หลังจากที่เธอมา  After-Yu (7 'ตอนจบ)

ยู...


ผมหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความมืดมิดอย่างยาวนาน พลางนึกถึงใบหน้าเด็กสาวคนนั้น บันทึกทางความทรงจำเกี่ยวกับเรือนร่างรวมถึงความสดใสร่าเริงบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอ ยังคงอยู่ภายใต้สมองของผมครบถ้วน

มวลอากาศเย็นยะเยือกของฤดูฝน กำลังอาบคลุมสิ่งต่างๆรอบข้างจนตกอยู่ในสภาวะหงอยเหงา ทว่าภายในร่างผมกลับร้อนระอุฟุ้งซ่านเกินจะควบคุมไหว

ผมคงเป็นบ้าถ้าไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง...

ผมเคลื่อนฝ่ามือสัมผัสกับท่อนเนื้อนุ่มอุ่นเบื้องล่าง มันห่อเหี่ยวแห้งแล้งมานานมากเกินไป แต่บัดนี้มันกำลังตื่นตัวตื่นใจเพราะใบหน้าจิ้มลิ้มไร้เดียงสาซึ่งกำลังปรากฏอยู่บนฝ้าเพดานห้องเป็นตัวเร่งเร้า

ผมทอดสายตามองดูมโนภาพนั้นด้วยความเลื่อนลอยไร้สติ รอยยิ้มเพ้อฝันของเด็กสาวคนนั้นกำลังทำให้ผมเผยยิ้มออกมาอย่างลืมเนื้อลืมตัว

ผมลูบท่อนเนื้อของตัวเองขึ้นลงไปตามจังหวะฝ่ามือของเด็กสาวที่กำลังลูบสัมผัสกิ่งก้านใบดอกไม้ดอกสวย ฝ่ามือน้อยๆที่กำลังค่อยๆหยิบดอกไม้ยกขึ้นออกจากห่อกระดาษ แล้วค่อยๆปักลงไปยังก้อนดูดซึมซับน้ำอย่างรู้หน้าที่ 

เหมือนว่าจะมีเพียงพัดลมบนเพดานห้อง และตัวผมเท่านั้นที่กำลังเห็นว่า ในวินาทีนี้ ผมกำลังกลายเป็นดอกไม้ในมือเธอ...

ผมช่วยตัวเองอย่างหนัก เพราะคิดถึงเด็กสาวคนนั้น แต่กลับมีอุปสรรคมากมายเหลือเกินสำหรับการเดินทางไปให้ถึงหยดสุดท้ายของความโหยหานั้น   เพราะคำพูดของเธอที่หวนกลับมาดังก้องอยู่ในหัวอันอื้ออึงของผม
 
‘ฉันจะไม่มีวันทำแบบนั้นกับคุณอีก  ไม่มีทาง!’

พระเจ้าช่วย เดี๋ยวก็แข็ง เดี๋ยวก็อ่อน และเดี๋ยวมันก็คงจะห่อเหี่ยวและแห้งแล้งลงในพริบตา มันจะอะไรกันหนาวะ!


เอาใหม่... ผมจะเริ่มต้นปลอบโยนความฟุ้งซ่านในกายใจใหม่อีกครั้ง

"โอ... ยู..."
   
เธอต้องฆ่าผมแน่ๆถ้าได้รู้ว่า ผมช่วยตัวเองอย่างหนักเพราะคิดถึงเธอ แต่...เธอไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วนี่นะ...

กริ๊ง...

ผมไม่สนใจสักนิดว่า กริ่งบ้ากริ่งบอมันจะดังเพราะใครกด เพราะผมกำลังใช้สมาธิอยู่กับการบำบัดความคิดถึงของตัวเอง

กริ๊ง...

ยู ผมคิดถึงคุณ...

กริ๊งงงงงงง...

‘ผมอยู่ที่ห้องตลอด คุณจะมาตอนไหนก็ได้ครับ เพียงแต่กรดกริ่งสามครั้ง ผมจะรู้เองว่าคุณมาถึง’
 

เหี้ย!!!

ผมพุ่งตัวไปที่ประตูห้องทั้งๆที่ตัวเองยังใส่กางเกงไม่ทันเสร็จดี รีบหรี่ตามองดูตรงช่องตาแมวถึงบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...

ยู!...
 
ผมพุ่งตัวกลับมาที่โซฟา กวาดสายตามองหาแมสปิดปากคู่กายอย่างรีบเร่ง ผมสบถใส่ตัวเองไม่ยั้งในเรื่องที่ว่า ผมเอาแมสปิดปากไปทิ้งไว้ที่ไหนกันวะ!

ผมพยายามหลับตาลำดับการกระทำของตัวเอง ใช่แล้ว! มันอยู่ตรงเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั่นเอง


กริ๊ก...

หลังจากที่ประตูถูกเปิดออก ก็เกิดความเงียบงันขึ้นระหว่างเราสองคนที่เอาแต่ยืนจ้องมองกันและกันผ่านสายตาเรียบนิ่ง ทว่าผมกลับรู้สึกได้ว่า ความเรียบนิ่งนั้นกำลังอาบเคลือบความรู้สึกโหยหาบางอย่างภายในกายใจของเราสองคนเอาไว้

“ทำไมคุณถึงไม่ใส่เสื้อ” เธอเอ่ยถามผ่านน้ำเสียงราบเรียบจนผมต้องย้อนมองตัวเอง...

“คือ... ผมเพิ่งอาบน้ำน่ะ” ผมตอบอย่างวางท่าที

“ขอฉันเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหม”

“เชิญครับ...”

หลังจากที่เราต่างเจรจาต่อกันเพียงน้อยนิดผ่านประโยคที่ไม่ค่อยจะเข้าร่องเข้ารอยเข้าเรื่องสักเท่าไร ผมก็พลันสังเกตเห็นว่า ยูได้หิ้วเอาถุงแอปเปิ้ลที่ผมตั้งใจซื้อเพื่อง้อเธอมาด้วย

เธอเดินไปที่โซฟา ค่อยๆวางมันเอาไว้บนโต๊ะข้างเครื่องเล่นแผ่นเสียง

“ดูเหมือนว่าคุณจะลืมมันไว้ที่...”

“ทำไมคุณถึงคิดว่าผมจะลืมทิ้งไว้ล่ะ” ผมตัดบท

“ไม่รู้ซิ” เธอสวนทันควัน

“เอาล่ะยู คุณจะโกรธผมไปอีกนานแค่ไหนกัน”

ผมเริ่มต้นการสนทนาอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเด็กสาวก็หยุดกระทำการต่างๆและเลือกที่จะหยุดยืนนิ่ง เธอค่อยๆหมุนตัวกลับมาจดจ้องมองผมซึ่งยังคงยืนอยู่ตรงหน้าประตู เราสองคนซึ่งยืนอยู่ห่างกันเกือบครึ่งห้องในตอนนี้ภายใต้สภาวะความกดดันที่ครอบคลุมไปถ้วนทั่วห้องหับอันแสนจะมืดหม่น

“ถามจริงเถอะนะ คุณแอบมองฉันมานานแค่ไหนแล้ว”

“ไม่เคย...”

“อย่ามาโกหก”

“ผมไม่ได้โกหก”

“แล้วนั่นอะไร” เธอชี้ไปที่กล้องดูดาวของผม

“ก็... กล้องดูดาวไง ผมชอบดูดาวมากเลยนะ” ผมตอบเธอนิ่งๆ พยายามระงับอาการสั่นประสาทภายในเอาไว้ ส่วนเธอก็เอาแต่ยิงคำถามกดดันผม และกำลังเดินไปยังกล้องดูดาวตัวนั้นพลางสำรวจมองมันใกล้ๆ

“คุณเป็นนักดูดาวงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงเป็นนักดูดาวที่อ่อนหัดสุดๆซีนะ ถึงได้กดกล้องลงต่ำไปที่มุมถนนด้านล่างแบบนั้น แล้วอีกอย่าง ดาวบ้านคุณมันอยู่บนพื้นดินหรือไงกัน” เธอพล่ามไม่หยุดจนผมรู้สึกหัวร้อน เธอยังคงแนบดวงตาเข้ากับตัวกล้องส่องดูภาพภายนอกไม่ยอมหยุด “ได้ข่าวว่าตรงนั้นมันเป็นตำแหน่งร้านคอฟฟี่ ช็อบที่อยู่ใกล้ๆร้านดอกไม้ของฉันไม่ใช่เหรอ แหม... ร้านนั้นฉันชอบเข้าไปนั่งดื่มอะไรต่อมิอะไรอยู่เป็นประจำเลยนะคะ คุณคงไม่รู้เลยซีนะไอ้เรื่องที่ว่านี้ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะฉันกำลังเล่าให้คุณฟังอยู่นี่ไงล่ะคะ”

“เอาล่ะยู ผมรู้ทุกอย่าง... ผมเห็นทุกอย่าง...” ผมยอมเธอแล้ว ยอมเธอจริงๆ...

“มันก็ต้องแน่อยู่แล้วล่ะ” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนผู้มีชัย

“ผมแพ้คุณแล้วยู ผมยอมรับแล้วว่า ผมโกหก”

“ใช่ คุณมันคนโกหก ตลกร้ายปลิ้นปล้อน คุณโกหกฉันมาตลอด แล้วฉันก็เกลียดการโกหกเป็นที่สุด!” เธอตะโกนใส่ผม แม้ว่าเธอจะยืนอยู่ไกลจากผมอยู่มาก แต่มันก็เหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะตะโกนใส่หน้าผมใกล้ๆไปหมาดๆ (เวลาที่ผู้ใหญ่โดนเด็กด่า มันเจ็บปวดอย่างนี้นี่เอง...)

“ผมขอโทษ” ผมก้มหน้ารับความผิด

“มันต้องเป็นฉันไม่ใช่เหรอที่ต้องพูดคำนั้น อย่างที่บอกไป ฉันเกือบจะกลายเป็นฆาตรกรฆ่าคุณเสียแล้ว รู้มั้ย... คุณทำให้ฉันรู้สึกผิดต่อตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัยเอาเสียเลย” เธอประชดไม่หยุด

“ผมขอโทษ...”

“คุณพูดคำอื่นไม่เป็นหรือไงกัน!”

“ผมเคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย”

“ว่าไงนะ...” เธอลดน้ำเสียงกราดเกรี้ยวลง

“วันนั้น วันที่ฝนตกหนักมากๆ ผมวางแผนอย่างดี คิดที่จะกินยาฆ่าตัวตาย ผมคิดไปว่าถ้าตัวเองจะดิ้นทุรนทุรายตายอยู่ในห้องนี้ มันก็คงไม่มีใครรู้ได้ อีกอย่าง เวลาที่ฝนตกหนักๆ ใครๆก็ต่างอยู่ในที่ของตัวเองด้วยกันทั้งนั้นนี่จริงมั้ย

“ผมยืนอยู่ตรงที่คุณยืน ยืนมองต้นกระบองเพชรที่ล้มตายหนีผมไปก่อนหน้า ผมบอกกับมันว่า เฮ้!พวก ทำไมพวกแกหนีฉันไปก่อนแบบนี้ล่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวฉันจะตามพวกแกไปนะ หึ ผมพิจารณาชีวิตลำบากลำบนที่ผ่านมาของตัวเอง คนขี้แพ้ แพ้ไปเสียทุกอย่าง คนอ่อนแอที่ต้องกรอกยาแก้แพ้ใส่ปากตัวเองทุกวัน พยุงชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ

“คุณคงไม่รู้ว่า ผมเจออากาศที่แปรปรวนไม่ค่อยได้ ผมแพ้มัน แพ้มากๆ ผมแพ้แม้กระทั่งเกสรดอกไม้ ผมไม่เคยมีโอกาสได้เชยชมดอกไม้สวยๆแบบที่มีอยู่ในร้านคุณอย่างใกล้ชิดเลยสักครั้ง ของสวยๆงามๆที่บางครั้งผู้ชายอย่างผมก็ต้องการที่อยากจะสัมผัสมันเพื่อบำรุงจิตใจ...” ผมจดจ้องมองเธอแน่วแน่ “ผมแพ้แม้กระทั่งกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน และเป็นผมเองที่ทำให้ใครอีกหลายๆคนพ่ายแพ้ต่อการใช้ชีวิตร่วมกันกับผม ผมสร้างความยากลำบากใจให้แก่พวกเขาทุกคน ให้แก่พวกเธอ...” เธอ...

“แต่หลังจากวันนั้น วันที่ผมได้เจอคุณ ผู้หญิงแปลกหน้าในชุดกันฝนสีใส เดินดุ่มๆสู้ฟ้าสู้ฝนเพียงเพื่อจะไปซื้อแอปเปิ้ลจากร้านฝั่งตรงข้าม วันนั้นผมมองดูการเคลื่อนไหวของคุณตาไม่กระพริบ มองดูคุณหยุดยืนอยู่บนเกาะกลางถนน ถือถุงของกินที่ตัวเองฝ่าฟันไปเอามาจนได้ มองดูคุณพาตัวเองเดินกลับมายังอีกฝั่ง ผมมองเห็นถึงความพยายามนั้น ผมนึกชื่นชมคุณอยู่ในใจ ไม่รู้ทำไมนะยู ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นคุณที่ฉุดดึงให้ผมหลุดออกจากภวังค์น่ากลัวที่ตัวเองเกือบพลาดที่จะทำ

“ในวินาทีนั้นผมหยุดคิดที่จะฆ่าตัวตาย ผมละลายยาในมือทิ้งไป ผมบอกตัวเองแบบดังๆเลยว่า ถ้านายตายไป นายจะไม่มีวันได้รู้เลยว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ซึ่งมันอาจจะเป็นเรื่องที่โชคดีสำหรับผมไม่ใช่เหรอ ถ้าคุณกลายเป็นใครสักคนที่ทำให้ชีวิตของผมไม่มืดหม่นอีกต่อไป...

“คุณ...”

“ยู... หลังจากที่คุณมา โรคของผมก็เปลี่ยนไป ผมกลายเป็นคนที่อยากจะเอาชนะความอ่อนแอของตัวเอง ไม่อยากเป็นคนขี้แพ้เพียงเพราะกลัวที่จะได้อยู่ใกล้ชิดคุณ”

“คุณคะ...” เธอเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุดเหมือนเพิ่งจะเข้าใจอะไรบางอย่างกระจ่างแจ้ง

“อันที่จริงผมไม่อยากเป็นคนขี้แพ้อีกต่อไปแล้วล่ะยู แต่คุณรู้มั้ยว่า ถึงตอนนี้ทุกอย่างมันกลับตาลปัตร เพราะดูเหมือนว่าคุณกำลังทำให้ผมได้รู้ และยอมรับความเป็นจริงในข้อที่ว่า ตัวผมคงไม่เหมาะที่จะอยู่ในชีวิตของใคร มันคงเป็นเรื่องเลวร้ายน่าดูถ้าผมจะต้องกลายเป็นตัวสร้างความลำบากให้แก่การใช้ชีวิตของพวกเธอ และนั่นละ คือความเป็นจริงที่เตือนให้ผมได้รู้...อีกครั้ง”

“คุณ...หมายความว่าไง” เธอเอ่ยถามผมอย่างงุนงน ผมนิ่งเงียบ

“คุณ... คุณชอบฉันไม่ใช่เหรอ ใช่มั้ยคะ คุณชอบฉันนี่”

“เราสองคนอยู่ในจุดที่เป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้หรอกยู”

“ทำไม...” น้ำเสียงเธอสั่นไหว

“แค่ผมจะจูบคุณ มันยังกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยยู...” ริมฝีปากของผมสั่นระริก แต่เธอไม่มีทางได้เห็นมัน

“ไม่นะ...” เธอดูสับสน

“คุณรักดอกไม้เท่าชีวิต แต่ผมอาจเสียชีวิตถ้าได้อยู่ใกล้มัน”

“ไม่นะ...” เธอกำลังเดินเข้ามาใกล้ตัวผม จนผมมองเห็นแววตาสั่นไหวของเธอ

“อย่าเข้ามา” ผมห้ามเธอ

“หยุดทำเหมือนว่าคุณรังเกียจฉันสักทีได้มั้ย ฉันไม่ใช่ตัวเชื้อโรคนะ!” เธอปล่อยโฮออกมา ผมทำได้เพียงแค่กัดฟันนิ่งเงียบ

“ผมไม่เคยรังเกียจคุณเลยยู แต่ผมแพ้คุณ แพ้มากๆเสียด้วย” ผมพยายามบอกเธอ

“คุณยังเด็ก ยังสามารถมีอนาคตที่สดใสกับใครสักคนที่พร้อมกว่าผมได้ ผมโตกว่าคุณ แก่กว่า และอ่อนแอ เราไม่เหมาะกันหรอก”

“ฉันไม่ฟังคำพูดของคุณหรอก” เธอย้อน

“อย่าทำตัวไม่น่ารักสิยู คุณอย่าลืมสิว่า เด็กน่ะควรระมัดระวังกิริยามารยาทเวลาที่ต้องอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ คุณอย่าทำตัวปีนเกลียวกับผมนักเลย ในฐานะที่คุณยังเป็นเด็ก และผมเป็นผู้ใหญ่ บางทีคุณควรระวังคำพูดของตัวเองเอาไว้เสียบ้าง”

ผมวางอำนาจ ผ่านน้ำเสียง และวางมาดนิ่งขรึมใส่เธอ ส่วนเธอก็เอาแต่ยืนจ้องหน้าผมนิ่งๆทั้งน้ำตา เธอจดจ้องผมอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่จา พยายามกักเก็บลมหายใจสะอื้นไห้ของตัวเองเอาไว้อย่างแข็งแกร่ง แล้วค่อยๆเดินหลีกผมไปทางห้องน้ำ

เธอปิดประตูดังปังหายเข้าไปในห้องน้ำ จนผมได้ยินเสียงน้ำไหล ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ที่ดังสะท้อนออกมา เสียงเหล่านั้นทำให้ผมเกิดความเครียด และเจ็บปวดสะท้อนลึกลงสู่รากหัวใจ เพราะผมกำลังทำให้ใครคนหนึ่งต้องเจ็บปวด รวมถึงตัวผมเอง


ผมพาตัวเองมานั่งลงตรงโซฟา มองดูสายฝนที่ไหลเป็นสายตรงหน้าต่าง น้ำฝนพวกนั้นทำให้ผมเห็นภาพสะท้อนหยดน้ำตาของเด็กสาวคนนั้นที่ผมรัก

ผมกุมขมับตัวเองนั่งก้มหน้ามองดูปลายเท้าของตัวเองอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนาน จนเมื่อมีปลายเท้าเปียกชื้นของใครคนหนึ่งเข้ามาปรากฏอยู่ในรัศมีสายตาของตัวเอง...

ผมจดจ้องปลายเท้าสีขาวซึ่งเปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำ ค่อยๆเงยหน้าเคลื่อนสายตาไล่มองเรือนร่างตรงหน้าทีละส่วน ทีละส่วน...

ปลายเท้าเปียกชื้น ขาอ่อนนวลสวยทั้งสองข้างก็ดูเปียกชื้น โคนขาเปลือยเปล่านั่นก็ด้วย ร่องกลางหว่างขาที่เป็นเส้นยาวขึ้นไปยังใจกลางพีระมิดหัวคว่ำ แนวพีระมิดที่มีทะเลทรายสีดำปกคลุมไปทั่ว เหนือทะเลทรายสีดำขึ้นไปมีเนินหน้าท้องนวลสวยปรากฏ และเหนือขึ้นไปนั้นยังมีภูเขาสองลูกที่ดูอวบอิ่มได้รูปคล้ายภูเขาวัยแรกสาว ตรงยอดภูเขาทั้งสองนั้นมีดอกไม้สีชมพูอ่อนประดับอยู่ และเหนือขึ้นไปนั้นมีใบหน้าของนางฟ้าตัวน้อยที่ผมรักใคร่

เรือนร่างยูเปลือยเปล่า และเปียกชื้นตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอดูชุ่มฉ่ำและสะอาดสะอ้านบริสุทธิ์ไปถ้วนทั่วทุกอณู...

"คุณบอกว่า ฉันปีนเกลียวคุณงั้นหรือ เพียงเพราะคุณโตกว่าฉันแล้วจะมาทำเป็นพูดอย่างนั้นอย่างนี้ให้ดูเหนือกว่าฉัน มันไม่ตลกไปหน่อยหรือ คุณมันจะโตได้สักแค่ไหนกัน แค่ไหนกันที่จะทำให้คนอย่างฉันยอมอยู่ต่ำกว่าคุณ คิดหรือว่าฉันจะยอมให้เป็นอย่างนั้น บางทีคุณควรรู้เอาไว้บ้างนะว่า เรื่องปีนเกลียวเป็นเรื่องที่ฉันชอบทำมากแค่ไหน..."

เธอดันร่างผมให้นอนลงบนโซฟา เธอล้มทับร่างผมตามมา กระซิบบอกผมเบาๆอย่างยั่วเย้าในทำนองที่ว่า

“ยู...” ผม...

“คุณยังคิดอยู่อีกหรือเปล่าว่า เราไม่ควรอยู่ในจุดๆนี้ จุดที่ใกล้สู่การเป็นหนึ่งเดียวกัน คุณยังคิดอยู่อีกหรือเปล่าว่า การที่เราจะจูบกันมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้...”

เธอเอ่ยถามผม พลันค่อยๆถอดแมสปิดปากออกอย่างเชื่องช้า ผมหลับตาเหมือนคนประสาทเสีย และนึกกลัวอย่างที่สุดว่า ตัวเองจะตายลงต่อหน้าเธอเพราะพิษของเกสรดอกไม้บนกายเธอ ทว่ามันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น เพราะในวินาทีนี้ ผมสามารถหายใจได้อย่างสะดวกโดยไม่เกิดความรู้สึกถึงอาการแพ้ใดๆทั้งสิ้น

เด็กสาวยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจเมื่อมีโอกาสได้เห็นใบหน้าของผมเป็นครั้งแรก เธอดูพอใจมากจริงๆผ่านแววตาเป็นประกายและรอยยิ้มยั่วยวนใจนั้น (นี่เธอกำลังหลงเสน่ห์ความหล่อเหลาของผมอยู่หรือไรกันนะ...)

“ในที่สุดฉันก็ได้เห็นหน้าคุณ” เธอกัดริมฝีปากล่างดูหมั่นเขี้ยว

“ผมหล่อกว่าที่คุณคิดใช่ไหมล่ะ” ผมย้อนอย่างมั่นใจจนเธอหัวเราะคิกคัก และผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าในมือข้างขวาของเธอนั้นถือผลแอปเปิ้ลเอาไว้อยู่

“ฉันรู้นะว่า คุณชอบมองเวลาที่ฉันกินแอปเปิ้ล...” เธอยิ้มน้อยๆ พลางกัดแอปเปิ้ลเข้าเต็มคำ

“ใช่...ผมชอบมาก” ผมหายใจไม่เป็นจังหวะ ตอบเธอตามความจริงจนเธอยิ้มหวานชอบใจ รอยยิ้มของเธอช่าง... (ผมจะคลั่งตายอยู่แล้วที่รัก!...)


“ฉันจะทำให้ผู้ใหญ่อย่างคุณได้รู้ว่า รสชาติแอปเปิ้ลในปากเด็กๆมันจะหวานฉ่ำสักแค่ไหน” 



ยู ได้กลายเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับรสหวานฉ่ำที่เราต่างสรรค์สร้างและมอบให้แก่กันและกัน จนเมื่อรสหวานหยดสุดท้ายมาถึง เธอจึงทำให้ผมได้รับรู้อย่างจริงแท้แล้วว่า ผมนั้นสามารถรดน้ำและดูแลดอกไม้ดอกงามที่ผมรักอย่างที่สุดในหัวใจได้ด้วยตัวของผมเอง...

 
แรกๆนั้นผมจะปฏิเสธยู ด้วยการไม่ให้เธออยู่ใกล้ตัวผมมากจนเกินไป เพราะตัวเธอนั้นจะอบอวลไปด้วยละอองเกสรดอกไม้นานาชนิด ซึ่ง...ผมแพ้เกสรพวกนั้นมากแค่ไหนผมย่อมรู้ตัวดี แต่พักหลังๆ ดูเหมือนว่าเธอจะรู้ตัวดีกว่าผมในเรื่องที่ว่า ถ้าหากเธออยากเข้ามาอยู่ภายใต้อ้อมกอดของผม (ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องการให้เป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ) การชำระล้างร่างกายตัวเองให้สะอาดหมดจดแล้วเปลือยร่างให้ล่อนจ้อนไปเสีย คือสิ่งที่เธอควรทำ...
 
SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments

Sunflower38
3 years ago
แอ้ววว น้องยู ;////; 
Reply