เปิดโลกกว้าง...ที่มาเลเซีย
"มาเลเซียแม่งมีอะไรให้เที่ยววะ"

"บ้านเมืองก็คงเหมือนเมืองไทยแหละมั้ง อยู่ใกล้ๆกัน"

"ผู้คนจะน่ากลัวเหมือนก่อการร้ายที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ป่ะวะ"

"การเดินทาง อาหารการกินจะเป็นไง สรุปคือจะรอดกลับมาประเทศไทยมั๊ย"

นี่คือความคิดของผม 1 วันก่อนออกเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสแบ็คแพ็คเดินทางคนเดียว ไม่มีไกด์นำทาง ไม่มีประสบการณ์ในต่างแดน ใจหนึ่งก็ไม่อยากไปแล้ว แต่ด้วยความที่เสียดายเงินค่าเครื่องบินกับค่าโรงแรม สรุปคือ "ผมต้องไป"

จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้คือ ผมยืมแผ่นภาพยนตร์ของเพื่อนเรื่อง "The secret life of Walter Mitty" มาดู ตอนเริ่มเรื่องมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก พระเอกมโนเก่ง แต่พอกลางเรื่อง "พระเอกแม่งเจ๋งว่ะ อยากออกเดินทางแบบนี้บ้าง โลกแม่งมีอะไรอีกเยอะให้ดู ให้รู้ ให้ตื่นเต้น หลังจากดูเสร็จ ผมเริ่มเปิดเว็บจองตั๋วเครื่องบิน และผมก็เจอตั๋วที่ค่อนข้างถูก จุดหมายปลายทางก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไทยมา ประเทศเพื่อนบ้านกัน วัฒนธรรมคงไม่ต่างกันมาก เอาวะ ผมกดจองตั๋วแบบไม่รอช้า อีกสองเดือนเจอกัน "มาเลเซีย"

การเดินทางครั้งนี้ ผมพยายามไม่หาข้อมูลอะไรมาก ผมเลือกเมืองที่อยากไปและจองโรงแรม และจบแค่นั้น ชีวิตนักท่องเที่ยวแบบไม่เตรียมตัวอะไรเลย มันคงจะเจ๋งน่าดู ซึ่งมันเป็นเรื่องผิดพลาดมาก แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่แต่งเติมสีสันให้กับชีวิตผมอย่างมากเช่นกัน ถ้าเปรียบเที่ยบว่าชีวิตผมเป็นกระดาษสีขาว การเดินทางครั้งนี้ ผมกำลังละเลงสีลงบนกระดาษ โดยไม่ใช้ดินสอร่างภาพก่อน ถึงภาพนั้นจะออกมาสวยหรือไม่สวย มันก็จะเป็นผลงานที่ผมภูมิใจชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว 

"เห้ย นี่หรอวะ มาเล ไม่เห็นแม่งมีอะไรแตกต่างจากไทยเลย" แต่ความคิดนี้คือความคิดของผมก่อนก้าวผ่าน ตม. และเข้าประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อผมผ่าน ตม.เรียบร้อย ชีวิตผมต้องเจอตัวเลือกอีกครั้ง เมื่อผมพยายามเดินหาทางออกจากสนามบิน ตัวเลือกของผมคือ "รถไฟ หรือ รถบัส" แต่ด้วยงบประมาณที่ผมมีค่อนข้างจำกัด รถบัสคือตัวเลือกที่ดีกว่า ผมเดินไปซื้อตั๋ว พยายามถามคนขายตั๋วถึงวิธีการไปโรงแรม พนักงานเป็นพูดหญิง ผมว่าเธอพูดภาษาอังกฤษเก่ง แต่ผมฟังเธอไม่ออก ผมจึงให้เธอเขียนอธิบายมาเป็นประโยค แล้วเธอก็ยอมเขียนให้ ไม่งั้นผมได้นอนสนามบินแน่ๆ

รถบัสติดเครื่องรออยู่ที่ชานชลา บนตั๋วรถบัสมีเลขที่นั่งบอก แต่ที่นั่งผมโดนแย่งไปแล้ว ผมควรทำไงดี คนขับขึ้นมาเตรียมจะออกรถ หันมามองผมซึ่งยืนเด่นไม่ยอมนั่งอยู่คนเดียว ผมพยายามบอกเขาว่าที่นั่งผมโดนแย่ง เขาก็ชี้ไปที่นั่งที่ว่างอยู่ โอเค ผมคงนั่งตรงนี้ได้แหละมั้ง รถจะออกแล้ว คนก็ขึ้นหมดแล้ว นี่แหละคงเป็นที่นั่งของผม เมื่อรถบัสออกตัว ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามมองและจดจำภาพเหล่านั้นไว้ เพราะผมไม่รู้ว่า จะมีแบบนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 หรือไม่ และสุดท้าย "ผมคิดถึงบ้าน"

เมื่อรถบัสมาส่งผมลงตรงหน้าห้างใหญ่ๆ ที่หลายคนเรียกว่า KL Sentral แล้วผมก็หลงทางอย่างสมบูรณ์แบบ นี่แหละครับคือข้อเสียของการไม่ทำการบ้านมา เลยทำให้ผมเสียเวลาไป 4 ชั่วโมงอยู่ใน KL Sentral แต่ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างกลับมา ก็คือคนมาเลเซียไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่ผมจินตนาการไว้ ทุกคนใจดีกับผมมาก พยายามช่วยผมหาที่อยู่โรงแรม จนถึงพาผมไปซื้อตั๋วที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติด้วย มุมมองที่ผมมีต่อคนมาเลเซียเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ในที่สุดผมก็ถึงโรงแรมซักที โรงแรมผมอยู่แถวไชน่าทาวน์ พอผมลงสถานีรถไฟฟ้ามา ผมถึงกับยืนค้างอยู่ที่ชานชลานั้น ยืนมองวิวไปจนสุดชอบฟ้า พระอาทิตย์กำลังตกดิน แสงสีส้มกำลังลาลับไปมีความมืดสีดำเข้ามาแทนที่ เป็นภาพที่สวยงามมากครับ ถึงกับลืมว่าผมยังต้องเดินหาโรงแรมต่ออีก โชคดีที่โรงแรมอยู่ไม่ห่าวจากรถไฟฟ้ามาก ถือเป็นโชคดีของผมจริงๆที่จองโรงแรมเดินทางได้สะดวกขนาดนี้ ถึงผมจะกลับไทยมาได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่ภาพที่ชานชลานั้น ยังอยู่ในความทรงจำของผม เหมือนกับว่าใครตั้งใจหยุดมันไว้ตรงนั้น สำหรับผมภาพถ่ายกับความทรงจำ คือเครื่องเตือนความจำว่าเราเคยลืมบางอย่างไปหรือเปล่า แต่ผมกลับชอบความทรงจำมากกว่าภาพถ่าย มันสวยงามและมีคุณค่ากว่ามาก "เพราะมันคือสิ่งดีดีที่อยากจำจนไม่อยากลืม"

เช้าวันต่อมา ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา ผมลืมตั้งนาฬิกาปลุกครับ นาฬิกาข้อมือเรือนโปรดบอกผมว่า อีก 5 นาที 10 โมง ควรตื่นได้แล้ว ผมจึงรับทำธุระส่วนตัวและออกเดินทางต่อ จุดหมายปลายทางของผมวันนี้คือ Genting ภาพที่ผมเห็นจากภาพถ่ายในเว็บคือ ภูเขา วัด สวนสนุก โรงแรมที่มีตึกหลายๆสี ผมพยายามไม่คาดหวังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและชีวิตของผมเท่าไหร่ เพราะ "ผมกลัวความผิดหวัง" และผมพึ่งผิดหวังจากความรักมาหมาดๆ ผมได้ลองใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง 1 วัน คือเมื่อวาน ซึ่งมันก็ไม่แย่เท่าไหร่ ผมเดินสวนกับคนเป็นร้อยคน ผมพูดคุยกับคนเป็นสิบคน และผมไม่ใช่ศูนย์กลางของคนเหล่านั้น แต่ทุกคนคือศูนย์กลางของกันและกัน เราได้คุยกัน แซวกัน หัวเราะ ถกเถียงกัน ทั้งๆที่เราไม่รู้จักกัน ทั้งๆที่เราเพิ่งเจอกัน ความสัมพันธ์ของมนุษย์นี่ซับซ้อนจริงๆครับ

ผมนั่งรถไฟฟ้ามาที่ KL Sentral อีกครั้ง และเมื่อวานผมได้ถามวิธีการเดินทางไป Genting จากคนที่ผมพูดคุยด้วยเมื่อวาน พวกเขาอธิบายให้ผมฟังอย่างเต็มใจ และพยายามวาดภาพโดยใช้คำพูดถึงความสวยงามที่ Genting จนผมแทบอดใจไม่ไหวที่จะไป ผมเดินลงมาชั้นล่างสุด จะมีตู้ขายตั๋วอยู่ รถกำลังจะออกพอดี ผมจึงรีบซื้อตั๋วและเดินขึ้นรถ คราวนี้ที่นั่งของผมว่าง แต่ที่นั่งข้างๆผมไม่ว่าง มีผู้หญิงผมบลอนซ์ อายุน่าจะใกล้เคียงกับผม เธอใส่แว่นกันแดดนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมพยายามยิ้มให้กับด้านหลังของเธอ เผื่อเธอจะชำเลืองเห็นผมบ้าง แต่เธอไม่เห็น ผมเดาว่าเธอหลับครับ พอผมนั่งลงบนเบาะ เธอสะดุ้งและหันมามองผม ผมรีบยิ้มให้แบบยิ้มสยามเห็นฟัน 32 ซี่ แล้วเธอก็ยิ้มตอบผม นับว่าเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นการอำลาที่ดีเช่นกัน ผมไม่กล้าชวนเธอคุย เธอก็ไม่ชวนผมคุย ตอนนี้ "ความเงียบอาจจะเป็นบทสนทนาที่ดีที่สุดของเราสองคนก็ได้"

เมื่อลงรถ บอกตามตรงเลยครับว่าผมก็ไปต่อไม่ถูก และผมก็เชื่อว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่ไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหนต่อ ชีวิตก็แบบนี้แหละครับ บางทีมันยังไม่ถึงทางตันหรอก แต่มันแค่มีแยกเยอะเกินไป จนเราลังเลว่าควรจะไปทางไหนดี ถึงแม้ว่าทุกทางจะถึงจุดหมายเหมือนกัน แต่บรรยากาศข้างทางแตกต่างกันแน่นอน หรือเดินไปเจอทางตัน ประสบการณ์คือค่าเสียเวลาที่คุ้มค่าครับ ที่สถานีกระเช้านี้ ผมเดินตามคนที่ลงรถมาพร้อมกับผม ผมเห็นสถานี เห็นเค้าเตอร์ขายตั๋ว ผมเกือบจะถึงจุดหมายแล้ว ถึงแม้จะเดินตามรอยเท้าคนอื่นบ้าง แต่ผมก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน

กระเช้าหนึ่งกระเช้า นั่งได้ประมาณ 10 คน แต่กระเช้าที่ผมนั่งมีนั่งกันอยู่แค่ 4 คน เป็นหญิงชาวมาเลเซียสองคน ลุงคนจีนหนึ่งคน และผมคนไทยหนึ่งคน คุณลุงเป็นคนไล่ความเงียบออกกระเช้าของเรา ลุงนึกว่าผมเป็นคนจีน จึงเปิดด้วยภาษาจีนกับผมก่อน ผมได้แต่ส่ายหน้าไม่เข้าใจ แกจึงพูดภาษาอังกฤษออกมาเป็นคำๆ ไม่ถึงกับเป็นประโยค ตอนแรกทุกคนก็ไม่กล้าคุยกันหรอกครับ แต่ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร มันนานเกินไปสำหรับความเงียบ ผมจับใจความได้ว่าลุงแกมาที่นี่ทุกอาทิตย์ เพราะแกติดคาสิโน สองสาวมาเลมาครั้งแรกเหมือนกับผม เธอมาจากทางใต้ของมาเลซึ่งผมจำชื่อเมืองที่เธอบอกไม่ได้ ระหว่างบทสนทนาจะมีความเงียบเข้ามาคั่นกลางเป็นบางครั้ง ความสวยงามรอบนอกหน้าต่าง มันสวยเกินจะบรรยาย มันไม่เหมือนดอนอิทนนท์ที่เชียงใหม่ มันไม่เหมือนซาปาที่เวียดนาม เพราะที่นี่คือเก็นติ้ง มาเลเซียและไม่สามารถเอาสถานที่อื่นแทนได้

ผมเริ่มหลงทางอีกครั้งเมื่อผมเข้ามาใน First World Resort ผมพยายามหาเคาเตอร์ check in แต่ผมเดินวนไปรอบนึงแล้วก็ไม่มีเคาเตอร์ มีแต่ห้องอาหารใหญ่ๆ และแล้วโชคก็เข้าข้างผม มีผู้หญิงน่ารักๆคนหนึ่งกำลังจะเดินสวนกับผม ผมจึงถามทางเธอ ปรากฎว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ชั้น 3 และผมต้องลงไป check in ที่ชั้น 1 อืม ถึงว่าผมหาไม่เจอซักที ผมเดินลงบันได้เลื่อนไปที่ชั้น 1 ทันที โดยที่ผมไม่ลืมขอบคุณเธอที่ช่วยบอกทางผม เธอขอบคุณผมด้วยรอยยิ้มเช่นกัน บางทีอาจจะเป็นโชคชะที่เราได้เจอกับคนดีดีคนหนึ่ง แล้วเธอก็เดินจากไป ถึงแม้ว่าว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีนะครับ

ผมเลือกห้องแบบมีหน้าต่าง ซึ่งมันเป็นการเลือกที่ที่ผมไม่รู้ว่าผมจะเจอวิวแบบไหน แต่เมื่อผมเดินขึ้นห้อง ผมบอกกับตัวเองเลยว่า "ไม่เสียดายเงิน 5RM สำหรับซื้อบรรยากาศเหล่านี้" อากาศบนนี้เย็นสบายจนผมอยากจะเอนตัวลงนอน แล้วค่อยไปเดินเล่น แต่ผมคิดผิดครับ ผมหลับไป 4 ชั่วโมงเต็มๆ จนผมคิดว่ามนุษย์เราจะนอนกลางวันได้พอพอกับนอนกลางคืนเลยหรอ และคำตอบที่ผมค้นพบคือทำได้แน่นอน ผมรีบล้างหน้าล้างตา เข้าห้องน้ำ และใส่รองเท้าคู่โปรด เสียงปิดประตูห้องนอนของตัวผมเอง มันเป็นเหมือนการสั่นระฆังว่าได้เวลาออกเดินเที่ยวแล้ว

ผมลงมาที่จุดเริ่มต้น คือชั้น 1 ของโรงแรม ที่นี่มีร้านอาหารและมีคาสิโน แต่ผมไม่สนใจทั้งสองอย่าง ผมสนใจรถบัสรับส่งฟรีจากโรงแรมไปวัดที่ผมเห็นระหว่างนั่งกระเช้า ผมเดินวนไปวนมาสองสามรอบก็ยังไม่เห็นทางออก จึงไปถามพนักงานว่าไม่มีรถบัสรับส่งหรอครับ พนักงานได้แต่ส่ายหน้าและบอกว่าเดินทางด้วยกระเช้าสะดวกกว่า ผมเลยเดินย้อนขึ้นไปที่เดิมที่ผมมาเมื่อเช้า เหมือนกับว่าผมจะความจำดีขึ้น เพราะคราวนี้ผมไม่หลงทาง การเดินทางไปวัดครั้งนี้มันราบเรียบจนผมรู้สึกแปลก ที่ไม่มีความตื่นเต้นอะไรเลย มีแต่ความตื่นตาของบันไดเลื่อนจากสถานีกระเช้าไปวัด มันสูงได้โล่เลยครับ นับถือมาเลเซียจริงๆที่สร้างได้ขนาดนี้

ผมอยู่บนชั้นบนสุดของวัด หน้าของผมกำลังปะทะละอองผม สายตาของผมมองเมฆหมอกภาพวิวภูเขาที่ผมควรจะเห็น แต่ผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ผมนั่งรอจนฝนหยุดตก สิ่งที่ผมเห็นมันบรรยายได้ยากมาก คำว่า "ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ" ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ผมยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศนี้เกือบหนึ่งชั่วโมง จนท้องของผมประท้วงว่ามันต้องการอาหารมาเติมเต็มให้กับร่างกายของผม ได้เวลาที่ผมจะกลับขึ้นข้างบนแล้ว ผมยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพ 1 ภาพ และยืนมองภาพของจริงอีก 10 วินาที ผมบอกกับตัวเองว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาเยือนที่นี่ แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ผมสัญญา

เท้าของผมเดินพาตัวผมมาหยุดที่หน้า Malaysia food street ที่อยู่ชั้นบนสุดของห้างทางเชื่อมกระเช้า ผมเดินดูรอบๆ มามาเลเซียก็ต้องกินอาหารมาเลเซียดิ นี่เลยลักซา อาหารบนนี้แพงกว่าอาหารข้างล่างเกือบเท่าตัว แต่ผมไม่สนใจครับ เพราะผมหิวมากจนถึงมากที่สุด ลักซาที่ผมเลือกคือ "อะซัมลักซา" ถ้าให้ผมนิยามตามความรูสึกของผม มันคือบะหมี่ใส่น้ำแกงส้ม ซึ่งผมไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้เท่าไหร่ แต่ผมก็กินจนหมดเกลี้ยงนะครับ นอกจากลักซาแล้ว ที่นี่ยังมีข้าวมันไก่ ลักซาอีกแบบที่ผมไม่ได้เลือก อาหารมาเลเซียที่เป็นหม้อ อาหารมุสลิมที่ใส่เครื่องเทศเยอะ และอาหารไทยก็มีนะครับ

เมื่อท้องอิ่ม ได้เวลาสำรวจต่อ ตอนนี้ผมอยู่หน้าทางเข้าคาสิโน ผมยืนลังเลอยู่นานว่าผมควรเข้าไปดีไหม ผมจะเข้าได้หรือเปล่าจากสภาพผมตอนนี้ ผมใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบ แต่ผมนึกถึงภาพที่ผมเห็นคุณลุงที่ผมเจอบนกระเช้า ผมเข้าได้แน่นอน แล้วผมก็เข้าได้จริงๆ เมื่อผมเข้ามาภาพที่ผมเห็นคือเครื่องเล่นมากมายตั้งเป็นตู้ๆคละคลุ้งด้วยควันบุหรี่ที่บ่นออกจากปากคนเล่น บางคนร้องเฮดังลั่น บางคนส่ายหน้ากับเครื่องเล่นครั้งแล้วครั้งเล่า ไหนๆผมก็มาเหยียบคาสิโนแล้ว ลองเล่นหน่อยแล้วกัน

และผมก็เจอเครื่องเล่นที่ผมคิดว่าเครื่องนี้น่าจะให้โชคกับผม รอบข้างมีอาอึ้มนั่งกดอยู่เต็มไปหมด ตรงนี้ทำเลค่อนข้างดี เพราะไม่มีกลินบุหรี่มารบกวนสมาธิของผมเวลากด ผมหยอดเงินไป 10RM และผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อจนอาอึ้มข้างหันมามองผมและชี้ไปที่ปุ่มกด ผมลองกดปุ่มนั้นดู หน้าจอของผมเลื่อนขึ้นลง อาอึ้มหันกลับไปเล่นเครื่องของแกต่อ ผมตื่นเต้นอยู่คนเดียว และครั้งแรกที่ผมลองเล่นสล๊อต ผมเสียครับ ไหนๆก็ใส่เงินไปแล้วเล่นให้หมดแล้วกัน ครั้งที่ 2 3 ผมก็เสีย แต่ครั้งที่ 4 เสียงเครื่องผมร้องดังลั่น อาอึ้มที่อยู่บริเวณรอบข้างทุกคนลุกจากโต๊ะมาล้อมผม ชี้มือชี้ไม้เชียร์ผมเป็นภาษาจีน ผมได้แต่ยิ้ม สงสัยจะได้เงินล้านกลับไทยแล้วมั้งเนี่ย ผมได้กดฟรี 10 ครั้ง อาอึ้มเชียร์ผมเหมือนผมกำลังจะเตะลูกโทษและเป็นลูกตัดสินว่าทีมผมจะชนะหรือแพ้ ผมโคตรตื่นเต้นเลยครับ ผมกดจนครบสิบครั้ง ได้เงินมาเกือบ 50RM ผมเลิกเล่น ผมพอแล้วกับโชคเล็กน้อยๆ แล้วเดินออกไปหาของหวานกินให้ชื่นใจดีกว่าและขึ้นนอนดีกว่า

เช้านี้ผมตื่นมาด้วยอาการงัวเงียว่าผมอยู่ที่ไหน และรีบเปิดกระเป๋าเงินดู สรุปว่าเมื่อคืนผมฝันว่าเล่นคาสิโนหรือผมเล่นจริงๆ แบงค์ 50 โชว์หราในกระเป๋าผม ผมนั่งยิ้มอยู่คนเดียว และรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะ check out กลับกัวลาลัมเปอร์ ทำไมเวลากลับมันช่างรวดเร็วเหลือเกิน ผมนั่งมองภาพวิวระหว่างทางแค่แป๊ปเดียวในความรู้สึกของผม รถก็จอดที่ KL Sentral แล้ว ผมลากกระเป๋าขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปนอนที่โรงแรมเดิม คืนนี้ผมจะไปเดินเล่นที่ตึกแฝด กับเดินดูของช็อปปิ้งที่ตลาดไชน่าทาวน์ ตอนแรกผมตื่นเต้นะที่จะได้เห็นตึกแฝดจริงๆ แต่พอเห็นจริงๆแล้วมันไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเท่าที่ Genting ผมถ่ายรูป 2-3 รูป แล้วไปเดินดูของที่ไชน่าทาวน์ดีกว่า ของที่นี่เป็ยของ copy เกรดน่าจะ A+++++++ เหมือนมาก แต่ผมก็ไม่กล้าซื้อนะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่แค่เดินดูก็เพลินดีครับ พ่อค้าส่วนใหญ่หน้าตาออกแขกหน่อย แต่ละคนพยายามเรียกลูกค้าเข้าร้านตัวเอง ออกมายิ้มบ้าง มาทักผมบ้าง แต่ผมไม่หลงกลแน่นอนครับ

ผมกลับมาที่สถานีรถไฟฟ้าเดียวกันกับที่ผมมาวันแรก ผมยกนาฬิกาดู เป็นเวลาเดียวกับที่ผมมาเมื่อวันก่อน ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ ผมมองดูท้องฟ้า มันเหมือนเดิมทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ความรู้สึกของผมก็เหมือนกันครับ ท้องฟ้ายังสวยเหมือนเดิม คงมีแต่ตัวผมเท่านั้นแหละที่เปลี่ยนไป

เมื่อผมเปิดประตูห้องนอนที่บ้านพร้อมกลับวางกระเป๋าสะพายลงพื้น ผมกลับมาบ้านแล้ว แต่แทนที่ผมจะรู้สึกดี ผมกลับคิดถึงภาพท้องฟ้าที่สถานีรถไฟฟ้า ภาพวิวริมหน้าต่างที่ Genting ภาพคน ภาพถนน ทำไมเราถึงมีอาการแบบนี้ ผมพยายามถามตัวเอง ความคิดถึงบ้านที่เข้ามาในความรู้สึกผมระหว่างการเดินทางมันหายไปไหนหมด หรือว่าผมจะเริ่มเสพย์ติดการเดินทางแล้ว ไม่หรอกมั้ง แค่ครั้งเดียวเอง หรือว่าต้องลองอีกครั้งเพื่อทดสอบความรู้สึกตัวเอง

การท่องเที่ยวคนเดียว ศัตรูที่เรากลัวที่สุดคือความเหงา แต่ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ความเหงาไม่ได้มาเยี่ยมเยียนผมเลยครับ ผมรู้สึกสนุก ผมได้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดมากขึ้น ผมได้รู้จักผู้คน คนมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผมคิด (อย่างน้อยก็ผู้คนที่ผมเคยเจอ) ผมรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนในโลกของผมคงมีผมเป็นศูนย์กลาง โลกจะต้องหมุนรอบตัวผมเอง แต่ตอนนี้ต้องเป็นผมแล้วล่ะครับที่ต้องเดินตามโลกและความเปลี่ยนแปลงของโลก


ลองออกเดินทางดูสิครับ โลกของเรากว้างใหญ่มากจริงๆ




SHARE
Writer
Schwarzunicorn
Try to be a writer
เป็นพนักงานเงินเดือนคนหนึ่ง ที่ชอบกิน เที่ยวและถ่ายรูป

Comments

niji
2 years ago
เขียนน่าอ่านมากๆ บรรยากาศชัดเจน
Reply
arBEERia
2 years ago
ไปมาเลคนเดียวมาเหมือนกันค่ะ เป็นคนที่อ่อนภาษามาก แต่ก็รอดกลับมาบ้านได้ 4วัน3คืนกับประสบการณ์ใหม่ๆ สอนอะไรเราได้หลายอย่่างเลย 😊
Reply