This Too Shall Pass
ในอดีตนั้นมีกษัตริย์ชาวเปอร์เซียพระองค์หนึ่งที่รู้สึกเป็นทุกข์อย่างมากทุกครั้งที่พระองค์ต้องเจอเรื่องที่เศร้าเสียใจ และพระองค์พบว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะข้ามพ้นความเสียใจแต่ละครั้งไปได้ กษัตริย์องค์นี้จึงบอกกับปราชญ์ในราชวังว่าให้ประดิษฐ์สิ่งที่จะช่วยในการนี้ได้ให้กับพระองค์ สุดท้ายแล้วนั้นสิ่งที่กษัตริย์ได้รับมาก็คือแหวนธรรมดาๆวงหนึ่ง แต่มีประโยคอันแสนปราดเปรื่องประโยคหนึ่งสลักเอาไว้บนแหวน นั่นคือ این نیز بگذرد‎‎, (นิซ บอกซาราด) ซึ่งแปลได้ว่า "This too shall pass" หรือ "สิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน" 

นี่เป็นเรื่องราวต้นกำเนิดของประโยคที่เราเคยได้ยินกันมาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งประพันธ์โดยอัตตาร์ (عطار) แห่งเนชาปูร์ (نیشابور) กวีชาวเปอร์เซียในยุคปลายศตวรรษที่สิบสองถึงต้นศตวรรษที่สิบสาม ประโยคง่ายๆนี้เป็นสิ่งเตือนใจกษัตริย์เสมอว่าไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายใดๆเกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องนั้นจะแย่สักแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วมันก็จะผ่านไป ไม่ต่างจากเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้



เช้าวันเสาร์วันหนึ่งเมื่อประมาณห้าปีที่ก่อน ผมกำลังนั่งกินข้าวเช้าอยู่ที่บ้าน จู่ๆโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวก็ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฎบนจอเป็นเพื่อนผู้หญิงที่ผมสนิทด้วยคนหนึ่ง ผมคิดในใจว่ามีอะไรหว่า สงสัยจะชวนไปเที่ยวเย็นนี้ล่ะมั้ง จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและกดรับสาย

"เอ้อ ว่าไง"

แทนที่จะได้ยินเสียงที่สดใสตอบกลับมา สิ่งเดียวที่ผมได้ยินคือเสียงสะอื้นไห้

"เฮ้ย ร้องไห้ทำไม เป็นอะไรน่ะ" ผมถามอย่างเป็นห่วง

ไม่มีคำตอบใดๆกลับมาเป็นเวลานานหลายวินาที เสียงสะอื้นไห้ยังคงดังผ่านมาทางโทรศัพท์ แล้วผมได้ยินเสียงกลั้นเหมือนกับเวลาที่คนพยายามกลั้นให้หยุดร้องไห้ และเพื่อนของผมก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
 
"แก เอกมันทิ้งเราไปแล้ว" (ไม่ใช่ชื่อจริงๆของคนคนนี้)

เพื่อนของผมคนนี้กับเอกเป็นแฟนกัน แม้ว่าจะยังไม่ได้แต่งงานกันแต่ทั้งสองก็แยกออกมาอยู่ด้วยกันได้หลายปีแล้ว ทั้งสองคนเริ่มคบกันตั้งแต่ช่วงต้นๆของมหาวิทยาลัย และถ้านับตั้งแต่เริ่มคบกันจนถึงวันที่เกิดเรื่องนั้นก็น่าจะร่วมๆสิบปีได้

"แล้วเอกอยู่ไหนตอนนี้"

"เอกไม่อยู่แล้ว มันบอกเลิกชั้นแล้วมันก็ออกไปเลย"

ผมคิดในใจ แย่ล่ะสิ สองคนนี้พักอยู่ที่ห้องของเอก ซึ่งอยู่ชั้นบนๆของของคอนโดแห่งหนึ่ง แล้วตอนนี้เพื่อนของผมซึ่งกำลังเสียใจหนักก็อยู่ที่ห้องคนเดียว ภาพในความทรงจำภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของผม ผมนึกถึงมุกตลกที่เพื่อนคนนี้เคยเล่าให้ฟังครั้งที่ผมไปหาเธอกับเอกที่ห้อง เธอชี้ออกไปนอกระเบียงห้องให้ดูว่าด้านล่างเป็นสถานทูตของประเทศหนึ่ง แล้วก็พูดติดตลกว่า "เฮ้ย อยากตายต่างประเทศปะ เนี่ย โดดลงไปตรงเนี้ยถือว่าไม่ได้ตายในประเทศไทยนะเฟ้ย"

ผมได้แต่โมโหอยู่ในใจ เอก มึงเอ๊ย จะไปบอกเลิกบนพื้นในที่ที่มีคนอยู่เยอะๆก็ไม่ได้

"เฮ้ย อยู่ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวไปหา" ผมพูดกรอกลงไปในโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"อื้อ"

ผมกระโดดขึ้นรถแล้วบึ่งออกไปทันที



มีงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ที่ลงมือฆ่าตัวตายและรอดชีวิตมาได้ชิ้นหนึ่งซึ่งทำที่เมือง Houston ในปี 2001 โดย Marcie-jo Kresnow และคณะ พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย นั่นคือผู้ที่มีความคิดจะฆ่าตัวตายนั้นมีความหุนหันอย่างมาก กล่าวคือเมื่อเทียบช่วงเวลาระหว่างตอนที่ตัดสินใจจะฆ่าตัวตายและตอนที่ลงมือกระทำจริงนั้นพบว่าหนึ่งในสี่ของกลุ่มที่ถูกศึกษาเว้นช่วงเพียงแค่ห้านาที และร้อยละเจ็ดสิบบอกว่าลงมือกระทำภายในหนึ่งชั่วโมงนับตั้งแต่เริ่มคิดว่าจะฆ่าตัวตาย 

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าคนที่ฆ่าตัวตายจำนวนมากกระทำลงไปเพราะอารมณ์ที่อ่อนไหวเพียงชั่ววูบ ดังนั้นช่วงเวลาหลังจากที่เกิดเรื่องที่กระตุ้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้นๆที่แสนสำคัญนั้นจะสามารถช่วยชีวิตคนได้นับไม่ถ้วน



ผมใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีจึงไปถึง เมื่อขึ้นลิฟท์ไปถึงผมก็โทรศัพท์หาเพื่อนคนนี้ให้เปิดประตู ผมรู้สึกโล่งใจเมื่อเธอรับสาย พอเปิดประตูมาเห็นหน้าผมเธอก็ได้แต่โผเข้ามากอดและปล่อยโฮออกมา ผมปลอบเธออยู่นานพอสมควรกว่าเธอจะสงบลงได้ พอเธอเริ่มหยุดร้องไห้ผมก็ถามเธอ

"แล้ววันนี้จะทำยังไงต่อล่ะ"

"ก็...คงอยู่ที่นี่มั้ง คงต้องเตรียมย้ายของออก"

ผมมองออกไปนอกหน้าต่างตรงที่สถานทูตนั้นตั้งอยู่ ลมจากข้างนอกพัดหวิวๆเข้ามาและผ้าม่านก็โปรยปลิวไปตามแรงลม จะปล่อยให้อยู่ที่นี่คนเดียวได้ไงวะ

"เตรียมชุดซะ เดี๋ยวคืนนี้ไปนอนที่บ้านชั้น"

"หา อะไรนะ"

"เออน่า เตรียมชุดซะ คืนนี้ไปนอนบ้านชั้นก่อนแล้วค่อยมาเก็บของทีหลัง ไม่ต้องขับรถเองนะ ไปด้วยกันนี่แหละ"

ระหว่างที่เพื่อนของผมเตรียมเสื้อผ้าผมก็โทรไปบอกพ่อกับแม่ว่าจะมีแขกมาค้างที่บ้าน และเมื่อเรากลับมาถึงบ้านของผมผมก็จัดเตรียมฟูกนอนหมอนผ้าห่มให้เธอนอนในห้องหนังสือ ช่วงเวลาที่เธออยู่ที่บ้านผมนั้นเราก็ไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากดูทีวีกับคุยเล่นกัน ผมพยายามจะไม่พูดถึงเอก และทำอะไรก็ได้ขอให้เวลาผ่านไป

ตอนที่เราแยกกันเข้านอนในคืนแรกผมบอกกับเธอว่า "จะอยู่ที่นี่กี่คืนก็ได้นะ ให้สบายใจขึ้นก่อนแล้วค่อยกลับไปเก็บของ" ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับเบาๆ

สุดท้ายแล้วเธออยู่ที่บ้านของผมทั้งหมดสองคืน เช้าวันจันทร์ผมต้องไปทำงานจึงอยู่ต่อด้วยไม่ได้ เธอจึงบอกว่าเธอจะกลับไปเก็บของที่ห้อง ในตอนนั้นผมคิดวนเวียนไปมาในใจว่าควรจะให้เธอไปดีหรือไม่ หรือจริงๆแล้วผมควรจะลางานเพื่ออยู่กับเธอต่ออีกหนึ่งวัน



ว่ากันตามตรง คงไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะช่วยเหลือผู้ต้องการฆ่าตัวตายในช่วงต้นหากสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังคงกลับไปฆ่าตัวตายอยู่ดี แต่งานวิจัยชิ้นเดียวกันนั้นก็พบว่า 9 ใน 10 ของผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายแล้วรอดชีวิตมานั้นจะไม่กลับไปฆ่าตัวตายซ้ำอีก ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้นว่าการฆ่าตัวตายเกือบทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบจริงๆ และเราไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าช่วยให้พวกเขาข้ามผ่านอารมณ์ที่รุนแรงและความหุนหันในช่วงแรกไปได้



ผมมองๆดูเธอแล้วก็รู้สึกว่าสภาพจิตใจที่เปราะบางเมื่อสองวันก่อนหายไปแล้ว ก็เลยไม่ว่าอะไร เราลากันตอนเช้าวันจันทร์ เธอเรียกแท็กซี่กลับไปที่คอนโดเพื่อเก็บของออกจากห้อง

จนถึงวันนี้เวลาก็ผ่านไปห้าปีแล้ว เธอยังคงปลอดภัยดี และเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม วันนี้เธอโพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ลงบนหน้าเฟสของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผมเขียนเรื่องนี้ด้วย ผมขออนุญาตเธอในการนำบางส่วนจากโพสต์ของเธอมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

"วันนี้...ฉันยังอยู่

เมื่อชีวิตของคนเราเดินทางเติบโตมาจนถึงจุดหนึ่ง เราจะมองย้อนกลับไปยังอดีต พยายามตอบคำถามของตัวเอง ซึ่ง ณ ช่วงเวลาที่มันเกิดขึ้น เราไม่มีทางพบคำตอบที่จะตอบตัวเองได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกแตกหักกระจัดกระจายในอดีต กลับกลายเป็นเพียงจุดๆหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรามองจากปัจจุบัน มันเป็นเพียงจุดเล็กๆที่เราแทบจำรายละเอียดของมันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ...เวลามอบความปราณีให้เราเสมอ"



ใจผมหวนคิดไปถึงกษัตริย์องค์นั้น ผมเห็นภาพพระองค์ยกแหวนขึ้นมามองทุกครั้งที่พระองค์ต้องเจอกับความทุกข์โทมนัส ผมเห็นภาพถ้อยคำแห่งปัญญาบนแหวนที่ไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็จะคอยเตือนใจพระองค์ให้มองไปถึงอนาคตที่ดีขึ้นอยู่เสมอ

"สิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน"
SHARE
Written in this book
ข้างในชุดหมอก็คือมนุษย์
คนอาจคิดว่าสำหรับหมอแล้วงานก็คืองาน คนไข้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แต่ใครจะรู้ว่าเนื้อแท้ข้างในหมอก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีจิตใจไม่ต่างจากคนทั่วไป หนังสือนี้รวบรวมแง่มุมจากประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ในตัวหมอและบุคลการทางการแพทย์อื่นๆเอาไว้
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

KiSeKi
3 years ago
แล้วมันก็จะผ่านไป ใช่มั้ยคะ 😊
Reply
nawtpal
3 years ago
everything passes
Reply