กอดกันหน่อยได้ไหม...
กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจซักที
กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน
อยากจะกอดเธอไว้ ให้หัวใจฉันเคียงข้างเธอ
กอดเธอแบบเพลินๆ ไม่คิดล่วงเกิน แค่พออุ่นใจ
ผมฟังเพลง "กอด" ของทีโบนแล้วยิ้มไปกับเสียงเพลงของเค้าทุกที เพราะมันผ่อนคลาย สบาย ๆ จนอยากไปเที่ยวทะเล ทะเลที่มีแต่หาดทราย น้ำ ท้องฟ้า และขอบฟ้า พูดถึงทะเลก็อยากไปนอนดูพระอาทิตย์ตกทะเลที่บางแสนกันจัง ได้ข่าวว่าบางแสนเดี๋ยวนี้กลับมาสะอาดและน่าไปเล่นน้ำ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีเศษขยะแล้วเราพาลไปคิดว่าเป็นแมงกระพรุน

ผมฟังเพลงนี้ตั้งแต่เมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัย ด้วยหูฟังอะไรก็ไม่รู้ ช่วงนั้นคิดว่า เบสเยอะ เสียงเพลงมันดี แต่พอโตไปเพิ่งมานึกได้ว่า เบสเยอะ รายละเอียดหาย ซึ่งตอนนี้ เพลงหลาย ๆ เพลง เราฟังด้วยหูฟังใหม่ที่ซื้อมาจากร้านหูฟังโดยเฉพาะ มันเป็นหูฟังตัวเล็ก ใช้ Balanced Armature ที่ให้รายละเอียดได้สุดยอดมาก แต่ต้องแลกกับเสียงเบสที่ขาดหายไป ไม่นึกว่าหูฟัง Balanced Armature จะให้รายละเอียดของเพลง "กอด" ได้ถึงขนาดนี้ ได้ยินเสียงกลอง เสียงร้อง เสียงดนตรีแทบทุกชนิด มันช่างไพเราะเหลือเกิน

นี่ถ้าเราฟังเพลงนี้บนหาดทรายช่วงเย็นพร้อมกับหูฟัง Balanced Armature ไปด้วยนี่ คงได้ฟินกันทั้งวันแน่นอน

พูดถึงเพลงกอดก็นึกถึงช่วงวัยใส ๆ ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย กับเพื่อนฝูง ที่ม้านั่งประจำ ใคร ๆ ก็รู้ว่าทุกเช้าเราจะมานั่งตรงนี้ เวลานั่ง ยุคนั้นเรามีโน้ตบุ๊คตัวหนัก ๆ หนึ่งตัว ตอนนั้น พ่อซื้อให้ ราคา 18,900 บาท สเปคห่วยแตกมาก Intel Celeron 1 คอร์ แรม 1.5 GB พอมายุคนี้ 19,900 บาท ได้ CPU Core i7, RAM DDR3 4GB, HDD 1TB แม่เจ้า!! ราคาต่างกันลิบลับ ไม่น่าเชื่อ ยุคนั้นเวลาหาข้อมูล ต้องหาผ่านโน้ตบุ๊ก แล้วผ่าน WiFi ของมหาวิทยาลัยที่เร็วฉิวเวอร์ ๆ เปิด Facebook ต้องผ่านโน้ตบุ๊คเท่านั้น

จนกระทั่ง เราเห็นเพลง "กอด" ที่เพื่อนแชร์ เพื่อนโพสต์บอกว่า "เฮ้ย! ฟังเพลงนี้กันเร็ว สุดยอดมาก"

ผมก็กดลิงค์ของ YouTube ใน Facebook แล้วเข้าสู่หน้าของ YouTube ทันที
กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจซักที
กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน
อยากจะกอดเธอไว้ ให้หัวใจฉันเคียงข้างเธอ
กอดเธอแบบเพลินๆ ไม่คิดล่วงเกิน แค่พออุ่นใจ
"เฮ้ยเพื่อน ฟังเพลงไรวะ" อยู่ ๆ เอ็กซ์ก็เข้ามาโอบเราจากข้างหลังแล้วถามเรา ตกใจหมดเลย

"เพลงกอด พอดีมีเพื่อนใน Facebook เค้าแชร์ ก็เลยฟัง เพราะดีนะ" ผมพูด

"เพลงนี้เค้ามีมานานแล้ว อมตะนิรันดร์กาล ฟังทีไรก็หลงรักทุกที" เอ็กซ์ขยายความไพเราะของเพลง "กอด" ให้ผมฟังมากกว่านี้ เป็นอะไรที่ฟินมาก ดูหน้าเอ็กซ์สิ โอ๊ย ท่าทางเค้าคงเมาไม่สร่างนะ ยังไม่ฟื้นเลย เชื่อดิ

"เมื่อคืนจัดหนักเหรอ" ผมถามเอ๊กซ์

"บ้า นี่ เราเป็นนักศึกษาสายศิลปะ มันต้องมีศิลปะ มันต้องมีจิตวิญญาณ มันต้องมีแรงบันดาลใจให้เราต้องเผยออกมา" เอ๊กซ์พูด "วันนี้นายอาจจะไม่มี แต่วันหน้านายจะรู้ซึ้งเอง ไม่ช้าก็เร็ว เออ เดี๋ยวไปกินข้าวก่อนนะ"

จากนั้นเอ็กซ์ก็เดินไปที่โรงอาหาร แต่ผมก็ฟังเพลง "กอด" ต่อไป จนกระทั่ง มีแมวแถว ๆ ม้านั่งกระโดดขึ้นมาคลอเคลียเราเฉยเลย เวลาเราจับมัน มันก็จะร้อง "เหมียว" ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่ที่รู้ ๆ แมวตัวนี้ร้องเหมียวได้แหลมชัดกลมกล่อมมาก น่ารัก เลิฟ ๆ

ออกจากบ้านไปดูคนรอบกาย

7 ปีต่อมา

ผมลืมตาตื่นขึ้นมา มองเพดาน พัดลม ผ้าปูที่นอนที่ยับยู่ยี่ มองไปที่หน้าต่าง แสงอาทิตย์วันนี้ยังไม่ชัดเจนนัก บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีเขา ผมสูดอากาศแล้วรู้สึกว่า อากาศเย็น ๆ แบบนี้ เมื่อคืนฝนตกแน่ ๆ เลย หนาว ๆ แล้วถ้าฝนตกแบบนี้ เราต้องตื่นสายชัวร์ ผมเลยคว้ามือถือเพื่อมาดูเวลา ผมมองที่ตัวเลขเวลา โอ้ว ไม่!!!! 7 โมงแล้ว!!!

"ไม่นะ!" ผมพูดกับตัวเอง ผมถีบตัวเองและรีบลงไปที่ห้องน้ำเพื่ออาบน้ำทันที ต้องทำให้เร็ว ๆ ต้องออกจากบ้านก่อนเจ็ดโมงครึ่ง ห้ามสาย เพราะเราไม่เคยไปทำงานสาย

ผมอาบน้ำ แต่งตัว เสยผม และพร้อมจะออกจากบ้าน เอาล่ะ แต่งตัวเสร็จแล้ว ได้เวลา ลุย!

ช่วงเช้าเป็นช่วงที่ผมชอบเดินจากบ้านไปที่สถานีรถไฟฟ้า BTS เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรทุกวัน ถ้าไม่ได้รีบอะไรก็เดินไปเรื่อย ๆ เดินดูเด็กนักเรียนที่ต่อแถวเข้าโรงเรียน พอดี โรงเรียนมัธยมอยู่ในหมู่บ้านผมด้วย ก็เลยเห็นเป็นประจำ แล้วถ้าวันไหน ได้ทำงานถึงวันอาทิตย์แล้วหยุดวันจันทร์ เราจะได้กินขนมที่ขายหน้าโรงเรียนแสนอร่อยในราคาที่ถูกและดีอย่างแท้จริง แต่พอเดินออกจากเขตโรงเรียน ความสนุกปนความเสี่ยงมันเริ่มแล้ว เพราะรถที่ผู้ปกครองขับบางคนก็ใจร้อนเหลือเกิน ทางถนนก็แคบ สวนไปสวนมา รถไม่เท่าไร มอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะขับเองหรือรับจ้างขับได้ไม่เกรงใจคนเดินถนนเลย อยู่ใกล้ ๆ บีบแตร ปี๊ด ๆ

"เฮ้ย! ขวางทางทำไมวะ ไป ๆ" ตาแก่ขับรถคนนี้พูดจาได้โหดมาก เสมือนว่าถนนสายนี้เป็นของข้า แค่เดินชิดขอบมันผิดเหรอ

คนไทยรู้ ๆ กันอยู่ว่าคนขับรถในเมืองไทยจะไม่ให้โอกาสคนข้ามถนนเลย แม้แต่ถนนเล็ก ๆ คนขับรถก็ขับไป หากเป็นเมืองนอก สะพานข้ามถนนจะใช้ก็ต่อเมื่อถนนนั้น ๆ เป็นทางหลวงที่จำนวนเลนถนนเยอะมาก และมีเลนให้ขับรถเร็วเกิน 100 km/h แล้วผมพูดไม่ทันขาดคำ ตอนกำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อจะขึ้นสถานีรถไฟฟ้าอุดมสุข มีรถเก๋งคันหนึ่งขับรถตรงไปข้างหน้าโดยไม่สังเกตว่าคนกำลังข้ามถนนอยู่ เร่งรีบมาก!!! ยิ่งกว่ารถเมล์สาย 8 ที่ขึ้นชื่อว่า "รถเมล์เร็วแรงทะลุนรก"

เมื่อข้ามถนนได้แล้ว ผู้คนก็เดินเยอะแยะ บางคนเดินย้อนเพื่อขึ้นรถสองแถว บางคนเดินเหมือนกับผมคือขึ้น BTS วันนี้ BTS คนเยอะเช่นเคย ทุก ๆ วันนี้เยอะแบบนี้แหละ เราเดินขึ้นสถานีรถไฟฟ้า BTS แล้วจัดการแตะบัตรเพื่อเข้าระบบ เอาล่ะ เดินไปแล้ว...

"คุณครับ ตรวจกระเป๋าด้วยครับ"

!!!!?

หือ!? มีตรวจกระเป๋าด้วยเหรอ เพื่ออะไร ทำไมกัน เมื่อก่อน BTS ไม่มีแบบนี้นี่ ขี้เกียจมาเปิดกระเป๋าให้ดู เราต้องเดินเข้าไป ในใจบ่นย้วะเยี๊ยะเหมือนมนุษย์ป้าผู้พูดทั้งวันไม่มีวันหยุด แต่ก็เปิดโดยดี กระเป๋าของผมเป็นกระเป๋า 3 ช่อง เอาให้ดูแค่ช่องที่ 2 เท่านั้น เราต้องไป 

"ขอบคุณครับ" พนักงานตรวจกระเป๋าพูด

หา!!! เสร็จแล้วเหรอ เร็วจัง รวดเร็วโคตร บอกแล้วในกระเป๋าเราไม่มีของที่ต้องสงสัย แต่เดี๋ยวนี้การตรวจกระเป๋าของ BTS ไม่ได้มานั่งเปิดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เค้าจะใช้ใช้อะไรซะอย่างสแกนโดยแนบกับกระเป๋าเลย ทำให้การสแกนเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ผมก็งงอยู่ เค้าตรวจยังไงถึงตัดสินใจได้เร็วขนาดนี้

ปัจจุบันยังไม่ได้คำตอบตอบกลับมา

เมื่อผมผ่านการตรวจกระเป๋าแล้ว ทีนี้ผมขึ้นบันไดเลื่อนเหมือนคนอื่น ๆ หลาย ๆ คนมีโลกส่วนตัว เปิดมือถือ ฟังเพลง หรือไม่ก็เล่น Facebook แต่สำหรับผม ผมเปิดมือถือเพื่อฟังเพลงที่ผมชอบเท่านั้น มีหลายเพลงที่ผมชอบ แล้วมือถือที่ผมใช้ให้เสียงได้ดีมาก จาก Earbud ที่ถูกทิ้งมาหลายปี (ซื้อตั้งแต่ปี 3) ตอนนี้กลับมาใช้อีกครั้ง เพราะมือถือที่ผมใช้ขับเสียงเพลงได้สมดุล ไม่แหลมจนบาดหู กลายเป็นว่า Earbud ขับศักยภาพออกมาสุด ๆ (แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่สุด ต้องเบิร์นหูฟังประมาณ 100 ชั่วโมงก่อนค่อยว่ากัน

เมื่อผมขึ้นมาที่ชั้นชานชลา ผู้คนต่างรอรถไฟฟ้ากันมากมาย สถานีอุดมสุขเป็นหนึ่งในสถานีที่คนรอแน่นมากพอ ๆ กับสถานีอ่อนนุช เนื่องจากสถานีอุดมสุขมีบริการรถไปหลายที่ ไม่ว่าไปเมกะบางนา เซ็นทรัลบางนา หรือที่ไหนก็แล้วแต่ สถานีอุดมสุขมีครบครัน และที่สำคัญ ที่นี่มียิมในโปเกมอนโกถึงสองยิมด้วยกัน สุดยอดมาก

มันเปรียบเสมือน Big Interchange ของการเดินทางในย่านตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเทพมหานคร

และนับวัน คนมาอยู่ที่บางนาก็เยอะมากขึ้น คอนโดละแวกบางนาขึ้นอย่างกะดอกเห็ด แต่ผมคิดว่า การที่คอนโดเยอะแยะเต็มไปหมดมีปัญหาตรงที่คนแน่นรถไฟฟ้ามากขึ้น และรถติดมากกว่าเดิม กลายเป็นว่า BTS มาถึงอุดมสุข รถก็ยังติดเหมือนเดิม 

ตอนนี้ผมอยู่ภายในรถไฟฟ้า BTS แล้ว เย็นจังเลย ผู้คนใน BTS ก็ผสมกันไป บางคนเป็นเด็ก บางคนเป็นผู้ใหญ่ บางคนเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งชาวต่างชาติเดี๋ยวนี้มีเยอะมาก มาก ๆ จนรู้สึกว่า ภาษาอังกฤษที่เราเรียนมา มันสำคัญและจะได้ใช้ก็วันนี้เป็นต้นไปแน่นอน โชคดีที่การพูดอังกฤษของผมสามารถสื่อสารได้แบบมาตรฐาน เลยทำให้เรื่องการเจอคนต่างชาติกลายเป็นเรื่องปกติและไม่มีความยากแฝงอยู่เลย ยกเว้นคำศัพท์เฉพาะ อันนี้ไม่รู้จริง ๆ อย่างคำศัพท์ในวงการอุตสาหกรรม ไม่ก็หมอ 

วันนี้คงเป็นอีกวันที่ชีวิตช่างธรรมดา ปกติเหมือนวันก่อน ๆ และจะเป็นแบบนี้ไปอีกหลาย ๆ วัน จนกว่าจะเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ ซึ่งตอนนี้เรายังไม่คิดเปลี่ยน เพราะที่ทำงานของผม ณ ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว เปลี่ยนไปก็หางานลำบาก

แต่สุดท้าย ผมได้ยินเสียงผิดปกติจากอีกฝากของ BTS 

ขนาดผมใส่หูฟัง In-Ear Monitor ผมยังได้ยินเลย มันเป็นเสียงที่ดังและสัมผัสถึงความเกรี้ยวกราดของผู้พูดได้ ใช่แล้ว คนสองคนกำลังทะเลาะกันอยู่ ดังมากไม่เกรงใจผู้โดยสารท่านอื่นใน BTS สุดยอดมาก เป็นอะไรที่น่าตกใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเจอ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ฟังเพลงและมองทิศทางการหาเรื่องของเขา เป็นผม ผมก็ไม่นิ่งนอนใจ ดูจากหน้าตาที่เค้าแสดงความโกรธออกมา มันเป็นความโกรธเหมือนอสูรร้ายเข้าสิง หน้าตาโหดมาก และทะเลาะกับอีกคนที่โดนหาเรื่อง คนโดนหาเรื่องหน้าตาไม่ได้โกรธเหมือนคนที่หาเรื่อง แต่ก็น่ากลัว

ผมคงไม่พิมพ์ว่าเค้าด่าว่าอะไร เพราะคำหยาบมีเยอะ และอาจไม่เหมาะสมที่จะลงในเว็บไซต์แห่งนี้ เรื่องมันเกิดจากคนที่หาเรื่องมองหน้าไม่กระพริบใส่ชายคนนั้น แล้วชายคนนั้นที่ใส่ชุดสูทถามว่า "มองอะไร" แต่คนที่มองก็เฉย ๆ ไม่พูด ไม่จา แต่มองแบบนั้นไม่กระพริบ คนที่ถูกมองของขึ้น แล้วชี้หน้าด่าคนมองหน้าหาเรื่องอย่างรุนแรง แทบจะไม่น่าเชื่อว่า คนชุดสูทที่ดูเรียบร้อยและมีภูมิฐานดั่ง CEO ต้องกลายร่างเป็นอสูรด่าทอกลับคน ๆ นั้นอย่างไม่ลดละ หารู้ไม่ว่า คนที่มองหน้าหาเรื่อง เค้าเป็นคนบ้า

คนเราขาดไออุ่น

เหตุการณ์ที่ผมยกมาที่มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เป็นสัญญาณที่เตือนว่า ทัศนคติของคนในยุคนี้มันไม่ได้สวยหรูและดูหลุดออกจากโลกแห่งความเพ้อฝันที่ใคร ๆ ต่างรักกัน โลกความจริงมันผสมผสานระหว่างคนทัศนคติดีและคนทัศนคติไม่ดี คนทั้งสองแบบถูกวางเอาไว้ในสังคมเดียวกันให้เราได้เจอผ่านไปผ่านมา และยิ่งยุคนี้ การแข่งขันสูงมาก ใครรวยก่อน ถือเป็นผู้ชนะ ใครไม่รวย ก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคให้รวย แล้วเมื่อรวย อะไรหลาย ๆ อย่างมันก็จะตามมา ก็เลยกลายเป็นว่า คนในยุคนี้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ และตั้งความฝันว่า เราต้องรวย

ก็จริงอยู่ที่คิดแบบนี้แล้วอนาคตมีโอกาสรวยจริง ๆ แต่ผมถามกลับว่า รวยอ่ะ รวยเรื่องอะไร

เงิน เพื่อน ความรัก ความสุข อำนาจ ชื่อเสียง...

หลาย ๆ คนในยุคนี้ต่างต้องการรวย "เงิน" เพราะเชื่อว่า เงินสามารถทำให้เรามีความสุขได้ เพราะความสุขจะมีได้ เราก็ต้องซื้อ เราอยากเที่ยวต่างประเทศ ก็ต้องใช้เงิน เราอยากมีบ้าน ก็ต้องใช้เงิน

แต่คนที่รวยจริง ๆ ที่หลาย ๆ คนรู้จัก เค้าไม่ได้รวยแค่เงินอย่างเดียว เค้ารวยเรื่องมิตรภาพ น้ำใจ ความรัก มารยาท เพื่อน โหย... เยอะแยะ

เราหยุดมองเรื่องความรวยเอาไว้ก่อน เพราะต่อให้พูดเรื่องรวยอะไรเยอะแยะ สุดท้ายต้องวกกลับมาที่ "รวยเงินทอง" ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้องกับการกอดเลยแม้แต่นิดเดียว บางคนอาจจะคิด "เฮ้ย มีเงินเยอะ เราซื้อสาวเอาไว้กอดก็ได้นี่หน่า"

ที่เราต้องการเขียนให้ทุก ๆ คนรู้ คือ ยุคนี้ คนเราขาดไออุ่น

เราโดนสังคมในยุคนี้หล่อหลอมผ่านทาง Social Network ว่า ถ้าอยากให้มีคนเข้ามาติดตามเยอะ ๆ ก็ต้องเต้นโชว์ยั่ว ๆ ให้คนหลงรัก หรือแต่งตัวเซ็กซี่ หน้าหวาน ๆ แต่งรูปกระจายให้ดูสวย หรือถ้าเป็นผู้ชาย ต้องหุ่นดี ซิกซ์แพคมาเป็นชุด คนก็จะเข้ามาติดตาม

สาเหตุที่อยากให้คนมาติดตามเยอะ ๆ เพราะเราจะได้ไออุ่น ว่ามีคนติดตามเยอะนะ หลาย ๆ คนเข้ามาติดตาม เค้ารักเรานะ เป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์ทั่วไปที่ต้องการให้คนเข้ามายอมรับ แต่มันผิดปกติถ้าเราต้องการไออุ่นแล้วไม่แบ่งไออุ่นให้คนอื่น

อันที่จริง การแบ่งปันและรับไออุ่น ทำได้ง่ายมาก ๆ ด้วยการกอดคน ๆ นั้น

การกอดคือการแสดงความรักของมนุษย์ ในขณะที่การแสดงความรักของแมวคือการเลียหรือถูตัว หรือการแสดงความรักของหมาคือการกระดิกหางให้คนเข้ามาแนบชิดตัว มันไม่มีอะไรที่มาทดแทนการกอดได้อีกแล้ว เพราะถ้าเรากอดคน ๆ นั้น เราจะรับรู้จังหวะหัวใจของคน ๆ นั้น และคน ๆ นั้นก็จะรับรู้จังหวะหัวใจของเรากลับคืนมา ร่างกายมนุษย์ค่อนข้างอุ่นอยู่แล้ว การกอดกันเป็นการเพิ่มความอุ่นให้แก่ร่างกายซึ่งกันและกัน เราได้แนบชิดใกล้ รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกดี ยิ่งคนอวบ ๆ นี่ เหมาะมากที่จะกอด เพราะกอดที รู้สึกนุ่ม ๆ อย่างบอกไม่ถูก
เราได้พูดใกล้ชิดกันและกัน และรู้สึกเหมือนเรากำลังรวมร่างเข้าด้วยกัน
การกอดคือเวทมนตร์อันแปลกประหลาดที่ไม่ใช่แค่คนเท่านั้นรับรู้ว่าเรารักและห่วงใยถึงขนาดไหน สัตว์เลี้ยงอย่างหมาก็รับรู้ความรักที่มนุษย์มีให้ด้วยการกอด หมาอาจจะไม่แสดงออกว่ากอดแล้วรู้สึกอย่างไรตรง ๆ แต่ถ้าเรากอดบ่อย ๆ มันจะจำเราได้ และมันจะวิ่งเข้าหาเราให้เราลูบตัวมันทันที

ค่านิยมที่แสนแปลก

"รักนวลสงวนตัว" เราจะได้ยินคำนี้เสมอจากผู้ใหญ่ มันเป็นเรื่องดีที่เราต้องสงวนตัวเพื่อคนที่เรารัก แต่พอมายุคนี้ การรักนวลสงวนตัวมันคือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เรื่องความรักเพิ่มขึ้นช้า หรือไม่เพื่มเลย ที่แย่กว่าคือมันจะลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะโดยปกติ พฤติกรรมของมนุษย์เวลาเข้าสังคมก็ต้องมีการสัมผัสพอเป็นพิธี ไม่ว่าเวลาเรียก ก็สะกิด ๆ การสัมผัสที่ถูกต้องและสมควรอย่างการสะกิด แตะอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อเรียกมันก็เพียงพอที่ทำให้คน ๆ นั้นรู้สึกดีไปกับเรา และรู้สึกสนิทกันโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกไม่ห่างเหินจนเกินไป

อันที่จริง การสัมผัสอย่างกอดคอไปด้วยกันแบบสไตล์เพื่อน มันก็ไม่ผิด และไม่ได้จำกัดแค่เพศเดียวกันด้วย แต่สังคมเอเชียมักจำกัดเรื่องการสัมผัสเพศตรงข้ามอย่างผู้ชายสัมผัสผู้หญิงเป็นเรื่องไม่ควร ผู้หญิงเค้าไม่มาสัมผัสผู้ชายก่อนอยู่แล้ว ถ้าไม่สนิทกันจริง ๆ ผู้ชายต้องสัมผัสผู้หญิงถ้าเราเกิดสนใจจริง ๆ

ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนคงรู้สึกแบบเดียวกันเวลาถูกสัมผัส คือจะตื่นตัวทันทีเวลามีคนมาสัมผัสที่ผิว เอาแบบสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ ผมเชื่อว่าคนที่เคยขึ้นบนรถไฟฟ้า ไม่ก็รถเมล์ เคยผ่านประสบการณ์เบียดเสียดในชั่วโมงเร่งด่วนมาแล้ว อื้อหือ ทั้งกลิ่นตัว กลิ่นน้ำหอม (ที่หอมหรือเปล่าไม่รู้) มาเจอะเจอพร้อมหน้าพร้อมตากลายเป็นกลิ่นอะไรไม่รู้ ถ้าในรถไฟฟ้าไม่เท่าไร แต่ถ้าเป็นรถเมล์ร้อน ไม่ต้องพูดถึง และยิ่งฝนตกจนต้องปิดหน้าต่างนี่ สุดยอดที่สุด ทั้งอับ ทั้งเหม็นสุดยอด โอ๊ย ไม่อยากจะบรรยายไปกว่านี้แล้ว พอ ๆๆๆ ช่วงที่เบียดเสียด เราต้องโดนกระเป๋าของคนอื่นที่ถือแน่นอน แล้วเวลาเราโดนกระเป๋าโดยที่ไม่ตั้งใจ เราจะรู้สึกตัวสะดุ้ง และหันไปหาทิศทางของกระเป๋าทันที คือมันสะดุ้งและรับรู้มากกว่าเราได้ยินคนเรียกเราซะอีก

ดังนั้น การสัมผัสเป็นสิ่งที่ควรทำ และมันไม่น่าเกลียดด้วย ถ้าเราสัมผัสไม่มากเกินไป

แต่ถ้าถูไถลูบไล้นี่ คนรู้จักอาจจะชอบ แต่ถ้าไม่สนิทกัน ระวังรู้ตัวอีกทีโดนประจานใน Social Network นะจ๊ะ

เราพูดถึงสิ่งที่ควรทำไปแล้ว ทีนี้ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง ทำไมผู้หญิงกอดผู้หญิงด้วยกัน จ้องตากัน เรามองว่าเป็นสิ่งที่น่ารัก แต่พอผู้ชายจับมือถือแขนกันและกัน กอดกัน มีมุมมองโรแมนติก เรากลับรู้สึกแปลก ใครรู้บ้าง ลองตอบที่ Comment ข้างล่างนะครับ

เพราะ "การกอด" คือสัญลักษณ์แห่งการแสดงความรัก

ก่อนจะจบบทความนี้ อยากสรุปอีกสักรอบเรื่องการกอด เพราะมันสำคัญ เราไม่ต้องคิดอะไรมาก เราก็กอดเพื่อน ๆ เลย การที่เรากอดโดยที่เราไม่คิดมาก มันเป็นการกอดที่ปลอดภัย และดูแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เมื่อเรากอดแล้ว ความรู้สึกรักแบบบริสุทธิ์ (หรือเสน่หา ถ้าเรากอดแฟน) มันจะหลั่งในใจเราอัตโนมัติ มันคือยาวิเศษที่ทำให้ความสัมพันธ์และความใกล้ชิดมันเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้คำพูดหวาน ๆ หว่านล้อมเลย 
เคยได้ยินหรือเปล่า
"การกระทำ ยิ่งใหญ่กว่าการพูด"
และ
"การกอด คือการกระทำที่ยิ่งใหญ่กว่าการบอกว่า "รัก"
ถ้าไม่มีใครกอด ลองกอดหมาที่เลี้ยง หรือหมาที่เราเล่นทุกวันเวลาเราเดินผ่านก็ได้ เวลาเรากอดหรือลูบตัวเรารู้สึกดีใช่ป่าว นั่นแหละ ความรู้สึกรัก และเมื่อความรู้สึกรักมันเพิ่มพูนเต็มที่ เราก็ทำอะไรอย่างมีความสุข และกลายเป็นคนรวยความรู้สึกรักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
SHARE
Written in this book
ใคร ๆ ก็รัก
เรารู้ว่าใคร ๆ ก็อยากเป็นที่รักของผู้อื่น หนังสือเล่มนี้รวมบทความเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นที่รักของทุก ๆ คนด้วยวิธีคิดง่าย ๆ และใช้ได้จริง
Writer
Campzzz
Content Specialist
นักเขียนบทความเกี่ยวกับชิวิต และการเดินทางของคน ๆ หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ campzzz.com

Comments