(เรื่องสั้น) แต่เพียงผู้เดียว

1
จวบจนวันนี้ก็ผ่านไปเกือบเดือนแล้ว
ผมยังมองท้องฟ้าสีฟ้าเป็นความสวยงามเช่นเคย
ผมยังชอบทานไอศกรีมรสรัมลูกเกดเช่นเดิม
แน่นอน ผมยังชอบไปหาของกินที่ซอยอารีย์เหมือนเดิม

แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิม คือใจของผม

ผมไม่รู้ว่า วันนั้นผมตัดสินใจอะไรลงไป
ผมตัดสินใจเซ็นรับทุนเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ
ผมตัดสินใจร่ำลาทุกคน ด้วยคำว่า “อีกสามปีเจอกัน”
ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตจริง หรือการโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย

แต่กับเขา ผมกลับไม่บอกเช่นนั้น

ผมไม่รู้ว่าเขาเสียใจรึเปล่า
ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอคิดยังไงกับการจากไป (เรียนต่อ) ของผม


แน่นอนที่สุด ผมไม่รู้ว่าผมจะพูดแบบนั้นไปทำไม

“เราตัดสินใจแล้ว เราจะรับทุนแล้วไปเรียนต่อ”
“อึ้ม ก็ดีแล้วอะ ดีใจด้วยกับการตัดสินใจนี้”
“แต่ เราคงต้องห่างกันซักพักอะ สามปีมันนานมากเลยนะ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย” เธอยิ้มขืน เสื้อสีชมพูปักลายดอกเดซี่ที่เธอใส่ไม่ช่วยให้บรรยากาศสดใสขึ้นแม้แต่น้อย
“เราเลิกกันเถอะ เราไม่อยากให้เธอทรมานกับความรู้สึกคิดถึง”

นับแต่นั้น เธอก็เดินจากผมไปทันที
ไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกมาให้ผมเห็น
ไม่มีเสียงสะอื้นสักเสียงเล็ดลอดมาให้ผมได้ยิน
ไม่มีแม้กระทั่งคำลาสักคำให้ผมรับรู้

เธอเคยบอกกับผมว่า อะไรที่เป็นความสุขของผม
ขอแค่ผมพูดเท่านั้น เธอจะทำให้ทันที
เพราะสำหรับเธอ ความสุขของผม ก็เป็นความสุขของเธอ

เธอคงเข้าใจว่า ที่ผมบอกเลิกไป มันเป็นความสุขของผม

“มึงรู้ไหมว่า มึงเห็นแก่ตัวมากเลยนะ ที่มึงพูดแบบนั้นออกไปอะ”
เพื่อนผมพูด ขณะที่ผมยกแก้วเป๊กที่รินเหล้าราคาแพงเข้าปากนับครั้งไม่ถ้วน ในงานฉลองของเพื่อน ๆ ในโอกาสที่ผมจะไปต่างประเทศสามปี
“มันสำคัญด้วยหรอวะ กูก็แค่ไม่อยากให้เขาเป็นทุกข์เพราะกู แม้แต่สักนิด” ผมตอบเท่าที่สติสัมปชัญญะผมยังมี

“มึงบอกมึงไม่อยากให้เขาเป็นทุกข์ มึงถามเขาสักคำรึยัง ว่าเขาทุกข์รึเปล่า ที่รอมึง”

ผมนิ่งเงียบ

“บางที มึงอย่ามองมุมแค่มึงคนเดียว ความรักมันคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา” เพื่อนผมที่เป็นพ่อลูกสองพูดขึ้น “บางที เราก็รักคนอื่นน้อยไป เพราะเรารักตัวเองมากไปเว่ย ลองคิดดี ๆ อีกสักรอบ”

จากเป็นงานเลี้ยงอำลา กลับเป็นงานเลี้ยงปลอบใจ
ผมบอกเพื่อนว่าผมจะพยายาม
พยายามทุกวิถีทาง
วิถีทางไหนก็ได้ เพื่อให้เธอกลับมา

2
พรุ่งนี้ ผมกำลังจะไปแล้ว
ผมเช็คกระเป๋าครั้งสุดท้ายก่อนจะนอน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ลืมอะไร

ก๊อก ๆๆ
เสียงเคาะประตูห้องผมดังขึ้น ฉับพลัน แม่กับพ่อผมก็เดินเข้ามาในห้อง
“ลืมอะไรรึเปล่าลูก” แม่ผมพูด ด้วยรอยยิ้มละมุนละไมแบบเดียวกับที่เธอมี “ตีสี่จะต้องไปถึงสนามบินนะ ถ้าลืมอะไรสำคัญ มันซื้อตอนตีสองไม่ได้นะลูก”

“ไม่ลืมแล้วครับ” ผมหันหลังยิ้มรับด้วยความรู้สึกยินดี
“แล้วถ้า ‘หลงลืม’ ล่ะลูก ลูกหลงลืมอะไรรึเปล่า” เป็นพ่อผมที่ถาม ผมที่ยิ้มอยู่กลับหุบยิ้ม คิ้วขมวด

บรรยากาศในห้องนอนของผมเงียบลง

“ถ้าหลงลืมอะไร บอกเขาซะ สามปีมันนานนะลูก นานพอที่จะทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนไป” พ่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม เหมือนรู้ว่าผมเป็นอะไร

“บางสิ่ง เราเสียมันไปแล้ว มันจะไม่มีวันกลับมาแล้วนะ” ประโยคนี้เองที่ทำให้ผมรู้สึกมีอะไรจุกอยู่ที่คอ ก่อนที่พ่อจะบอกว่า ถ้าเคลียร์เสร็จแล้วก็นอนซะ จะได้พักผ่อนเยอะ ๆ

คืนนี้ทั้งคืน ผมจึงโทรหาเขา ทักไปหาเขาทุกช่องทางการติดต่อทีผมมี
แต่ไม่มีสักช่องทางเดียวที่เธอตอบกลับ

ผมหลับไปด้วยความรู้สึกค้างคาในใจ แถมยังมีความรู้สึกอีกอย่างเพิ่มมา

ความรู้สึกอ่อนใจ


3
เวลาสามปีมันรวดเร็วเหลือเกิน
ผมคว้าเกียรตินิยมอันดับสองด้านบริหารธุรกิจ
และพร้อมกลับมารับตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทที่ให้ทุนผมมา

วันที่ผมกลับมา ผมกลับมาเจอพ่อแม่

“มีใครคนนึงอยากคุยกับลูกแหนะ” แม่พูด พร้อมหันหน้าจอสมาร์ทโฟนราคาแพงเข้าหาหน้าผม ทันใด สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็คือใบหน้าที่ผมคิดถึงมาตลอดสามปี

“เป็นยังไงบ้าง” เป็นเธอที่ทักผมก่อน
“สบายดี เพิ่งกลับมาก็มีเจ็ทแล็กนิดหน่อย แล้วเธอล่ะ”
“สบายดี มีลูกแล้วคนนึง” ทันใด ภาพของเด็กน้อยน่ารักวัยสองขวบก็มาแทนที่ “ไหนน้องนีน สวัสดีคุณลุงอิฐสิคะ”

“สวัสดีค่ะลุงอิฐ” เด็กน้อยไหว้ผ่านจอ เพิ่งสังเกตว่าเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้ มีส่วนคล้ายกับผมเช่นกัน
“สวัสดีครับน้องนีน พูดเก่งเชียว น่ารักจังเลย” ผมว่า ก่อนกล้องจะกลับมาจับโฟกัสที่ใบหน้าเธออีกครั้ง
“ยินดีด้วยนะ หวังว่าเธอจะเป็นสุขกับคนที่เขารักเธอ แล้วเธอก็รักเขา”
“เธอกำลังจะบอกว่าฉันแต่งงานไปแล้วงั้นเหรอ” เธอสงสัย “เข้าใจอย่างนี้ก็ดีแล้ว”
“งั้นนั่นก็ไม่จริงน่ะสิ”
“สามปีที่ผ่านมา ฉันรอแต่คุณมาตลอด แม้คุณแม่จะให้ฉันแต่งงานใหม่ แต่ก็ไม่นานนักหรอก” เธอว่า “ฉันทำให้ทั้งเขาและคุณแม่รู้ว่า ไม่มีใครมาแทนที่คุณได้”
“แล้วน้องนีน”
“ใช่ นีนเป็นลูกของเรา” ผมช็อก น้ำตาไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะเธอไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ผมรู้เลย “ที่ฉันไม่บอกตอนนั้น เพราะฉันอยากให้เธอก้าวไปในหน้าที่การงานของเธอให้ไกลที่สุด”

“เรื่องสำคัญขนาดนี้ทำไมไม่บอกเราอะ” ผมว่า น้ำเสียงสั่นเครือ

“ฉันตัดสินใจบอกคุณพ่อคุณแม่เธอเรื่องลูกของเรา” สิ้นเสียง ผมหันมามองพ่อแม่ ที่ยิ้มละไมให้ผมกันทั้งคู่

“วันนั้น ฉันก็บอกพวกท่านเหมือนกันว่า ฉันจะขอเลี้ยงลูกแค่คนเดียว ส่วนเธอคือลุงอิฐ เพื่อนร่วมชั้นของแม่ตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาลัย และจะไม่มีคำว่าแฟนเก่าให้น้องนีนรู้” เธอเล่าต่อ “อันที่จริง ฉันก็ต้องขอบคุณเธอ ที่ทำให้รู้ว่า ฉันควรรักตัวเองให้มาก และรักลูกให้มากที่สุด”

“และบางสิ่ง ก็ไม่ควรกลับมาอีก เช่นเธอ”

“เราอยากขออะไรสักครั้ง”
“อะไรล่ะ”
“เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม เป็นแฟนกัน เป็นสามีภรรยากันได้ไหม”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง

“โอกาสมันไม่มีอีกแล้วล่ะอิฐ” เธอว่า “น้ำตาไหลแล้วมันก็ไม่กลับมา ดูแลตัวเองให้ดีนะ”
“...”
“ฉันอยากบอกให้เธอรู้ ว่าฉันรักเธอนะอิฐ แต่ฉันจะไม่กลับไปแล้ว เพราะเรามีความสุขดีแล้ว”
จบประโยค เธอตัดสายไป


นี่แหละ คือสิ่งที่ผมเสียใจที่สุดในชีวิต
ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกว่า ผมรักเธอมากแค่ไหน


จะว่าผมเห็นแก่ตัวไหม ผมก็เห็นแก่ตัวจริง ๆ
แต่หลังจากนี้ ผมจะไม่เห็นแก่ตัวอีกต่อไป
หากนั่นคือความสุขของเธอ ผมจะปล่อยเธอไป

ผมขอกอดความเจ็บช้ำ ความทุกข์ทรมานนี้ไว้
แต่เพียงผู้เดียว
SHARE
Written in this book
รวมเรื่องสั้น วันอยากเขียน
short stories tell long feelings
Writer
Kewalinishappy
สิ่งมีชีวิต
เขียน คิด อ่าน เขียนซ้ำ

Comments