เมื่อผมเขียนบล็อกตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ
ผมเคยมีบล็อกอยู่อันหนึ่ง เป็นบล็อกพาเข้าไปดูงานอีเวนท์ ทั้งกลางวัน และกลางคืน (ส่วนใหญ่จะเน้นกลางคืน) เมื่อก่อนเขียนเป็นภาษาไทย แต่อยู่ ๆ เปลี่ยนใจมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ โดยพื้นฐานของผม ช่วงแรก ๆ ผมพอรู้ภาษาอังกฤษอยู่บ้าง จากการเรียนช่วง ม.ปลาย หลังจากนั้นก็ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยอีกเลยเนื่องจากสาขาที่ผมเรียน เป็นสาขาศิลปะ ช่วงเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก และเป็นคนที่ชอบอ่านบล็อกอยู่แล้ว เลยอยากทำบล็อกเป็นภาษาอังกฤษดู

แรก ๆ ผมหยิบใช้คำง่าย ๆ มาเรียงประโยค ส่วนใหญ่เหตุการณ์ที่ผมเขียนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น กริยาที่ใช้ ต้องเป็นกริยาช่องที่ 2 ซะส่วนใหญ่ โดยสำนวนการเขียน ผมศึกษามาจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่วางจำหน่ายในร้านคิโนคุนิยะ ที่สยามพารากอน แน่นอนว่า ทุก ๆ เย็นหลังเลิกเรียนมหาวิทยาลัย ผมจะมาแวะที่ร้านคิโนคุนิยะเป็นประจำ มีหนังสือมากมายหลายชนิด ช่วงที่ผมเรียนอยู่ เริ่มมีหนังสือแนวพัฒนาตัวเองวางจำหน่ายมากขึ้น แต่ผมยังไม่สนใจหนังสือแนวนั้นเท่าที่ควร ที่สนใจคือ นักเขียนต่างประเทศเค้าใช้คำแบบไหน

ผมอ่าน... ผมพูดกับตัวเองว่า "คำนี้แปลว่าอะไรเนี่ย..."

แต่ละคำที่เขียน ใช้คำยาก ๆ ทั้งนั้น มันเป็นคำที่ผมไม่เคยเจอในชีวิตประจำวัน ไม่เคยเจอในชั่วโมงเรียนเลยด้วยซ้ำ เป็นคำที่ไม่เคยเจอมาก่อน โชคดีที่เดี๋ยวนี้เวลาหาคำศัพท์ที่ไม่รู้ เข้า Google พิมพ์ "(คำภาษาอังกฤษที่เราไม่รู้) แปลว่า" เช่น "consciousness แปลว่า" หรือ "anthology แปลว่า" 

ดูเหมือนว่า Google เค้ารู้ว่าเรากำลังหาคำแปล ก็เลยโชว์คำแปลจาก Google Translate ของตัวเอง แต่ขอโทษ ที่ Google แปล มันผิด! เราเชื่อคำจาก Dict Longdo มากที่สุด เพราะมีความหมายเยอะแยะเต็มไปหมด (แต่ถึงอย่างไร ผมยังแนะนำให้หาจาก Dictionary จริงๆ จะดีที่สุด)

เราใช้เวลาฝึกเขียนบความภาษาอังกฤษนานมาก ประมาณ 8 เดือนกว่าจะเขียนได้คล่องเหมือนช่วงเวลานี้ แล้วด้วยความอุตสาหะของผมเอง ทำให้ 1 ปีผ่านไป ผมเขียนบทความภาษาอังกฤษได้คล่องกว่าเดิม ทีนี้ผมฝึกอย่างอื่นเกี่ยวกับภาษาอังกฤษไปด้วย อย่างเช่น ทักษะการพูด การฟัง ก็เปิดดู YouTube ไปเรื่อย ๆ  ฝึกฟังว่าเค้าพูดว่าอะไร

แต่บล็อกภาษาอังกฤษที่ผมเขียน ชาวต่างชาติเข้ามาอ่านกัน แม้จะไม่เยอะมาก แต่ก็ดีที่มีคนอ่านเนื้อหาของเรา รู้สึกดีใจมาก อยากจะกระโดดด้วยความดีใจ แต่น่าเสียดาย บ้านผมเตี้ย ฮ่า ๆๆ

และแล้วก็เริ่มเขียนบล็อกภาษาไทย

ด้วยความที่ฝรั่งเข้ามาอ่านกันบ่อย ผมเลยมีแนวคิดสร้างบล็อกของตัวเองอันใหม่ แต่เปลี่ยนจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เป็นบล็อกเล่าเรื่องที่เราไปงานอีเวนท์ต่าง ๆ มีการพูดคุยกับคนนู้นคนนี้ แล้วก็บันทึกลงไปในบล็อก อาจจะปรับบทสนทนาให้ดูแล้วตื่นเต้น โผงผางบ้างเป็นบางที ช่วงแรก ๆ ที่เปิดบล็อกภาษาไทย ผมรู้สึกสนุกมาก และตัดสินใจซื้อโดเมนเนม .com ในทันที ทำให้บล็อกภาษาไทยของผมดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น ไม่ใช่บล็อกของ User ทั่วไป 

อีกอย่าง ผมเป็นคนที่ชอบเขียนเรื่องแต่ละเรื่องยาวมาก ๆ มากพอ ๆ กับการเขียนนิยายในแต่ละตอนอยู่แล้วด้วย ในบทความที่ผมเขียน มันยาว แต่อ่านแล้วติดต่อกันเรื่อย ๆ บทความของผมมีบทพูดแทรกเข้าไป แต่บางบทความที่ Timeline ยาวมาก ก็ต้องตัดบทพูดออกไป พูดเฉพาะองค์รวมเท่านั้น ที่จำได้ตอนนั้น เราเขียนบทความที่ผมเข้าไปงาน DJ Soda ที่จัดที่ Safe House ไนท์คลับย่านทองหล่อที่ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว รู้สึกว่า ผมใช้เวลาเขียนนานมาก ประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะบทพูดมีเยอะแยะเต็มไปหมด บางบทพูดที่เขียน ก็แต่งขึ้นมาเองเหมือนเป็นนิยาย ดูแล้วสนุกดี เราสามารถแต่งเติมบทพูดได้ตามใจชอบ ไม่มีอะไรมาปิดกั้นจินตนาการได้ เรารู้สึกดีที่ได้เขียน

จนเราตั้งใจทำบล็อกภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษ

จำได้ว่า ผมทิ้งบล็อกภาษาอังกฤษไปเลย ทิ้งแบบไม่เห็นค่า นาน ๆ ที จะแปลจากบล็อกภาษาไทยอีกทีหนึ่ง แล้วไม่คิดจะปัดฝุ่นด้วยซ้ำ

โอเค ตอนนี้บทความเล่าเรื่องที่เจอดีเจโซดาเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วผมก็โพสต์ ปรากฎว่า คนเข้ามาดูเยอะแยะเต็มไปหมด รู้สึกเป็นก้าวแรกที่ดี

จากนั้น ผมเดินทางไปงาน Auto Salon ซึ่งเป็นงานรถที่ฮอตมากพอ ๆ กับงาน Motor Show โดยเฉพาะช่วงล้างรถที่เอาคนญี่ปุ่นมาล้างโชว์ สวย เซ็กซี่เวอร์ ๆ (แต่คนญี่ปุ่นเองก็งง นี่ฉันสวยตรงไหน สาวไทยสวยกว่าเยอะ) เราก็ถ่ายภาพพวกพริตตี้ แล้วมีบทพูด หลาย ๆ คนก็น่ารักดี

แต่หารู้ไม่ว่า ปัญหาเริ่มเกิดแล้ว

ผมยังไม่รู้ตัว... จากนั้น ผมก็เที่ยวงานอีเวนท์กลางคืนต่อ งานที่สาวสวยเยอะ ๆ และแนะนำสถานที่เด็ด ๆ ภาษาที่ผมใช้เป็นภาษาที่ตรง ๆ เหมือนพูดทั่วไป ไม่มีคำหยาบ แต่คำที่เขียนค่อนข้างตรงมาก งานเขียนส่วนใหญ่ ผมเขียนมาจากการเที่ยวที่แต่ละที่ บางทีก็มีรีวิวร้านอาหารบ้างพอหอมปากหอมคอ เราพยายามทำเหมือนบล็อกเกอร์ดัง ๆ ในเมืองไทยคนหนึ่ง 

บางคนคิดว่า เที่ยวอะไรเยอะแยะ ไร้สาระ แต่ผมคิดว่า บล็อกเกอร์เที่ยวกลางคืน มันยังไม่มีเป็นเรื่องเป็นราว และเราตั้งเป้าหมายว่าเราจะทำเป็นคนแรก จะเป็นบล็อกเกอร์ Nightlife คนอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย

สุดท้าย หายนะก็เกิดขึ้น

นอกจากทำอีเวนท์เที่ยวกลางคืนแล้ว เราเขียนอีเวนท์ตอนกลางวันด้วย และเป็นตากล้องรับจ้าง หลาย ๆ อีเวนท์มักมีพริตตี้อยู่ในงาน เราก็ถ่ายรูปพริตตี้ แล้วบอกชื่อพริตตี้ทุกคน ก็เป็นเรื่องดี พริตตี้บ้างคนเค้าก็ขอบคุณเราที่เราเขียนบทความแนะนำอีเวนท์และมีเธออยู่ในบทความ ซึ่งปัจจุบัน พริตตี้คนดังกล่าวกลายเป็นนางแบบเต็มตัวในที่สุด (ขออุบชื่อนะครับ)

ในขณะเดียวกัน เมื่อมีคนชอบ ก็ต้องมีคนไม่ชอบ มีพริตตี้อยู่คนหนึ่งไม่พอใจที่เราถ่ายรูปเธอแล้วเขียนในบทความ เธอมีผู้ติดตามอยู่หลายคน เธอสั่งให้แชร์บล็อกของผมเยอะ ๆ แล้วเข้าไปถล่มบล็อกของผมด้วยการด่ากราด ผมมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อผมกลับจากต่างจังหวัดแล้วเดินทางเข้ามาบุญครองเพื่อซื้อ Kontrolfreek ผมเปิดดูแอพบล็อกของผม ปรากฎว่า คนที่เข้ามาดู มีจำนวน 3,000 กว่าคนในเวลา 1 ชั่วโมง เป็นเรื่องผิดปกติอย่างร้ายแรง

และมีบางคนเข้าไปเม้นในเพจของบล็อกผม นั่นแหละครับ ผมรู้แล้วว่า มาจากการแชร์ต่อและว่าบล็อกเราเสีย ๆ หาย ๆ 

ผมไม่มีเรื่องอะไรต้องพูด เพราะผมไม่มีเพื่อนมาคอยสู้ ผมยอมแพ้ ปิดบล็อก ๆ นั้นทันที และไม่มีการพูดอะไรทั้งสิ้น และปิดบล็อกภาษาอังกฤษด้วย ที่ทำได้ตอนนี้คือ ทำให้ตัวเราไม่มีตัวตนในโลกไซเบอร์ ผมปิดการติดต่อทั้งหมด ทั้ง Facebook YouTube บล็อกของผม ผมหายตัวในโลกอินเตอร์เน็ตประมาณ 1 เดือนเต็ม ๆ 

เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ผมเรียนรู้อีกว่า "อย่าโพสต์ชื่อบุคคลผู้อื่นในบทความตัวเอง" ถ้าบทความผมเราไม่ได้บอกชื่อคน ๆ นั้น คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

เราเสียใจมาก เงินเกือบ 700 บาทที่เราจ่ายค่าโดเมนต้องเสียไปเปล่า ๆ จนกระทั่ง มีคำ ๆ หนึ่งปรากฎในใจผมขึ้นมา
ล้มแล้วลุก
ผมคิดว่า ต้องสู้ต่อไป ส่วนบล็อกเก่าที่ผมปิดตัวลงไป ผมเลือกที่จะปิดไปอย่างนั้นไปตลอดกาล ไม่ต้องเปิดอีกตลอดไป มันคือความผิดพลาดของเราเอง

เริ่มต้นใหม่...กลับมาเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษเหมือนเดิม
ผมเปิดบล็อกใหม่ เริ่มตั้งแต่ศูนย์ ชื่อบล็อกไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชื่อเก่า ส่วนแนวการเขียน ก็เหมือนเดิม คือเน้นงานอีเวนท์ โดยเฉพาะกลางคืน หากมีพริตตี้ เราจะโพสต์รูปพริตตี้ที่เรารู้จักเป็นการส่วนตัวเท่านั้น และไม่มีการแปะชื่อ แต่จะไม่โพสต์เยอะเหมือนบล็อกที่แล้วมา

โชคดีที่บล็อกที่เราเขียนเป็นบล็อก Wordpress แล้วตัวอักษรภาษาอังกฤษของ Wordpress ทำออกมาได้สวยมาก (ลองพิมพ์เป็นภาษาไทยสิ ฟอนต์ Tahoma โผล่มาทันที) ผมเลยรู้สึกว่า เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ แล้วตอนนั้น ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของผมเข้าขั้นมาตรฐานแล้ว คือสามารถคิดเป็นคำภาษาอังกฤษได้เลย ทำให้เราเลือกใช้ภาษาอังกฤษตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่อย่าพูดถึงคนดูเลย ไม่มีหรอก สาเหตุหลัก ๆ คือ บล็อกใหม่ เรายังไม่จดโดเมนเนม บล็อกที่ไม่จดโดเมนเนมจะมีปัญหาในการ Search ใน Google ครับ คือจะไม่ขึ้นหน้า 1 ให้ ก็เลยเก็บเงินซื้อโดเมนเนมใหม่ในภายหลัง

ในช่วงที่บล็อกของผมอันเก่าหายไป รู้สึกว่า มีบางคน เค้าสงสัยว่าเราหายไปไหน

พริตตี้คนนั้น... ที่สงสัย

ในงาน 3K Unlimited Power ที่จัดที่ลานหน้า Central World เราพร้อมที่จะเก็บข้อมูลอีเวนท์นี้อีกครั้งหลังจากที่ผมหายตัวไปเกือบ 1 เดือน การกลับมาของผมในวันนั้น ผมรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ อยู่บ้าง กลัวเจอพริตตี้บางคน แต่ผมพยายามคิด อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดก็เดินหน้าต่อไป

วันนั้นฝนตกปอย ๆ แต่ตกไม่เยอะมากเท่าไร พอฝนหยุดตก พริตตี้ของ 3K ก็ประจำที่เหมือนเดิม คอยต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาเล่นเกมลุ้นรับของพรีเมี่ยม เกมนั้นคงเป็นเกมเตะลูกฟุตบอลเข้าวงกลมมั้ง จำได้ลาง ๆ ผมเฝ้าดูปฎิกิริยาของพริตตี้ในงานนี้นานพอสมควร จนกระทั่ง ผมคิดว่า งานนี้ ปลอดภัยแน่นอน 100%

แต่...

"พี่คะ... เล่นเกมกับหนูไหมคะ ได้ของรางวัลน้า..." อยู่ ๆ มีพริตตี้แต่งชุดสไตล์เชียร์ลีดเดอร์เข้ามาหาผมแบบถึงเนื้อถึงตัว ทำเอาตกใจเลย อย่างกะหนังผี

"ไม่ครับ" เป็นผม ผมก็งง ๆ และปฏิเสธไปก่อน คือนางเค้าแรง!!!! จากนั้น พริตตี้คนนั้นก็สนใจคนอื่นต่อไป

ณ ตอนนี้ ผมสนใจรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดเรียงรายอยู่ภายในงาน งาน 3K Unlimited Power รถมอเตอร์ไซค์แต่ละคันแต่งซะสวยเลย จะดีมาก ถ้าไม่มียามอยู่ด้านหน้างานให้เราลงชื่อผู้เข้างาน เพราะผมเข้าออกงานบ่อย เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก

จนกระทั่ง พริตตี้ที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เค้าประจำที่แล้ว ขอสมมติชื่อว่าเป็น "น้องออย" จะดีกว่าเรียกชื่อเล่นจริง ๆ ของเค้า (กลัวเหมือนบล็อกเก่า)

"หวัดดีค่ะ" เพียงแค่ผมเดินเข้าใกล้เธอ เธอก็กล่าวสวัสดีผมซะแล้ว ผมมองหน้าเธอ ยังงง ๆ อยู่ว่าใครกันน้า อ้อ... น้องออยนี่เอง

"สวัสดีครับ" ผมตกใจมากที่นาน ๆ ทีจะมีพริตตี้หวัดดีเรา เพราะผมไม่ใช่ตากล้องเหมือนสมัยก่อนแล้ว ที่มีก็ มือถือราคาไม่ถึง 5,000 บาท และกล้องเห่ย ๆ ในใจผมมีแต่อยากจะถ่ายรูปกับเธออย่างเดียว ก็เลยบอกเธอไปว่า "มาถ่ายรูปกัน"

โชคดีที่น้องออยไม่ได้เป็นพริตตี้ดังอะไรมากมาย เลยไม่ค่อยมีตากล้องคนไหนอยากถ่ายเธอมากนัก ผมไม่รู้ว่า พวกตากล้องเค้ารู้ว่าพริตตี้คนนี้มางานได้ยังไงกัน มี Facebook เหรอ ผมไม่เคยเห็นอะไรเลย ตอนนั้นยังไม่มีใครมาถ่าย เลยเป็นโอกาสที่ดีที่ได้คุยกับน้องออยเป็นการส่วนตัว โดยบูธที่น้องออยยืนอยู่ไม่ได้เข้มงวดเรื่องการทำงานของพริตตี้ เพราะบูธที่น้องยืนไม่ได้มีการโฟน (ช่วงที่ MC นำเสนออะไรซักอย่าง แล้วมีพริตตี้ยืนเรียงกัน) 

หลังจากที่ถ่ายรูปน้องออย เลยคุยบ้างอะไรบ้าง

"เป็นไงออย สบายดีป่าว" ผมถามเธอ
"สบายดีค่ะ" ออยตอบแล้วยิ้ม จากนั้นเธอถามเรื่องของผมทันที "พี่คะ บล็อกของพี่หายไปไหนคะ กะจะแชร์ให้เพื่อน ๆ ดูซะหน่อย"
"บล็อกเก่าพี่ปิดไปแล้ว" ผมตอบ
"หา ปิดทำไมคะ มีอะไรเหรอถึงต้องปิด" น้องออยถามผมแบบอยากรู้อยากเห็นมาก
"พอดีพี่เขียนบทความแล้วมีการพูดถึงพริตตี้ด้วยชื่อเล่นจริง ๆ" ผมตอบ "ตอนนั้นพี่เสียใจมาก เพราะบล็อกพี่โดนถล่ม พี่ต้องหายไปจากโลกออนไลน์เป็นเดือน แล้วพี่กลับมาใหม่"
"จริงเหรอคะ น่ากลัวจัง" ออยพูด "แล้วนี่มาทำอะไรเหรอคะ มาถ่ายรูปเขียนบล็อกหรือเปล่า"
"ใช่แล้ว" ผมตอบ "ไม่นึกว่าจะเจอออยด้วย ดีจัง"
"ฮ่า ๆๆๆ" แล้วออยก็หัวเราะ "เดี๋ยวหนูทำงานต่อนะคะ"

จากนั้นเธอก็เดินไปตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ แล้วยืนยิ้มให้ช่างกล้องมาถ่ายรูปเธอ เวลาที่คุยแม้จะน้อยนิด แต่มันมีคุณค่าของมันอยู่ เพราะอย่างน้อย พริตตี้ หรือที่เราเรียกว่า "นางแบบภาคสนาม" บางคนยังเชื่อมั่นในตัวของผมอยู่ แต่ถ้าจะให้ผมกลับมาทำงานอีเวนท์ที่มีพริตตี้ 100% เหมือนเมื่อก่อน คงเป็นเรื่องยากแล้ว เพราะเราเสียความรู้สึก แล้วพริตตี้หลัง ๆ มาก็เป็นพริตตี้หน้าเดิม ๆ ไม่มีพริตตี้หน้าใหม่ให้เห็น แล้วเมื่อเจอคนเดิม ๆ พริตตี้ที่อ่านข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับเราก็จะปักใจเชื่อ แล้วเวลาคน ๆ นั้นเห็นผม เค้าจะเดินหนีทันที เมื่อเราขอถ่ายรูป เธอจะบอกว่า "ไม่ค่ะ ไม่ให้ถ่าย"

โลกกลางคืนที่ผมสัมผัสด้วยตนเอง

ในช่วงนี้ผมจะเล่าเรื่องย่อ ๆ เพราะบทความเต็ม "โลกกลางคืนที่ผมสัมผัสด้วยตนเอง" จะโพสต์เป็นบทความต่อไปครับ ในช่วงนี้ ผมได้งานประจำทำแล้ว เป็นกราฟิคดีไซน์เนอร์ (และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ของบริษัท หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า IT Specialist อันที่จริง ชื่อตำแหน่งภาษาอังกฤษ เราตั้งเอง ฮ่าๆ แต่ส่วนใหญ่ งานด้าน IT เรามักจะทำบ่อยกว่างานกราฟิคดีไซน์เนอร์ซะอีก) มีเงินเดือนคงที่ ไม่ใช่ Freelance เหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น เรารอดตายแล้ว (แต่ต้องแลกกับการเขียนบล็อกอีเวนท์ตอนกลางวันแทน เพราะไม่มีเวลาไป ถ้าจะไป ก็คงเป็นอีเวนท์ที่จัดวันอาทิตย์ แต่ผมจะเน้นหนักไปที่งานกลางคืนมากกว่า) 

สังคมกลางคืนที่ผมสัมผัส ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนบอกว่า "อย่าเที่ยวกลางคืน เดี๋ยวมีพวกเมามาทำร้ายร่างกาย" พ่อแม่ของผมจะบอกเรื่องนี้เป็นประจำ และภายหลังผมไม่ได้นับถือพุทธแล้ว ทำให้เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่เรื่องผิดศิลแต่อย่างใด (แต่ผมไม่สูบบุหรี่นะ) คราวนี้ผมเข้าไนท์คลับดัง ๆ ไปตามงานอีเวนท์ที่ขึ้นในเว็บ Siam2nite เนื่องจากผมเป็นคนบ้าปาร์ตี้อยู่แล้ว ทำให้ผมสนุกไปกับปาร์ตี้สุด ๆ สังคมกลางคืนที่ผมสัมผัส บอกตรง ๆ ว่า มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด หลาย ๆ คน Friendly มาก ผู้ชาย ผู้หญิงบางคนพูดเก่งเป็นต่อยหอย แต่บางคนจะขี้อายบ้าง ถ้าเป็นชาวต่างชาติอย่างจีนหรือญี่ปุ่น Friendly สุด ๆ ที่สุดของที่สุดเลยก็ว่าได้ ไม่ต้องพูดถึงฝรั่ง เพราะฝรั่งเค้า Friendly อยู่แล้ว 

บอกแค่นี้เท่านั้น เดี๋ยวเล่าอีกทีในบทความต่อไป

เป็นคนชอบตัวละคร "เจน" และ "วิน" ในเรื่องฮอร์โมนมาก

หลังจากที่ผมเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษ คนก็ยังดูน้อยอยู่ แต่ด้วยความที่บล็อกของผมเป็นบล็อกที่ไม่ค่อยมีใครดู เลยไม่สนใจคนดูเท่าไร ผมตัดสินใจลองเขียนประวัติตัวละคร "เจน" ในเรื่องฮอร์โมนก่อน ซึ่งข้อมูลที่ผมเขียนเป็นข้อมูลที่ลึกมาก ๆ มากกว่าใน Wikia ซะอีก ทั้งมือถือที่ใช้ ความสัมพันธ์ของตัวละคร คือมีเยอะมาก ๆ แต่ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อให้คนต่างประเทศที่สนใจเรื่องฮอร์โมนเข้ามาอ่านกัน ปรากฎว่า คนที่อ่าน ส่วนใหญ่มาจากอินโดนิเซียและฟิลิปปินส์กันทั้งนั้น (เฉพาะเจนนะ) ส่วนเนื้อเรื่องของวิน เราเขียนทีหลัง ถ้าจำไม่ผิด ผมเรียงเป็น

เจน > ออย > เต้ย > วิน > ดาวและก้อย > ส้มส้ม > ซัน (ตัวละครอื่นขี้เกียจทำ)

แต่คนอ่านชาวต่างชาติขอร้องให้ผมแปลตัวละคร "ดาวและก้อย"

ผมสารภาพเลยว่า ตอนที่ผมดูฮอร์โมน ผมไม่ได้ดูตอนของดาวและก้อยเลย เพราะเป็นตอนของความสัมพันธ์ระหว่าง "หญิงและหญิง" ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจซักเท่าไร แต่ผมจะดูตอนของวินและเจนมากกว่าเพราะสองตัวละครนี้ค่อนข้างตรงกับตัวผมมาก ๆ (ยอมรับว่าช่วงวัยรุ่นเราค่อนข้างแบดบอยมาก ๆ แต่พอโตขึ้นเริ่มเบาลง แบดบอยแบบผมคล้าย ๆ วินกับเจน คือมีความเป็นกบฎสูงมาก ๆ ชอบลองของกับกฎระเบียบที่สังคมวางเอาไว้ ไม่ใช่ต่อยตีแบบไผ่)

คำถามคือ เราไม่ได้ดูตอนของดาวและก้อยมาสองซีซั่น และเนื้อเรื่องก็ยาวมากด้วย แต่ไม่เป็นไร ช่วงนั้นผมยังไม่ได้เข้าทำงานประจำครับ ก็เลยมีเวลาทำข้อมูลเกี่ยวกับดาวและก้อยอยู่ประมาณ 4 วันได้ เป็นอะไรที่ทรหดมาก ซึ่งการทำข้อมูลเกี่ยวกับดาวและก้อยเป็นภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่ท้าทายที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ผมเขียนบทความเพื่อคนที่ติดตามเรา และไม่น่าเชื่อ บทความดาวและก้อยของผมที่แปลเป็นภาษาอังกฤษคนสนใจมากกว่าเจนถึงสามเท่า

จากความสำเร็จของบทความดาวและก้อย ทำให้ทุก ๆ สัปดาห์ ผมจะแปลเนื้อเรื่องแบบ Early Access ก่อนเสมอ ซึ่งคนดูก็ฟินไปตาม ๆ กัน และด้วยความที่เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษเต็มขั้น ดังนั้น ชาวต่างชาติสามารถเข้าไปอ่านแล้วรู้สึกรู้เรื่องในสิ่งที่เราสื่อ เพราะเดิมที เนื้อหาจากเรื่อง Hormones จาก Official Facebook Page ส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย ไม่ได้ให้ชาวต่างชาติดูมากนัก และกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง ก็ล้วนแต่มีภาษาไทยทั้งนั้น

จนปัจจุบัน บทความ ดาวและก้อย ตอนนี้คนดูเป็นหมื่นกว่าคนแล้ว เพียงแค่เปลี่ยนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษ และทำตามที่แฟน ๆ ร้องขอ แค่นี้ก็ได้แล้ว

ปัจจุบัน

หลัง ๆ มา ก็ยังเขียนบล็อกตามงานอีเวนท์อยู่ แล้วแอบเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อ The Urbanist แต่คนก็ยังดูบทความดาวและก้อยอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าฮอร์โมน 3 จะฉายไปแล้วเกือบ 1 ปีก็ตาม ช่วงหลัง ๆ ทางแฟน ๆ ที่ติดตามฝนและเบลล์จากต่างประเทศเค้าขอร้องให้ผมแปลงานอีเวนท์ของฝนและเบลล์ เพราะไม่มีใครแปล ท้ายที่สุดแล้ว ผมสรุปได้ว่า 
ถ้าจะเริ่มเขียนบล็อก เริ่มเขียนเป็นภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติอ่านเลย
SHARE
Writer
HARMONYZT
Content Specialist
นักเขียนบทความเกี่ยวกับชิวิต และการเดินทางของคน ๆ หนึ่งในเมืองใหญ่ที่เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ campzzz.com

Comments

Pan-non
3 years ago
ยาวมาก แต่ก็นั่งอ่านจนจบ555
เรื่องน่าหนักใจผ่านไปละเนอะ
ล้มแล้วลุกได้ คงเป็นความภูมิใจอันดับต้นๆเลยนะคะ

ขอลิงค์บล็อกหน่อยได้ไหมคะ
จะตามไปอ่าน อิอิ
Reply
HARMONYZT
3 years ago
เข้าที่ campzzz.com เลยครับ
Pan-non
3 years ago
ขอบคุณมากค่ะ ><
JariJari
3 years ago
ติดตามอ่านต่อเลยคะ:-)
เขียนบ่อยๆนะคะ
Reply
HARMONYZT
3 years ago
ขอบคุณครับ ติดตามเรื่อย ๆ เลยนะครับ