Single Bond Relationship | ความสัมพันธ์เชิงเดี่ยว
"ผู้ชายทำไมถึงได้โง่อะไรขนาดนั้น นี่ฉันนิ่งขนาดนี้ยังไม่รู้สึกอีกเหรอ
ถ้าอีกสามนาทียังไม่มาง้อล่ะก็...." 
เสียงในหัวจากฝ่ายหญิงดังก้องจนมิรันดานึกขำ ระหว่างเฝ้ามองความขัดแย้งของความสัมพันธ์คู่หนึ่ง ซึ่งถึงแม้ว่าการตัดสินถูกผิดในใจมิรันดาจะเอนเอียงไปทางฝ่ายหญิงมากกว่า แต่ฝ่ายชายที่ถอนหายใจดังก้องส่งสายตาไปมา ก็ดังชัดเจนเป็นภาษาเงียบ ไม่น้อยไปกว่าอีกฝ่ายเช่นกัน

ก็ไม่เข้าใจว่าจะงอนให้ได้อะไรขึ้นมา งอนแล้วก็ชอบเงียบ
จะให้ตรัสรู้ชอบได้โดยตัวเองหรือไงวะ บางทีก็เบื่อที่จะง้อแล้วเหมือนกัน
หากเรามองข้ามประเด็นถูกผิดออกไป เรื่องการงอนและการง้อ ก็เป็นปัญหาโลกแตกว่าจำเป็นมั้ย พอพอกับไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่ใช่ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันหรอก แต่มันคือปัญหาว่า "ไก่สองตัวคนละพันธุ์ กำลังเถียงกันเรื่องจะอยู่กันในเล้ายังไง" มากกว่า

มิรันดาคิดว่าปัญหาเหล่านี้ มันเกิดมาจากคนใดคนหนึ่ง กำลังมีความสัมพันธ์เชิงเดี่ยว นั่นก็คืออาจจะกำลังคิดว่า ความสัมพันธ์ครั้งนี้ โลกสีชมพูใบนี้ ทุกอย่างจะต้องหมุนรอบตัวเราแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งการคิดแบบนั้น ก็ออกจากลำบากต่อการมีคนอีกคนอยู่ร่วมด้วยซักหน่อย เพราะคนที่มาสร้างพันธะกับเรา เขาไม่ใช่แค่โมเลกุลยิบย่อยที่แตกออกมาแล้วเชื่อมตัวเรา โดยมีเราเป็นศูนย์กลาง....

แต่เขาเป็น คนคนหนึ่ง
คนที่ก็คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางในเรื่องของเขา เป็นเจ้าของพันธะตัวเองเหมือนกัน  

ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อความสัมพันธ์มีปัญหา ไม่ว่ามันจะมาจากมายาคติที่บางคนอาจจะได้รับมาจากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเพลง หนัง คำคม ในที่ต่างๆทั้งโลกจริงและโลกโซเชี่ยล ว่าถ้าทะเลาะกัน แล้วฉันไม่ผิดล่ะก็ ฉันมีสิทธิจะทำกับเธออย่างไรก็ได้เพื่อให้เธอสำนึกในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การงอนเป็นพื้นฐาน จนอาจเลยเถิดไปถึงการวีนเหวี่ยงทำร้ายร่างกายกันเลยก็มี โดยหมายใจว่าเมื่อฉันพลั้งมือตบเขาเข้าไปที่ใบหน้าพลางด่ากราด เขาจะคว้ามือเราไว้ พร้อมนัยน์ตาที่อ่อนโยนและพูดคำว่า "เราขอโทษนะ" 

อืม... พักโฆษณาก่อนดีมั้ยคะ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเหล่านี้มันมักจะเกิดจาก “ความคาดหวัง” อยู่เสมอ และความคาดหวังที่เป็นจุดใหญ่ที่สุด ในความรักของหลายๆคน ก็คือ "การหวังว่าจะได้รับความรัก" หรือ "การยืนยันว่าเรายังมีสิทธิได้รับความรักอยู่" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากตัวคนที่เรารักเอง
 
มิรันดาขอพูดเลยว่า การจะงอนเขาเพราะเขาผิดหรืออาจจะเพราะคิดว่าเรามีความสัมพันธ์เชิงเดี่ยว จนเรางี่เง่าไปบ้างนั้น เราไม่ผิดค่ะ เราไม่ผิดที่จะเรียกร้องความรักจากเขา

แต่....

มิรันดาอยากให้หากเราลองฉุกคิดกันซักนิด ซักเสี้ยววินาทีก็ยังดี เพราะเราอาจจะค้นพบอีกหลายวิธีที่จะทำให้เขาหรือเธอรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไรได้ มากกว่าการประชดประชันและทำร้ายกันไม่ว่าจะด้วยทางความคิด ทางคำพูด หรือแม้แต่การกระทำ 

เช่น การนั่งพูดคุยกันดีดี (ซึ่งถ้าเป็นการคุยกันในเวลาที่เย็นลงแล้วก็จะดีขึ้นไปอีกมากทีเดียว) ซึ่งนี่คงเป็นวิธีที่หลายคนได้ยินกันจนเบื่อ ผ่านรูปประโยคที่ว่า "เย็นลงก่อนแล้วไปนอนคุยกันใหม่" และแน่นอน “การงอน” ก็ย่อมเป็นวิธีที่ใช้ได้ เพราะมันก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์อยู่แล้ว เรางอน ก็เพื่อให้เกิด “การง้อ” เพราะการง้อ ก็คือเครื่องมือที่ยืนยันว่าตัวเรานั้น ยังมีสิทธิที่จะได้รับความรักจากเขาอยู่
 
ฉะนั้น เมื่อคนสองคนต้องมาเจอกับปัญหาใดใดที่ทำให้ผิดใจกัน และยังมีอารมณ์ที่ร้อนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว อาจจะเพราะเราเผลอคิดว่าความสัมพันธ์มันหมุนรอบตัวเราหรือเพราะเขาผิดจริงก็ตาม จนมันทำให้เราคิดว่านี่คือความสัมพันธ์เชิงเดี่ยวที่เราเป็นศูนย์กลางพันธะ เราก็เลยงี่เง่าโดยไม่รู้ตัว งอนไม่รู้ตัว จนอารมณ์มันพาไป มันก็ผุดขึ้นมาได้อย่างไร้การควบคุม 

ซึ่งคุณก็เป็นได้ค่ะ 

แต่คุณก็ต้องมั่นใจว่าความขัดแย้งนี้ ยังมี “ความรัก” จากอีกฝ่ายมาเป็นน้ำยาประสาน เพราะหากคุณพลั้งมือทำอะไรลงไปแล้วก็ตาม หลายๆความสัมพันธ์ที่พังลงไป
ก็เพราะว่าความสัมพันธ์นั้น ไม่มีความรักที่มีสรรพคุณเยียวยามากพอจะให้อภัยกัน
 
เราเคยสังเกตหรือเปล่าว่า อีกคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เขาก็มีความเป็นมนุษย์ มีความคิด มีอารมณ์และก็อาจคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของความสัมพันธ์อยู่ฝ่ายเดียวเหมือนกับเรา เพราะในชีวิตจริง ใครใครก็ต่างเป็นตัวเอกในเรื่องราวของตัวเองทั้งนั้น ไม่มีใครเป็นตัวร้ายสุดโต่ง ตัวดีสุดใจไปเสียหมด เราก็ต่างมีข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป 

เราก็เลยต้องกลับมาที่การศึกษาคนตรงหน้าให้ถ่องแท้มากขึ้น ในทุกๆครั้งที่ความสัมพันธ์ต้องเจอเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ก็เหมือนกับการทำหนังทำละคร ที่ทุกตัวละครต้องมีการทำบทวิเคราะห์ตัวละครมาเป็นอย่างดีก่อนจะเริ่มเรื่องราวของมัน แล้วตัวละครตรงหน้าเราคนนี้ล่ะ เขาจะทำอย่างไรเมื่อจะต้องเจอสถานการณ์แบบนี้ เพราะเขาเคยเจอเรื่องอะไรมา ครอบครัวเขาเลี้ยงดูเขาเป็นยังไงมา เพราะเขาชอบฟังเพลงแบบไหนมา และเช่นกันในมุมกลับ ตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน เราเคยเจออะไรมา เราถึงกลายเป็นคนแบบนี้เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ เมื่อมีความสัมพันธ์กับคนนี้ไปได้ 

และเมื่อเราสองคนมาอยู่ด้วยกัน มันจะต้องอยู่ตรงจุดไหน ถึงจะไม่เกิดปัญหา 
หรือถึงมันจะเกิด เราจะรับมือมันได้อย่างไร
เราสองคนมีความสัมพันธ์เชิงเดียว หรือความสัมพันธ์เชิงคู่กันอยู่

เพราะบางครั้งการลดความคาดหวังว่าจะต้องได้รับความรักหรือการยืนยันว่าเราสมควรได้รับความรักอยู่ มาลองปรับเปลี่ยนเป็นการเชื่อใจว่าเรายังรักกันอยู่ ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรก็ตาม ก็อาจจะเป็นทางออกที่น่าสนใจกว่าก็เป็นได้
 
SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments

Ppdd44
3 years ago
เหมือนสถานการณ์ของเราตอนนี้เลยค่ะ แต่เราไม่ได้งอบแบบหัวฟัดหัวเหวี่งนะคะเรางอนแล้วเราก็เงียบแล้วเราก็คิดว่าเดี๋ยวเราก็หายเอง แต่ที่จริงมันไม่ใช่เลย มันไม่เคยหายไปเลย55
Reply
Bainad
3 years ago
แนวคิดดีมากเคยค่ะ ติดตรงไม่มีใครให้งอน^^
Reply
ALadell
3 years ago
"เหมือนกัน".....  ก็เราเป็นตัวเอกของชีวิตเรานี่หน่า 
ชอบประโยคนี้จัง "แต่เขาเป็น คนคนหนึ่ง
คนที่ก็คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางในเรื่องของเขา เป็นเจ้าของพันธะตัวเองเหมือนกัน"
Reply
AOMSINGG
3 years ago
เพราะเราเป็นแบบนี้เลยค่ะ ตอนนี้เราก็เสียเขาไปแล้ว เราคิดว่าเขาคงทนเราไม่ไหว เขายอมแพ้ ยิ่งอยุไกลกันด้วย อะไรก็ลำบากหมด แค่กอดยังทำไม่ได้เลย มันน่าเศร้าเนอะ เราก็เสียใจจนมาถึงวันนี้เลย
Reply
Imagist
3 years ago
ไม่เคยรู้ว่าต้องง้อ พอคิดถึงกลับไปง้อ .... เหลือแต่ความว่างเปล่า
Reply