อีกหนึ่งวันของการห้ามใจไม่เล่นมือถือบนรถไฟฟ้า
 วันนี้ลอง up level ดูโดยการไม่เล่นมือถือเลยจนถึงที่ทำงาน บอกเลยว่า ทรมานมากกก คือมันอยากหยิบๆ ขึ้นมาอยู่นั่นล่ะ จะหยิบแต่ละทีก็ต้องห้ามตัวเอง อดทนไว้... อดทนไว้... รอให้ถึงที่ทำงานก่อน

ระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้า วันนี้คนข้างๆ - ผู้ยึดครองเสาเดียวกัน - เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นแต่งตัวเหมือนนักกีฬา สูดจมูกฟุดฟิดๆ ตลอดทาง แกอาจจะเป็นภูมิแพ้หรือเป็นหวัด... ไม่รู้เลย เอาเป็นว่าแกก็อยู่ของแก นั่งสไลด์อ่านข่าวฟุตบอลไป ส่วนเราก็ยืนกำเสาเหล็ก ตั้งใจมั่นว่าจะไม่ควักมือถือออกมา

มองไปรอบๆ สังเกตเห็นชาวต่างชาติตัวสูงท่วมเพดานนั่งคุยกันอยู่สองคน เออ... เห็นแล้วก็ประหลาดดีเพราะไม่ค่อยเห็นคนไทยคุยกันบนรถไฟฟ้า (ที่คุยกันจะมีแค่ สาวพนักงานออฟฟิศที่เดินมาด้วยกัน มนุษย์ป้าที่คุยกับใครสักคนในโทรศัพท์ กลุ่มเด็กมัธยมชายหญิง) แต่ฝรั่งหรือชาวต่างชาตินี่ส่วนใหญ่จะจ้อกันตลอด

และคนกลุ่มนี้ไม่ค่อยเล่นมือถือ

แต่จะเบิ่งตามองสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง กางแผนที่ ไม่ก็ส่ายตามองคนไทยที่ยืนเบียดกันอยู่ในอาณาเขตของตัวเอง

ทำให้เรานึกถึงตอนไปเที่ยวต่างประเทศ เราเองเวลาอยู่เมืองนอกก็ไม่ค่อยเล่นมือถือเหมือนกัน เพราะข้างนอกมีสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจเยอะกว่า feed ซ้ำๆ ที่เราเห็นวนเวียนไปมาใน facebook

ตอนนั้นเราเองกลับเป็นฝ่ายมองชาวเจ้าของประเทศก้มหน้า เราเป็นฝ่ายชะเง้อคอดูตึกแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็น ดูต้นไม้ริมทาง ดูบ้านเรือนแปลกตา ดูเด็กตัวเล็กๆ วิ่งขึ้นรถไฟฟ้า เออ... เราดูมันหมดทุกอย่างเลยว่ะ ทุกอย่างแม่งน่าสนใจมากๆ มันคือโลกอีกใบที่เราอยากเรียนรู้ อยากรู้จัก อยากเข้าใจ

ความรู้สึกของการไปเที่ยวต่างประเทศมันเลยวิเศษจริงๆ สำหรับเรา มันเหมือนบางส่วนในตัวเราขยายออก เราไม่จำเป็นต้องคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม พูดแบบเดิม เราเป็นตัวเองในวันนี้ หายใจอยู่ตรงนี้ เป็นอิสระจากตัวเราเมื่อวันก่อน

...

พอกลับมาอยู่ในรถไฟฟ้าที่ไทย ทุกอย่างซ้ำเดิมวนเวียนไป ยาวนานและหนืดเนือยจนเราแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

เราไม่อยากเรียนรู้ ไม่อยากรู้จักว่ามีอะไรใหม่ ไม่อยากเข้าใจความหมายของสิ่งรอบๆ ตัวเรา และเรารู้สึกว่าเราในวันนี้กับเราเมื่อวานไม่มีอะไรต่างกัน

หนึ่งปีที่ผ่านมาที่อยู่บ้านนั่งเขียนนิยายและแทบไม่ได้ออกไปเห็นอะไรใหม่ๆ ตอนแรกมันดีเพราะได้หยิบความคิด ประสบการณ์ที่เราสั่งสมมามาใช้อย่างเต็มที่ แต่พอนานเข้าใจเราเริ่มเป็นเหมือนน้ำที่ขังอยู่ในบ่อ มันเริ่มหมอง เราหมักหมมเรื่องไม่ดีไว้เยอะขึ้นๆ ที่สุดเราก็ไม่สามารถเขียนอะไรได้อีกเลย เพราะใจมันมัวจนมองไม่เห็นว่าเรามีความคิดดีๆ อะไรเอาไว้ถ่ายทอดให้คนอื่นฟังได้บ้าง

เพราะอย่างนี้มั้งถึงมีคำว่า ชีวิตจะหยุดเรียนรู้ไม่ได้ เพราะน้ำที่ใสและสะอาด คือน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา สลัดของเก่าทิ้งไป ไหลผ่านสิ่งใหม่ที่เข้ามา
SHARE

Comments

ธรรมชาติคงให้เท้าคู่นั้นโดยใช้มากกว่า'เดิน'
Reply
zupisets
3 years ago
นี่หักดิบไม่ใช่สามจีเลยฮะ ใช้เฉพาะไวไฟอย่างเดียว เวลาเดินทางถ้าไม่อ่านหนังสือก็นอนไปเลย 555
Reply