เสียงเดินทางช้ากว่าแสง แต่มันก็มาถึงเสมอ
เธอคนนั้นในห้องปิดตาย
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง
ท้องฟ้าสีฟ้าสดที่มีเมฆจางๆ ประปราย
แสงแดดจ้าสะท้อนจากหน้าต่างของบ้านข้างๆ
เธอที่ยังนั่งเขียนงานอยู่ในห้องที่ปิดตาย

ตั้งแต่มีโทรศัพท์มือถือที่ตั้งปลุกได้
เธอไม่เคยซื้อนาฬิกาตั้งโต๊ะหรือติดผนังห้องอีกเลย
ตั้งแต่มีคอมพิวเตอร์ที่พิมพ์งานได้
เธอไม่เคยซื้อสมุดสวยๆ สำหรับจดบันทึกอีกเลย

เธอนั่งพิมพ์งานที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเดิม
อากาศนิ่งของฤดูร้อนที่ไม่มีแม้แต่ลมพัด
ถ้ามีกาแฟเย็นสักแก้วคงจะดี เธอคิด
เธอยังคงนั่งพิมพ์งานในห้องที่ปิดตาย

เสียงข้อความจากมือถือดังขึ้นเป็นระยะ
หากแต่เธอที่ใส่หูฟังอยู่ไม่ได้ยินมัน
เสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ข้างหัวเตียง
หากแต่เธอที่ใส่หูฟังอยู่ไม่ได้ยินมัน

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเมฆเทาระบายเต็มพื้นที่
แสงไฟหรี่ๆ จากหน้าต่างของบ้านข้างๆ 
เธอที่ยังนั่งเขียนงานอยู่ในห้องที่ปิดตาย

สิ่งหนึ่งทำให้เธอต้องหยุดพิมพ์
แสงแวบข้างนอกหน้าต่างนั้นมันคือ ฟ้าแลบ
เธอรีบถอดหูฟังออกด้วยความตื่นเต้น
"ครืน ครืน" 

เสียงฟ้าร้องที่ไม่ได้ยินมานาน
เสียงที่เดินทางช้ากว่าแสงเสมอ
เสียงที่ทำให้เธอไม่รู้สึกว่าเดียวดาย
เสียงที่ทำให้รู้ว่าโลกภายนอกยังไม่หยุดหมุน

เขาคนนั้นในทุ่งกว้าง
เขามองเข้าไปที่หน้าต่างบานเดิม
ผนังห้องสีฟ้าสดที่มีคราบน้ำหยดจางๆ
เงามืดจากเจ้าของห้องที่ไม่เคลื่อนไหว
เขาที่ยังยืนอยู่ในทุ่งหญ้าที่โล่งกว้าง

ตั้งแต่มีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปได้
เขาไม่เคยซื้อกล้องถ่ายรูปอีกเลย
ตั้งแต่มีแทเบล็ตที่วาดรูปได้
เขาไม่เคยซื้อสมุดสำหรับวาดรูปอีกเลย

เขานั่งวาดรูปที่กลางทุ่งกว้างที่เดิม
อากาศนิ่งของฤดูร้อนที่ไม่มีแม้แต่ลมพัด
ถ้ามีโค้กเย็นๆ สักกระป๋องคงจะดี เขาคิด
เขายังคงนั่งวาดรูปในทุ่งกว้าง

เสียงข้อความจากมือถือดังขึ้นเป็นระยะ
หากแต่เขาที่ใส่หูฟังอยู่ไม่ได้ยินมัน
เสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋า
หากแต่เขาที่ใส่หูฟังอยู่ไม่ได้ยินมัน

เขามองเข้าไปที่หน้าต่างบานเดิม
แสงไฟสลัวในห้องส่องให้เห็นเงาเจ้าของห้อง
เงาของผู้หญิงคนนั้นยังคงอยู่นิ่ง 
เขาที่ยังนั่งวาดรูปในทุ่งกว้าง

สิ่งหนึ่งทำให้เขาต้องหยุดวาด
แสงแวบจากท้องฟ้านั่นมันคือ ฟ้าแลบ
เขารีบถอดหูฟังออกด้วยความตื่นเต้น
"ครืน ครืน"

เสียงฟ้าร้องที่ไม่ได้ยินมานาน
เสียงที่เดินทางช้ากว่าแสงเสมอ
เสียงที่ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าเดียวดาย
เสียงที่ทำให้รู้ว่าโลกภายนอกยังไม่หยุดหมุน

การเดินทางของเสียงระหว่างเธอกับเขา
เธอเหลือบมองโทรศัพท์ที่หยุดนิ่ง
เธอกดไปยังเบอร์ที่โทรมา
"เมื่อกี้คุณได้ยินใช่มั้ย?"
"อืม ผมได้ยินชัด"

เขาตอบโทรศัพท์ด้วยความตื่นเต้น
เขาเก็บแทเบล็ตใส่กระเป๋า
"เมื่อกี้คุณได้ยินเหมือนกันใช่มั้ย?"
"อืม ที่จริงฉันรอฟังอยู่"

เธอหยุดพิมพ์งานแล้วเดินไปยังหน้าต่าง
เขาหยุดวาดรูปแล้วเดินตัดทุ่งกว้าง
"นี่คุณเสียงเดินทางช้ากว่าแสงใช่มั้ย?"
"คิดว่าอย่างนั้นนะ"

เขาหยิบแทเบล็ตออกมาจากกระเป๋า
เธอมองไปยังชายที่ยืนอยู่กลางทุ่งกว้าง
แสงจากจอแทเบล็ตตัดกับความมืดของยามพลบค่ำ
เธอได้ยินเสียงของชายหนุ่มตะโกนตามมา

"แต่งงานกับผมนะ!" 
เธอยังคงจ้องมองที่ชายคนนั้น
"อืม ที่จริงฉันรอฟังอยู่"
เขาวิ่งตัดทุ่งกว้างไปยังบ้านหลังเก่า

เสียงตะโกนของเขาก็เหมือนเสียงฟ้าร้องสำหรับเธอ
เธอรอฟังมันอย่างตั้งใจทุกครั้ง
ไม่ต่างกับการรอฟังเสียงฟ้าร้องหลังฟ้าแลบ
เสียงของเขาคนที่ทำให้เธอไม่รู้สึกเดียวดาย

แทเบล็ตของเขายังคงสว่างด้วยแสงที่เขาปรับไว้จนสุด
มันคือรูปของดอกคาเมเลียสีขาว
ความหมายของมันคือ "การรอคอย"
เธอคนที่ทำให้เขารู้ว่าโลกภายนอกยังไม่หยุดหมุน

เธอเดินเข้ามาหาเขาด้วยใบหน้าอาบน้ำตา
เขาเดินเข้ามาหาเธอพร้อมกล่องไม้ในมือ
เขาหยิบแหวนสีเงินออกมาจากกล่อง
เธอยื่นมือข้างซ้ายให้เขาด้วยความดีใจ

"ฉันรู้ว่าเสียงเดินทางช้ากว่าแสง แต่ยังไงคุณก็ต้องมา"
"ขอบคุณนะที่เข้าใจผมมาตลอด"
"คุณก็เหมือนเสียงฟ้าร้องนั่นล่ะนะ"
"คุณก็คือดอกคาเมเลียของผม"

เสียงฟ้าร้องที่ไม่ได้ยินมานาน
(เธอหย่ากับสามีเก่าได้สามปีแล้ว)
เสียงที่เดินทางช้ากว่าแสงเสมอ
(เขาที่พลาดโอกาสไปเมื่อสามปีก่อน)
เสียงที่ทำให้เธอไม่รู้สึกว่าเดียวดาย
(เธอยังคงรักเขาอยู่เสมอ)
เสียงที่ทำให้รู้ว่าโลกภายนอกยังไม่หยุดหมุน
(เสียงของเธอทำให้เขาอยากใช้ชีวิตต่อในวันพรุ่งนี้)

ปล. แรงบันดาลใจจากเสียงฟ้าร้องวันนี้ อากาศแปรปรวนเหลือเกิน ชอบนะเวลาที่เดาว่าเสียงฟ้าร้องจะมาถึงเมื่อไหร่หลังจากฟ้าแลบไปแล้ว คุณผู้อ่านเคยเป็นเหมือนกันไหมคะ? 

SHARE
Written in this book
แค่เรื่องธรรมดาที่เป็นธรรมชาติ
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เก็บมาผสมกับจินตนาการ เรื่องธรรมดาที่เรามองข้ามแต่กลับทำให้เราอมยิ้มหรือร้องไห้ได้อย่างไม่รู้ตัว
Writer
bearfoot
human
I am a passionate traveller...and there is nothing to regret.

Comments