Last Freedom (อิสรภาพสุดท้าย)

"Big Brother is watching you"

- George Orwell (1984)


วลีเด็ดจากหนังสือคลาสสิก 1984 ของ George Orwell ดังก้องกังวานในหัว เวลาตอนนั้นคือสี่ทุ่มห้าสิบนาที ผมเพิ่งอ่านหนังสือ "The Circle" (เดอะ เซอร์เคิล) ของ "Dave Eggers" (ฉบับแปลไทยโดย "มณฑารัตน์ ทรงเผ่า" ของ สนพ. Legend Books) จบลงไปได้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า ความหวั่นสะพรึงถึงความเป็นไปได้อันน่ากลัวของอนาคตทำหัวใจผมสั่นรัว ตอนนี้มีใครกำลังจับตามองผมอยู่รึเปล่า ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวทางร่างกาย รวมถึงความคิดมากมายที่ก่อร่างในหัวของผมในเวลานี้อีกด้วย

เนื้อเรื่องของหนังสือนวนิยายแนวเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตเล่มนี้พูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งชื่อ "Circle" บรรยายง่ายๆว่ามันคือ facebook + twitter + google + instagram + ความหิวกระหายในข้อมูลของทุกคนและทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป็นบริษัทที่มีอำนาจควบคุม (และผลักดัน) ข้อมูลทุกชิ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต อีเมล โซเชียลมีเดีย ที่อยู่ งานที่ทำ กระทั่งบัญชีธนาคาร ตัวเอกของเรื่อง 'เม ฮอลแลนด์' เริ่มทำงานในบริษัทแห่งนี้ เธอรู้สึกว่าตัวเองได้ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จแล้ว อุดมการณ์และความทะเยอทะยานของเธอเป็นไปในทิศทางเดียวกับผู้นำของบริษัท ตำแหน่งหน้าที่มีอิทธิพลต่อคนในบริษัทและทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เมกำลังเดินเข้าไปสู่ความลับอันแสนอันตรายในใจกลางขององค์กรที่กำลังพยายามเปลี่ยนโลก ให้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ โดยที่เมได้หลงลืมไปแล้วว่า โลกในอุดมคติของทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

"All that happens must be known"
(ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีการรับรู้)


เป็นประโยคที่ตัวละครหลักชื่อ 'เบลีย์' ได้กล่าวเอาในหนังสือขณะที่กำลังนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีชิ้นล่าสุดของบริษัทเซอร์เคิล (Circle) วัตถุวงกลมชิ้นเล็กๆ ขนาดไม่ได้โตกว่าอมยิ้มในร้านขายลูกกวาดที่มีชื่อเรียกว่า "SeeChange" คุณสมบัติของอุปกรณ์ชิ้นนี้คือการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆด้วยคุณภาพระดับ HD ผ่านทางเครือข่ายดาวเทียม ยิงตรงจากสถานที่จริงแบบวินาทีต่อวินาที คุณอาจคิดว่าแล้วมันต่างอะไรเล่ากับกล้องวงจรปิดที่เรามีกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ข้อแรกคือขนาดและความสะดวกในการพกพา ข้อสองคือราคาที่ถูกแสนถูก เมื่อเอาสองข้อนี้มารวมกัน สถานที่สาธารณะต่างๆ ถนนทุกสาย ตรอกซอยใหญ่เล็ก สวนสาธารณะทุกแห่ง ชายหาดทะเลทั่วโลก ยอดเขาสูงชัน และทุกแห่งที่เป็นสถานที่ "สาธารณะ" จะถูกถ่ายทอดสดอยู่ตลอดเวลา

หลายคนอาจคิดว่าแล้วทำไมหล่ะ? กลับดีซะอีกรู้สึกปลอดภัยถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจะได้มีพยานรู้เห็นมากมาย สามารถเอาผิดตามตัวคนร้ายได้ทันที ในเรื่องนี้ผมเห็นด้วย แต่ความต้องการของ Bailey ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อโครงการ "SeeChange" สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีโดยไม่มีกระแสต่อต้าน ข้อมูลของทุกคนและทุกสิ่งถูกบันทึกเอาไว้ในฐานข้อมูลบน cloud โดยโปรแกรมจำแนกใบหน้า ทุกวินาทีของเราบนพื้นที่สาธารณะเป็นทรัพย์สินของบริษัท ความน่าสะพรึงกลัวของข้อมูลเหล่านี้กำลังจะตามมาในไม่ช้า

เม ฮอลแลนด์ สนับสนุนเบลีย์อย่างเต็มหัวใจ เธอนำเสนอโครงการต่อไปของเขาชื่อ "Soul-Search" ด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งหลักการทำงานของมันคือประมวลผลข้อมูลที่มากมายที่ถูกถ่ายเก็บไว้โดยกล้อง "SeeChange" เพื่อค้นหา "ใครก็ได้" โดย "ใครก็ได้" บนพื้นที่ผิวของโลกใบนี้ ทุกคนจะถูกหาเจอภายในเวลาน้อยกว่า 20 นาที ฟังแล้วชวนขนลุกขยะแขยง

ขอเว้นจังหวะให้ผู้อ่านได้คิดตรงนี้ สมมุติว่าถ้าเราวันหนึ่งคุณอยากออกไปเดินเขาเงียบๆเพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวาย แต่หัวหน้างานของคุณต้องการตัวคุณเพื่อมาทำงานนอกเวลา คุณปิดโทรศัพหนีทุกช่องทางสื่อสารเพื่อใช้เวลากับตัวเอง แต่โชคร้ายหัวหน้าคุณค้นหาตัวคุณเจอ รู้ว่าคุณอยู่ไหน และวันทำงานต่อมาคุณถูกต่อว่าว่าไม่ใส่ใจงานเท่าที่ควร

ตัวอย่างข้างบนยังดูเล็กน้อย ลองคิดดูว่ามีใครสักคนในโลกนี้ที่คุณไม่อยากเจอ ต้องการหลบเลี่ยงไม่อยากพบหน้า ไม่ชอบใจและไม่ต้องการติดต่อ แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้คิดแบบเดียวกันหล่ะ? ปัญหาที่น่าวิตกกังวลอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าคุณจะหนีไปที่ไหน เครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับ stalker อย่างน่ากลัวที่สุด

เนื้อเรื่องที่ชวนคิดชวนสงสัย ความสลับซับซ้อนของอารมณ์ตัวละคร พล็อตที่ตื่นเต้นน่าติดตามสามารถจับความสนใจของผมได้ตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย ความหนาเกือบห้าร้อยหน้าไม่ได้เป็นอุปสรรคในการอ่านเลยแม้แต่น้อย ผมขอไม่เล่าต่อเพราะรู้สึกว่ามันเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกดิจิตอลในยุคปัจจุบันควรอ่าน

โครงการเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในหนังสือเล่มนี้ถูกแต่งขึ้นโดยจินตนาการของผู้เขียน แม้ขณะนี้มันไม่ใช่เรื่องจริงแต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ เราเห็นข่าวในหลายประเทศที่พยายามฝังชิปเก็บข้อมูลไว้ในตัวมนุษย์อย่างที่บริษัทรักษาความปลอดภัย Epicenter ของประเทศสวีเดนเพื่อใช้แทนการแสกนลายนิ้วมือ ใช้เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆของบริษัท เปิดปิดประตู เก็บข้อมูลของผู้ใช้และจะพัฒนาไปถึงการใช้แทนบัตรเครดิตและขึ้นรถโดยสารประจำทางอีกด้วย

สะดวกดี...แต่ถ้านี้คือจุดเริ่มของบางอย่างที่มากเกินไปรึเปล่า?

มีคำถามหนึ่งที่ผมอยากถามผู้อ่าน

"คุณคิดว่าคุณมีสิทธ์ที่จะเก็บตัวเงียบๆ หายตัวตัดขาดจากโลกภายนอกเพื่อพักผ่อนโดยไม่ต้องบอกใคร อยากทำอะไรก็ทำ อยากกินอยากดื่มอยากเที่ยวตามอำเภอใจ หรือแม้เพียงแค่การเดินบนท้องถนนโดยไม่ต้องสนใจว่ามีใครบางคนกำลังจับตามองรึเปล่า?"

ผมตอบว่า "แน่นอน มันเป็นสิทธ์ของผม"

แล้วถ้าผมถามต่อว่า "มันเป็นสิทธ์ของคุณไหมที่จะใช้หรือไม่ใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่าง facebook ในชีวิตประจำวัน?"

ผมยังยืนยันคำตอบเดิม และเชื่อว่าผู้อ่านก็คงคิดไม่ต่างกัน

แต่ถ้าเกิดว่าเช้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมาแล้วมีกฎหมายบังคับให้ใช้ facebook หล่ะ? ทุกคนต้องมีบัญชีโดยใช้ชื่อนามสกุลจริง ใช้หมายเลขบัตรประชาชน ต้องป้อนข้อมูลรายละเอียดตั้งแต่เกิดโรงพยาบาลไหน มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง พ่อแม่เป็นใคร บ้านเกิดอยู่เมืองไหน ระดับการศึกษาและผลการเรียนการสอบทุกครั้ง ฐานข้อมูลภาพถ่ายและวิดีโอทุกช่วงเวลาถูกกักเก็บเอาไว้บน cloud โดยโปรแกรม facial recognition (ระบบการจำแนกใบหน้า) รวมไปถึงอาหารที่ชอบ กิจกรรมที่ทำ กลุ่มเพื่อนและครอบครัวพี่น้อง มีไมโครชิปฝังเอาไว้บนกระดูกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย บ่งบอกถึงสถานที่ ณ เวลาปัจจุบัน กิจกรรมที่กำลังทำ ระดับการเต้นของหัวใจ สุขภาพร่างกาย ยังไม่พอเมื่อถึงเวลาที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือประเทศ กฎหมายจะบังคับให้คุณนั้นต้องออกเสียง เพราะระบบจะรู้ในทันทีว่าคุณกำลังมีพฤติกรรมต่อต้านต่อรัฐบาลและไม่เชื่อในอำนาจประชาธิปไตย และถูกจับกุมในที่สุด

ในหนังสือ 1984 ของ George Orwell ตัวเอกของเรื่องถูกจับกุมและทรมานอย่างสาหัส ข้อหาคือมีความคิดกบฏต่อต้านฝ่าฝืนอำนาจรัฐบาล ไม่ทันได้ลงมือแค่คิดก็ถือว่าผิดแล้ว ตัวละครในเรื่องแม้พยายามหลบซ่อนการจับตามองของ Big Brother แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นอำนาจอันน่ากลัวนี้ไปได้ คิดดูว่าตอนนั้นยังไม่มีไมโครชิปฝังในร่างกาย แล้วถ้ามีกฎหมายบังคับใช้เกิดขึ้นมา ถ้า "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีการรับรู้" แล้วหล่ะก็ โลกใบนี้คงไม่ต่างอะไรกับ 'ลัทธิคอมมิวนิสต์แห่งข้อมูล' นั้นเอง

ตอนนี้ลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงโลกอนาคตในหนังสือ "the circle" โอกาสในความเป็นไปได้ทำเอาผมอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง คล้ายมีมือที่มองไม่เห็นได้ริดรอนเอาอากาศหายใจไปไว้ในกำมือ คล้ายอยู่ในคุกที่แม้แต่ความคิดก็ไม่อาจโผบินเป็นอิสระได้ มันไม่ต่างอะไรเลยกับการเป็นเพียงร่างกายที่เดินตามเส้นขบวนที่ถูกใครบางคนขีดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และถ้าวันนั้นเกิดขึ้นจริงแล้วหล่ะก็ อิสรภาพเพียงอย่างเดียวที่หลงเหลือให้มนุษย์คนหนึ่งคือวิธีการเลือกจบชีวิตของตนอย่างใด...เพียงเท่านั้น
SHARE
Written in this book
More Than Just a Book
หนังสือที่มากกว่าหนังสือ
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

เล่มนี้ สนพ penguin ตีพิมพ์ครบรอบ 80 ปี
เป็นเล่มอังกฤษ ไว้ประจวบเหมาะจะอ่านครับ
ขอบคุณที่รีวิวเรื่องนี้
มันเป็นเรื่องใกล้ตัวจริงๆ ผมนึกถึงพวกโลกไซไฟที่ล้ำหน้าจนกลายเป็นส่วนหลักของชีวิต
พวกวิทยาการที่พยายามก้าวก่ายปัจเจก ตั้งแต่การฝังชิป การจดจำใบหน้า ถูกชั่งตราระหว่างความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม กับ สิทธิส่วนบุคคล
ฝ่ายที่จะก้าวก่ายประชาชนมากขึ้น คือ รัฐบาล โดยส่วนใหญ่ ถ้ามีเหตุการณ์ให้อ้างได้ อาจมีการตราบังคับได้เช่นกัน แต่เป็นเรื่องถกเถียงกัน
Reply
sopons
3 years ago
👍🏻👍🏻👍🏻👍🏻👍🏻👍🏻
ยิ่งทันสมัย พื้นที่เสรีบนความปัจเจกค่อยตัดออกไปทีละนิด
Reply
sopons
3 years ago
ยิ่งทันสมัยยิ่งยากที่บอกปฏิเสธเพราะกังวลว่าจะล้าหลัง
21November
3 years ago
ตื่นเต้นน่าลุ้นน่าติดตามมากค่ะเรื่องนี้
Reply
sopons
3 years ago
จริงครับ ผมนี้วางไม่ลงเลย
มีข่าวลือ ว่าอาจทำเป็นภาพยนตร์ด้วยครับ
sopons
3 years ago
ทำครับ emma watson กับ tom hanks
Lisbeth
3 years ago
ตามหารีวิวหนังสือตั้งนาน ที่แท้ก็อยู่ในนี้นี่เอง :)
Reply
sopons
3 years ago
:)
lalajinx
3 years ago
งั้นตอนนี้ก็ยังดีที่ยังมีอิสระอยู่
หาเงินไปเที่ยวรัวๆ อิอิ
Reply
sopons
3 years ago
กำลังตัดสินใจระหว่าง สิงคโปร์กับฮ่องกง