไม่เคยคิดว่ามันเป็นการฉลองวันเกิด นอกจากจะหาเรื่องเปลี่ยนบรรยากาศในการกินเหล้าของพวกเขาอย่างที่บอกนั่นแหละ

แต่จะว่าไปผมเองก็เคยมีโอกาสได้ฉลองวันเกิดกับเขาเหมือนกันนะ แบบที่ไม่ได้ตั้งใจเสียด้วยสิ วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าเรามีปาร์ตี้อะไรกัน ช่วงที่ผมดูแลรีสอร์ทอยู่ที่เกาะช้างนั่นแหละ เราจะมีปาร์ตี้กันบ่อยมาก พวกลูกค้าในรีสอร์ทมักจะหาเรื่องเลี้ยงฉลอง หรือจะเรียกว่าหาเรื่องกินเหล้ากันก็ว่าได้ จะไทยหรือฝรั่งก็ไม่ต่างกันนักหรอกนะเรื่องนี้...

วันนั้นอยู่ๆ เจมส์ซึ่งเป็นลูกค้าคนหนึ่งของรีสอร์ทก็หันมาบอกผมว่าวันที่สิบสามที่จะถึงนี้เป็นวันเกิดของเขา ผมเลยหลุดปากออกไปว่าคุณเกิดก่อนผมวันหนึ่งนี่นา เขาบอกว่าอ้าวเหรอ อย่างนั้นคุณฉลองวันเกิดพร้อมผมเลยก็ได้นี่ เจมส์หันไปบอกคนอื่นๆ ทุกคนต่างเห็นชอบและตกลงกันเลยว่าวันที่สิบสามที่จะถึงนี้คือวันฉลองวันเกิดของผมกับเจมส์ พวกเขานัดแนะวางแผนกันเสร็จสรรพโดยที่ผมได้แต่นั่งฟังพวกเขาเออ ออ กัน...

ผมไม่ใช่คนที่จะเชื่อเรื่องโชคลางอะไรนั่นหรอกนะ แต่ก็น่าขำที่วันนั้นมันตรงกับวันศุกร์ที่สิบสามพอดี เหมือนว่าเป็นอาถรรพ์เลยหากใครจะเชื่ออะไรแบบนั้นล่ะก็นะ... วันนั้นผมมัวแต่ยุ่งอยู่ทั้งวัน และเริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล เริ่มมืดแล้วหากแต่ที่นี่กลับดูเงียบผิดปรกติ ริมคลองที่เรามักใช้เป็นพื้นที่สังสรรค์กันมีเพียงฟิลลิปกับภรรยาคนไทยของเขานั่งเหงากันอยู่ ไม่มีใครอื่นอีก ไม่เสียงเพลงซึ่งตามธรรมดาฟิลลิปจะต้องรีบเปิดก่อนที่ใครจะมา และไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าจะมีงานอะไรกัน...
.
'ผมทะเลาะกับเฟรดเดอริค' ฟิลลิปบอกผมแบบนั้น 'มันเรื่องอะไรกัน แล้วคนอื่นไปไหนกันหมด รวมถึงเจมส์ด้วย' ผมถามเขากลับไป เขาบอกว่าเรื่องมันมาจากเจมส์นั่นแหละ เจมส์หายไปตั้งแต่เช้า และด้วยความที่วันนี้จะมีการฉลองวันเกิดให้ผมด้วย ฟิลลิปจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้วเขาจึงไปถามเฟรดเดอริคเรื่องเจมส์หายไป พร้อมทั้งรบเร้าเรื่องการจัดงาน แต่เขากลับถูกเฟดเดอริคตะคอกกลับ ฟิลลิปบอกว่าเขาก็ไม่รู้ว่าเฟรดเดอริคโกรธหรือรำคาญเขาด้วยเรื่องอะไร ผมเองก็ได้แต่ งง หากพอเข้าใจได้ว่าที่เจมส์หายไปคงเป็นเพราะเขามีปัญหาเรื่องการเงิน เจมส์เป็นคนหนุ่มที่ยังต้องอาศัยเงินจากการทำงานไปด้วยขณะเที่ยวพักผ่อน (เขาทำงานในอินเตอร์เนต) ต่างกับฟิลลิปและคนอื่นๆ ที่จะใช้จ่ายเงินที่เก็บออมมาและส่วนหนึ่งจากสวัสดิการ
.
แต่ถึงอย่างไรวันเกิด (ที่ผมยึดจากเจมส์) วันนั้นก็ผ่านไปด้วยดี ท่ามกลางความอึดอัดจากความมึนตึงของฟิลลิปและเฟรดเดอริค โดยที่คนอื่นๆ ก็พลอยเฉยชากันไปหมด... รุ่งเช้าความสุขในรีสอร์ทเล็กๆ ของเราก็เปลี่ยนไป ลูกค้าแต่ละคนจะต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการสังสรรค์เฮฮาเหมือนก่อน ฟิลลิปกับเฟรดเดอริคไม่มองหน้ากัน เจมส์ก็คล้ายจะคอยหลบหน้าหลบตาทุกๆ คน และดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งพวกแบ่งข้างกันอย่างชัดเจนระหว่างพวกเขากันด้วย ฟิลลิปบอกผมว่าเขาไปขอคืนดีกับเฟรดเดอริค แต่เฟรดเดอริคกลับบอกว่าภรรยาคนไทยของเขาบอกไม่ให้คืนดี เขาต้องทำตามภรรยา ซึ่งผมยังคงสงสัยมาจนทุกวันนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ การจัดงานวันเกิดครั้งแรกครั้งเดียวของผมทำให้อะไรๆ เป็นไปได้ถึงเพียงนี้เลยหรืออย่างไรกัน...
ความสุขที่ผมพอใจนั้นไม่จำเป็นว่าต้องมาจากการเฉลิมฉลองหรอก ผมคิดแบบนั้นจริงๆ ...ท่ามกลางสายลมหนาวที่แม้จะไม่หนาวมากแต่ก็สัมผัสได้ถึงฤดูหนาวล่ะนะ คืนนั้นผมนั่งยิ้มอยู่หน้าเวที ขณะที่ผู้คนรอบข้างกำลังส่งเสียงเฮฮาจากมุกตลกที่ถูกปล่อยมาจากบนนั้น เวทีที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ กับคอนเสิร์ตที่มีนักแสดงเพียงสามคน อ้อดูเหมือนจะมีแดนเซอร์ (หรือเปล่านะ) ที่เป็นสาวประเภทสองอีกสองคน วันนั้นตรงกับวันเกิดของผมพอดีตอนที่อยู่ที่นั่น อำเภอระตะนะม็อนดอล (รัตนะมณฑล) จังหวัดบัตด็อมบอง (พระตะบอง) ของกัมปุเจีย หรือกัมพูชานั่นแหละ ช่วงเช้าขณะนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟซึ่งผมมักจะไปนั่งประจำเมื่อมาที่นี่ มีคนนำใบปลิวมาแจก ผมหยิบดูพร้อมกับแปลกใจเล็กน้อยกับโฆษณาคอนเสิร์ตวงดนตรีไทยที่จะมาเปิดการแสดงที่นี่ วงร็อคหรือกันตรึมจากอีสานใต้วงนี้ยังมีอยู่อีกหรือ ผมคิดว่าพวกเขายุบวงกันไปนานแล้วนะ ที่สำคัญ พวกเขาเหมือนตามมาแสดงให้ผมดูถึงนี่เลย ผมคิดของผมแบบนั้นแหละ หากอยู่เมืองไทยผมคงไม่สนใจสักเท่าไรหรอก แต่เป็นที่นี่ผมก็อดอยากดูไม่ได้ อย่างน้อยเราก็ข้ามเขตข้ามแดนมาเจอกันแล้วนี่นา
.
มันเหมือนว่าคืนวันเก่าๆ ได้ย้อนกลับมาอีกครั้งเลย คืนวันที่ผมยังสามารถที่จะสนุกได้กับการวิ่งเล่นตามงานวัด หากผมได้ชมการแสดงของเขาในเมืองไทยเชื่อว่าผมคงไม่มีทางรู้สึกแบบนี้ได้หรอกในทุกวันนี้ ก็ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปแล้วของบ้านเรานั่นแหละ ผมอดคึดถึงการแสดงที่เปิดให้ดูฟรีในงานที่ทาง อบต.จัดขึ้นมาไม่ได้ นักร้องอาจจะตกยุคหน่อย เหมือนวงที่ผมกำลังนั่งดูอยู่นี่แหละ นั่นทำให้บางครั้งจะมีแต่บรรดาขี้เมาเท่านั้นที่นั่งเฝ้าหน้าเวที แต่ที่นี่ดูจะไม่ต่างจากอดีตเมื่อผมเป็นเด็กสักเท่าไรนัก มันมีความคึกคักจากสภาพแวดล้อมของผู้คนที่นี่ สถานที่ รวมถึงเสียงแห่งความสุขรอบข้างนั่นด้วยที่ทำให้ผมยิ้มได้เต็มสุข ที่สำคัญ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกลมกลืนกับพวกเขาได้แนบเนียนแบบทีผมอยากจะเป็นเลยทีเดียว ถึงผมจะมาที่นี่บ่อยครั้งก็ตามที แต่ด้วยความที่เพื่อนของผมที่นี่จะพูดไทยได้ และหลายๆ คนก็พูดไทยได้เช่นกัน ผมเลยติดที่จะใช้ภาษาไทยเสียมากกว่าเมื่ออยู่กับพวกเขา แต่การแสดงบนเวทีวันนี้ไม่มีภาษาไทย พวกเขามาจากอีสานใต้จึงสื่อสารกับคนที่นี่ได้ไม่ยาก พวกเขาสามารถปล่อยมุกที่คนดูเข้าใจ และเรียกเสียงเฮฮาจากคนดูได้แม้นักแสดงจะมีเพียงสามสี่คนอย่างที่บอก และที่ผมว่ากลมกลืนก็คือ ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจภาษาที่เขาใช้สื่อสารกันได้ อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าที่ผมคิดว่าจะเข้าใจได้เสียอีก ผมจึงสามารถที่จะยิ้ม และหัวเราะไปกับพวกเขาได้เช่นกัน...

วันนั้นจึงเป็นวันเกิดที่ผมมีความสุข แม้จะไม่มีใครรู้ ไม่มีคำอวยพร และไม่มีการเฉลิมฉลองวันเกิดให้ผมแต่อย่างใด แต่ผมก็จำได้อย่างแม่นยำว่ามันเป็นวันเกิดที่ผมมีความสุขที่สุดวันหนึ่งเลยทีเดียว.
SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นจิปาถะ
รวมเรื่องสั้น งานฝึกหัด /ยินดีรับฟัง และขอบคุณทุกความคิดเห็นนะครับ/
Writer
Lava
ผู้เฒ่าธรรมดา
เจ้าปัญหา จอมโวยวาย

Comments