จินตนาการ...ที่ขาดหายไป
หวัดดี...
ถามอะไรหน่อยสิ...
เชื่อไหมว่าโลกคู่ขนานมีอยู่จริง...
.
.
.
.
.
ลองถามคำถามนี้กับคนรอบข้างดูสิ
.
.
"มันคืออะไรคะ" หญิงสาวนักเรียนปีหนึ่งถามผมกลับด้วยความสงสัย
"บ้าหรือเปล่า มันไม่มีหรอก" คนแก่คนหนึ่งที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์โพล่งออกมา
"มีสิ มันอยู่ในการ์ตูนเรื่องรีบอร์น" หญิงสาววัยรุ่นใส่แว่นผู้ชอบไปงานการ์ตูนต่าง ๆ ที่จัดกลางใจเมืองตอบออกมาด้วยเสียงหวานแหวว
"มีค่ะ จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ในนิยายเรื่องอะไร" หญิงสาวผู้คงแก่เรียนและขลุกขลิกตัวอยู่ภายในห้องสมุดทั้งวันตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"มี มี มี หนูอยากไปอีกโลกนึงเหมือนการ์ตูน" เด็กสาวน้อยน่ารักตอบด้วยเสียงเจื้อแจ้ว
"ไม่มีหรอก มันก็เป็นแค่ในนิยาย" ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งจิบกาแฟแล้วเปิด iPad ดูกราฟเทรดหุ้นตอบตรง ๆ หลังจากที่ตอบเสร็จ ก็นั่งดูตารางหุ้นต่อ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ตารางหุ้นเค้าอ่านกันอย่างไร
"มีแน่นอน" อาจารย์สอนภาษาไทยตอบ "อาจารย์เชื่อแบบนั้น"
"มันอยู่เคียงคู่กับโลกของเรามาตั้งแต่ยุคที่กำเนิดโลกขึ้นมาแล้ว" ศิลปินท่านหนึ่งตอบ
"เรายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า โลกคู่ขนานมีอยู่จริง" นักดาราศาสตร์ท่านหนึ่งกล่าว
"จะพาไปโลกนั้นเหรอแก" เพื่อนผมถาม
.
.
.
.
ไม่น่าเชื่อว่า คำถามปลายปิดที่บังคับให้ตอบ "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" จะได้คำตอบที่หลากหลายเช่นนี้ ไม่ได้บังคับว่าตอบใช่หรือไม่ใช่อย่างที่เราเข้าใจ เพราะคนสมัยนี้ เวลาตอบคำถามคำถามหนึ่ง แค่บอกว่าใช่ หรือไม่ใช่ มันก็ไม่เพียงพอที่จะเชื่อว่า มันใช่ หรือไม่ใช่อย่างไร ทุกคำตอบ จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมกัน

แต่ถ้าถามผมว่า "โลกคู่ขนานมีอยู่จริงไหม" ผมตอบคำเดียวว่า "มีอยู่จริง" และเหตุผลคือ "มันเป็นโลกที่อยู่ในจินตนาการที่เรากำหนดเองว่ามันเป็นอย่างไร" อันที่จริง โลกคู่ขนานที่เรากล่าว เป็นแค่หัวข้อสมมติให้อ่านกันเล่น ๆ แต่สิ่งที่ผม Serious จริง ๆ ในตอนนี้ คือ "คนเราเริ่มขาดจินตนาการ" มากขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้ใหญ่ที่มีจินตนาการคือเด็กที่รอดชีวิต

มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนที่ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นผมทำรายงานเกี่ยวกับประวัติของศิลปินที่ชื่อ "ปิกัสโซ" (Picasso) ซึ่งผมศึกษาค่อนข้างละเอียดมาก เหมือนซึมซับเข้าไปสู่ในหัวใจของผม งานวาดภาพของเขาแปลกประหลาดมาก เพราะสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ผิดสัดส่วนจากความเป็นจริงอย่างรุนแรง ปิกัสโซ่วาดภาพบางคนบิดเบี้ยว ออกแนวเหลี่ยม ๆ ซึ่งแนวการวาดภาพแบบนี้เรียกว่า "Cubism" แต่ในความแปลกประหลาดในการวาด กลับมีความเศร้าอยู่ภายในงาน เอาเข้าจริง ๆ งานของปิกัสโซ ไม่ค่อยดึงดูดใจผมซักเท่าไร เพราะผมชอบอะไรที่มันเหนือจริง เลยจะชอบงานทางสาย Surrealism มากกว่า

แต่มีวาทะของปิกัสโซอยู่คำหนึ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกอึ้งและสะดุ้งไปตาม ๆ กัน
“Every child is an artist, the problem is staying an artist when you grow up”
เด็กทุก ๆ คนคือศิลปิน ปัญหาคืออยู่อย่างศิลปินเมื่อโตขึ้น
เมื่อผมเห็นวาทะนี้ ผมปิดหนังสือที่ผมกำลังศึกษาค้นคว้าและคิดไปต่าง ๆ นา ๆ บางทีก็มองออกไปนอกหน้าต่างบริเวณห้องสมุด ดูรถบนถนนที่กำลังติดอยู่แยกพาหุรัด ดูท้องฟ้าที่มีเมฆเรียงราย ดูนกที่กำลังบินเป็นฝูง ช่วงเวลาที่มองเป็นช่วงตอนบ่ายแก่ ๆ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาว่าง ไม่มีเรียน ก็เลยอยู่ที่ห้องสมุดนี่ล่ะ

ด้วยความที่ผมเป็นนักศึกษาสายออกแบบอยู่แล้ว แต่ผมยังสนใจงานศิลป์ด้วย ทำให้ผมยังมีความเป็นศิลปินอยู่ แต่ที่รู้ ๆ มันเริ่มถดถอยหายไปเรื่อย ๆ อย่างแปลก ๆ ไม่ต่างจาก "เวทมนตร์" ที่กำลังเสื่อมลงเรื่อย ๆ

ยิ่งโต จินตนาการยิ่งถอดถอยลง ยิ่งเสื่อมสมรรถนภาพ ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ผมก็ยังงงอยู่ ผมลองคิดถึงช่วงตอนม.ปลายหรือม.ต้นที่ติดการ์ตูนอย่างกะอะไร พอลองมาเทียบตอนที่เรียน เรารู้สึกว่า เราต้องทำงานให้ได้คะแนนเยอะ เอาชนะเพื่อนในห้องให้ได้ เราต้องทำทุกวิถีทาง

แต่หารู้ไม่ว่า... การเอาชนะคะคานแบบนี้ยิ่งทำให้จินตนาการถดถอยลง

การเปรียบเทียบ ทำให้จินตนาการถดถอย

ผมยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมตั้งแต่ปีสามเป็นต้นมา งานการบ้านของผม คะแนนเริ่มลดลง ทำไมเป็นแบบนั้น เกิดอะไรขึ้น อาจารย์ก็ไม่ชี้แนะว่าต้องทำอะไรยังไง มีแต่ให้คะแนนแค่นี้ แล้วเราได้งานคืนพร้อมกับอารมณ์ที่เกลียดงานตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเราเองเป็นผู้สร้างสรรค์แล้วแท้ ๆ

"คุณนัท (ชื่อผมนามสมมติ)" อาจารย์วิชาโฆษณาเรียกผมเพื่อคืนงานการบ้าน "งานของคุณทำออกมาได้ดีพอสมควร ทั้งการจัดช่องไฟ การวางตัวหนังสือ จุดเด่นของเนื้อหา และโทนสีที่ใช้ เข้ากับอารมณ์ของงานได้เป็นอย่างดี แต่..."
ว่าแล้วเชียว... มันต้องมีคำว่า แต่...
"แต่คุณนัทยังขาดความเป็นตัวของตัวเอง งานดี ใคร ๆ ก็ทำได้แล้ว ไม่ต้องอะไรมาก เอาคนที่ไม่มีหัวคิดเรื่องการออกแบบมาแต่มีเงินซื้อเครื่อง Macbook Pro ลงโปรแกรมกราฟิคแล้วออกแบบตาม Tutorial แค่นี้คน ๆ นั้นก็ออกแบบได้แล้ว คุณยังเหมือนคน ๆ นั้นอยู่ แต่คุณมาที่นี่เพื่อเป็นนักออกแบบ อนาคตคุณไม่ใช่แค่ภาคภูมิใจที่จบจากสถาบันของเราเท่านั้น คุณต้องสร้างผลงานที่เป็นตัวตนของคุณเพื่อให้คนอื่นรู้ว่างานนี้เป็นงานของคุณ และเมื่อคุณมีชื่อเสียง ทางสถาบันของเราก็มีชื่อเสียงตามไปด้วย อย่าลืมว่า อนาคตของสถาบัน ขึ้นอยู่กับนักศึกษาอย่างคุณ"

เป็นคำสอนที่ดีมาก ทัศนคติของอาจารย์คนนี้ไม่รู้ว่าเหมือนเพื่อน ๆ หรือเปล่า เค้าคิดว่า "ความภาคภูมิใจที่สุดคือการเห็นลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ เพราะลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จคือผลงานการสอนระดับ Masterpiece" ส่วนเรื่องผลงานทางวิชาการก็เป็นอีกเรื่อง

แต่จะให้เป็น Trendsetter ก็คงลำบาก คือมันต้องมีสื่อเข้ามาช่วย ถึงจะได้เป็น Trendsetter อย่างแท้จริง วันนั้นผมกลับมาบ้านแล้วนั่งคิด ทบทวนถึงสิ่งที่อาจารย์พูด แต่คิดอย่างไรก็ไม่ออก ไม่เป็นไร เราโทรหาแม็กซ์ดีกว่า เค้าคงรู้ เพราะงานของแม็กซ์มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก อาจารย์บางท่านบ่น ๆ เรื่องงานไม่เพอร์เฟกต์ แต่สำหรับนักศึกษาด้วยกัน เราทึ่งนายว่ะ

ผมหยิบโทรศัพท์โทรหาแม็กซ์ในช่วงเย็น ตอนอยู่บ้าน

"ตรู๊ด..." เสียงรอสายของแม็กซ์ไม่ฟรุ้งฟริ้งกระดิ่งแมวเหมือนสาว ๆ ที่ใช้บริการเสียงรอสาย แต่เฮ้ย !!! ไม่ยอมรับ เสียงตรู๊ดของแม็กซ์เป็นเสียงซอล อืม น่าจะเป็นของค่าย DTAC

"ตรู๊ด..." แล้วเค้าก็ไม่ยอมรับสาย

"ตรู๊ด..."

"ตุ๊...ฮัลโหล ว่าไงนัท" อ้า!!! แม็กซ์รับสายแล้ว

"ว่างคุยได้หรือเปล่า" ผมถามแม็กซ์

"ไม่ว่างอ่ะ เนี่ยกำลังพาแฟนไปดูหนัง เดี๋ยวค่อยคุยพรุ่งนี้ที่มหาวิทยาลัยนะ" แม็กซ์พูด

"โอเค โชคดี" ผมพูดออกมา แล้วเรื่องที่คาใจ ก็ยังเก็บอยู่เอาไว้อย่างนั้น

วันต่อมา ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านพระนคร

"เออ เมื่อวานมีเรื่องอะไรเหรอ ถึงโทรมา" แม็กซ์ถามผมทันทีหลังจากที่ผมเดินเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเจอแม็กซ์พอดิบพอดี

"ถามอะไรหน่อยสิ" ผมตอบไป

"เรื่อง..." แม็กซ์พูด

"อะไรคือเป็นตัวของตัวเอง" ผมถามโง่ ๆ ใส่แม็กซ์ แม็กซ์ได้ยินแล้วอดขำไม่ได้ นั่น!!! เขาขำแล้ว

"เฮ้ย ไม่รู้เหรอวะ" แม็กซ์ถามผมกลับตรง ๆ แล้วยิ้ม "เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ"

"ไอ้บ้า!" ผมอุทานทันที อย่างแม็กซ์เนี่ยนะไม่รู้ ไม่เชื่อหรอก "บอกมา"

"ฮ่า ๆ ล้อเล่นน่า คือ มันอธิบายยากนะ เรื่องเป็นตัวของตัวเองเนี่ย แต่ถ้าเอาตามความรู้สึก คืออยากทำอะไรก็ทำไปเลย ไม่ต้องแคร์ชาวบ้านชาวช่อง เราชอบอะไร เราก็แสดงให้เห็นว่าเราชอบแบบนี้นะ มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไรงี้"

"แล้วแม็กซ์พอมองออกไหมว่าเราเป็นอย่างไร" ผมถามแม็กซ์

"มองออกนะ ไม่ต้องอะไรมาก แว่นกรอบดำก็บ่งบอกได้แล้วว่าเป็นคนอย่างไร" แม็กซ์ตอบ

"เป็นอย่างไร"

"พบได้ตามหนัง AV ทั่วไปตามห้างแถว ๆ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่" ดูแม็กซ์ตอบสิ เฮ้อ

"เอาดี ๆ" ผมพูด

"เรื่องแบบนี้ไม่ต้องถามก็ได้มั้ง ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ความเป็นตัวของตัวเรา เราก็ตอบไม่ได้ว่ามันต้องทำอะไรยังไง แต่ลองถามตัวเองดู ว่าชอบอะไร ทำอะไรแล้วรู้สึกมีความสุข ถ้าทำแล้วมีความสุข เราอยู่กับสิ่งนั้นนาน ๆ นั่นแหละ จะรู้ซึ้งถึงความเป็นตัวของตัวเอง" แม็กซ์ตอบออกมา สักพักเขาเดินจากผมไป แต่ผมก็ชิงถามเค้าก่อนว่า "เดี๋ยว จะไปไหนเหรอ"

"ไปห้องน้ำ" แม็กซ์ตอบ "ไม่ต้องคิดไรมากนะเพื่อน จริง ๆ เรารู้อยู่แล้วว่าตัวของตัวเองของนายคืออะไร คือนายเป็นคนที่มีจินตนาการสูงมาก ๆ น้อยคนนะที่จะเป็นแบบนี้ได้ แต่นายยังไม่ได้ใช้เท่านั้นเอง"

เราก็เก็บเอามาคิด ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมสับสนกับตัวเองอยู่ ว่าเราจะไปต่อทางไหนดี วิธีแก้ของผมคือ นอนซะ แล้วตื่นเช้าขึ้นมา ความกังวลจะหายไป

Social Network คือบุหรี่ทางความคิดดี ๆ นี่เอง

ถ้าบุหรี่ทำให้สรรถภาพทางเพศลดลง Social Network ก็ทำให้สมรรถภาพทางจินตนาการลดลงด้วย 

ตั้งแต่ที่มี Hi5 มา ทำให้เราเลิกสนใจจินตนาการที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่ไปสนใจคนที่สวยเหมือนอย่างในจินตนาการที่วาดฝันเอาไว้ คนสวยหล่อมีอยู่ใน Hi5 หรือ Facebook เต็มไปหมด จำได้ในยุคนั้น คนจะน่ารักได้ ต้องทำหน้าแอ๊บแบ๊ว ตาโต ๆ แต่ยุคนี้ หน้าอกต้องบึ้ม ๆ ขาว ๆ ชาวเน็ต Lv.1 ก็อยากทำความรู้จักกับคน ๆ นั้นมาก ผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ในยุค Hi5 เลย คือผมเจอสาวสวยมาก ๆ คนหนึ่ง น่ารัก ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพลอย ซึ่งเฟสปลอมมีเยอะ ผมทักทายคุยกับพลอย แต่พลอยไม่ยอมตอบกลับ ไม่ยอมคุยด้วย ก็เลยส่งไปอีกรอบ นางก็ไม่ยอมตอบ จนเลิกตอบนาง จริง ๆ มีอีกคน ชื่อการ์ตูน แต่นั่นเป็นเรื่องราวช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมของจินตนาการ

พอมายุค Facebook ยุคนี้เราเริ่มเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เรื่องจินตนาการเริ่มไม่เป็นที่พูดถึง ผมไม่รู้ว่าเมืองนอกเค้าคิดกันอย่างไรเมื่อเป็นผู้ใหญ่ แต่ที่ไทย Social Network คือพื้นที่ "อวด" กันให้ควั่ก ใครที่ยังไม่มีตัวตนในโลกความเป็นจริง บางคน หรือหลาย ๆ คนเริ่มสร้างบุคคลของเราในโลกออนไลน์ ยุคแรก ๆ ก็จะเป็นทำหน้าแอ๊บแบ๊ว ยุคที่สองเป็นยุคกล้องมือถือ เป้าหมายของการเป็นคนที่สุดยอดในโลกออนไลน์คือ ต้องมีเพื่อนเยอะ ๆ ต้องมีเพื่อน 5,000 คน ต้องมีผู้ติดตามเยอะเวอร์ ๆ แน่นอน เราเริ่มกลับไปเปรียบเทียบคนอื่นอีกแล้ว

แล้วเมื่อเกิดการเปรียบเทียบ เราต้องเพิ่มเติมในสิ่งที่ขาดหายไป แล้วของที่ขาดไปมีอะไรล่ะ ก็มีชุด มีเงินพาไปกิน มีอะไรเยอะแยะ แต่บอกไว้เลยว่า มันเยอะมาก

แล้วยิ่งตอนนั้นเราเป็นมนุษย์ออนไลน์ Lv.1 เราสนใจการพูดคุยในโลกออนไลน์มากกว่าเยอะ เราไม่รู้ว่า คน ๆ นั้นเป็นใคร แต่เราก็คุย เราฟิน มันเกิดอะไรขึ้นกับเราไม่รู้ในช่วงเวลานั้น แต่ไม่เป็นไร เพราะมันคือความฟินเฟ่อขั้นสุดยอด

เพราะจินตนาการที่เราวาดฝันเอาไว้ มันเป็นจริงแล้ว

แต่... มันคือกับดัก

Social Network แบ่งผู้เล่นเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือสายสนใจคนอื่น กับสายสนใจแต่ตัวเอง ตอนนั้นเราสนใจคนอื่นมาก จนลืมสนใจตัวเอง แต่เรามาเลิกสนใจคนอื่นก็ต่อเมื่อ คน ๆ นั้น มีแฟนแล้ว เค้าไม่ได้เล่น Social Network อะไรมากเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากแฟนไม่ให้เล่น คนที่คุยด้วยคนนั้นก็หายไป จนมีอยู่ช่วงหนึ่งผมปล่อย Facebook เอาไว้อย่างนั้น ไม่ได้สนใจใคร สนใจแต่อัพภาพจาก Instagram เพราะกำลังเห่อมือถือเครื่องใหม่อยู่ จากสายสนใจคนอื่น กลายมาเป็นสายสนใจตัวเองจนได้

ยิ่งแย่ไปกว่านั้น ผมว่ามันคือหายนะของ Facebook แล้ว เพราะ Facebook มีระบบอัลกอริทึ่ม และระบบที่เราเห็นโพสต์ที่เพื่อน ๆ เรากดไลค์หรือคอมเมนท์ ตรงจุดนี้ทำให้เราได้เจอสิ่งอื่น ๆ ที่มันนอกเหนือจากโพสต์ของเพื่อน ๆ แต่เป็นเรื่องของเพื่อนของเพื่อนอีกที หรือเป็นเรื่องราวน่าสนใจในเพจต่าง ๆ แล้วยุคนี้เป็นยุคที่เนื้อหาจากเพจแข่งขันกันเข้มข้นดุเดือดมาก จนกระทั่ง เรื่องของเพื่อน เรากลับมองไม่เห็น

และเพื่อนของเราก็มองไม่เห็นเรื่องของเราด้วย

ปกติ เวลาเราโพสต์ เพื่อน ๆ จะเห็นว่าเราโพสต์อะไร แต่นี่เราไม่เห็นแล้ว และโพสต์เก่าของเพื่อนเมื่อปีที่แล้วมันกลับมาย้อนให้เราเห็นอีกรอบเมื่อเพื่อนของเรากดไลค์ เยอะเนอะ

แล้วเรื่องราวที่ปรากฎในเนื้อหา News Feed บอกตามตรงว่า เป็นเนื้อหาที่ทำให้จินตนาการลดลงอย่างรุนแรง เพราะเนื้อหาต่าง ๆ เป็นเนื้อหา Realistic สูงมาก ยิ่งกว่าหนังสือพิมพ์ซะอีก เป็นเรื่องราวการแชร์ต่อไปมาเรื่อย ๆ หากจะเทียบสมัยก่อน ก็คงเป็น Forward Mail และเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนสนใจตัวเองน้อยลง หันมาสนใจอย่างอื่น ก็ไม่พ้นการแชร์เรื่องราวของคนอื่นที่เราไม่อยากจะรู้ อย่างเช่น เรื่องแฟนบอกเลิก แฟนทิ้ง แฉแฟนตัวเองที่ไม่ยอมรับลูกตัวเอง หรือเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีความจริงสูงมาก สาเหตุที่เนื้อหา Realistic พุ่งขึ้นอย่างกะดอกเห็ดเพราะทุก ๆ คนเริ่มมี Smartphone กันแล้ว ก็เลยแชร์ต่อกันง่ายขึ้น และสัญชาติญาณผู้ใหญ่มักมองในแง่ลบไว้ก่อน บางทีมีคนสร้างข่าวลือว่า คนนี้โรคจิต แล้วคนก็แชร์ต่อเรื่อย ๆ

สิ่งที่น่าตลกคือ ข่าวที่ผมเห็นแล้วผมไม่อยากจะรับรู้อีกรอบ มันกลับมาให้เห็นอีกครั้งช่วงพักกินข้าว เพียงแค่เพื่อนของเรากดไลค์ แล้วมันก็โผล่มาอีกตอนเย็นเพราะเพื่อนของเราอีกคนแสดงความคิดเห็น แบบนี้มันไม่ต่างจากการฟังเพลงจากวิทยุที่เปิดวน 3 เวลาต่อวัน จนโดนสะกดจิตว่า "เฮ้ย เพลงนี้เพราะ"  ไม่ใช่แค่พวกโพสต์คลิกเบทอะไรนะ โพสต์รูปเพื่อนของเราก็เหมือนกัน มันเด้งมาใน News Feed อีกครั้งจากเมื่อวาน เพราะเพื่อนเจ้าของรูป comment โต้ตอบ คือมันซ้ำซาก แล้วเพจบางเพจเอาเนื้อหาเดิมที่เคยลงมาโพสต์อีกรอบ (Repost)

สรุปเนื้อหาโพสต์ในโลกออนไลน์ ส่วนใหญ่มีอะไรบ้าง

- เรื่องตัวเอง (เรื่องเพื่อน)
- เรื่องแฟน
- โฆษณาในเฟสบุ๊ค (แล้วเรื่องต่าง ๆ ก็เป็นการขายของหรือพวก Content Marketing ที่มีความ Real)
- เรื่องแคปหน้าจอแล้วประจาน (2 ปีที่แล้วมีเยอะ ตอนนี้มีน้อยแล้ว)
- คลิกเบทเรื่องชาวบ้านแบบอินไซต์ (เกลียดมาก ใครกดไลค์โดน unfriend)
- เรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนทุก ๆ คน เช่นเรื่องการพัฒนาตัวเอง (แต่มันก็วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องทำอย่างไรให้รวย ยิ่งเรื่องเงินสี่ด้าน เห็นจนตาแฉะแล้ว หรือทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ซึ่งมีเยอะจนน่าเบื่อ)

ลบเพื่อน และจัดการ News Feed ใหม่ พร้อมกับใช้เวลาใน Social Network ให้น้อยลง

จาก 1,500 คน เหลือ 300 คน
จาก 300 คน เหลือ 200 คน
จาก 200 คน เหลือ 50 คน
จาก 50 คน เหลือ 27 คน

การมีเพื่อนเยอะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในโลกความเป็นจริง มนุษย์ไม่ได้อยากรู้เรื่องของคนอื่นมากนัก ผมให้ความสำคัญกับเพื่อนที่เจอจริง ๆ มากกว่าเพื่อนในโลกออนไลน์ เพราะเวลาเรามีเรื่องอะไรน่าสนใจ (ซึ่งส่วนใหญ่มีจินตนาการพอสมควร) ก็จะคุยกับเพื่อน ๆ ตรง ๆ ลองเอาเรื่องจินตนาการโพสต์ใน Facebook สิ ไม่มีใครดู ส่วน Social Network ตอนนี้ เราใช้เพื่อเอาไว้ใช้ประโยชน์จริง ๆ อย่าง Pinterest เอาไว้เซฟภาพงานออกแบบที่สวย ๆ ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ Instagram โพสต์เพื่อกดไลค์กระจาย ติดตามเพื่อน ๆ ติดตามภาพสวย ๆ (แต่ไม่น่า Follow เพื่อนเป็นพันเพื่อรอให้คนมา Follow กลับเลย ทุกวันนี้กำลังลบ Follow อยู่ เพราะมันเยอะ หรือถ้าเบื่อก็สร้าง ID ใหม่เลย)

แล้วหาเวลาไปดูงานศิลปะ หรืออ่านหนังสือ นิยายแฟนตาซี อ่านการ์ตูนให้มากขึ้น ผมแนะนำเลย เรื่องการอ่านหนังสือ เพราะหนังสือทำให้เราฝึกมองเป็นภาพ ทั้ง ๆ ที่เป็นตัวหนังสือก็ตาม หลัง ๆ มา เวลาว่าง คิดอะไรออก ก็เขียนบล็อก อ่านบล็อกของคนอื่น อ่านหนังสือ โชคดีที่ผมมีความสามารถพิเศษอ่านหนังสือเร็ว ทำให้มีเวลาอ่านเรื่องอื่น ๆ ได้เยอะ หรือบางทีก็เข้าไปในคอนเสิร์ตหรือร้านบาร์ที่มีดนตรีสด ได้คุยกับคนอื่น ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน

ถ้าใครมีเครื่อง PS4 หรือ XBOX One อยากมีจินตนาการ ลองหาเกมแนว RPG มาเล่นดู โดยเฉพาะ Final Fantasy XV ที่กำลังจะวางจำหน่ายในอีก 3 เดือนข้างหน้า

เราพยายามฟื้นจินตนการที่ขาดหายไป ให้กลับมาเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น เพราะจินตนาการ สำคัญกว่าความรู้ อย่างที่ Albert Einstein เคยกล่าวเอาไว้

ความจริง ไม่มีวันตาย แต่จินตนาการ ถ้าไม่เกิดขึ้น ความจริงก็ไม่เกิด

SHARE
Writer
Campzzz
Content Specialist
นักเขียนบทความเกี่ยวกับชิวิต และการเดินทางของคน ๆ หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ campzzz.com

Comments

Radiohead
2 years ago
เห้ยย มันใช่ มันโดนอ่ะ สุดยอดเลยคับ
Reply