อีกครั้งกับ 1984
มีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมเอารีวิว 1984 ที่เคยเขียนหลายปีมาแล้วมาลงอีกครั้ง ถ้าอ่านจนจบแล้ว โปรดอย่าตีความผิดว่าผมรังเกียจประชาธิปไตย
The choice for mankind lies between freedom and happiness and for the great bulk of mankind, happiness is better. ― George Orwell, 1984
มีคนรีวิวที่พูดถึงพลอตของ 1984 มาเยอะแล้ว ผมคงจะไม่พูดในประเด็นที่ซ้ำซ้อนกับท่านอื่นๆ มากนัก พลอตเรื่องโดยสรุปเป็นดังนี้: -

- 1984 เป็นวรรณกรรมชิ้นสุดท้ายในชีวิตของ George Orwell ซึ่งเขียนเสร็จในปี 1948 ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัวระบอบคอมมิวนิสต์และสงครามเย็น
- Orwell บรรยายภาพถึงความน่ากลัวของระบอบการปกครองเผด็จการเบ็ดเสร็จของสังคมในโลกอนาคตปี 1984
- โลกในอนาคตภายในเรื่องเป็นยุคที่เทคโนโลยีมีพัฒนาการสูงจนกลุ่มผู้มีอำนาจนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อควบคุมจิตใจมนุษย์
- สงครามในโลกอนาคตเป็นเพียงเพื่อเผาผลาญทรัพยากรที่เหลือใช้จากพัฒนาการของเทคโนโลยี เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษยชาติเกิดความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นบ่อเกิดของปัญญา และเสรีภาพ
- สงครามไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการเอาชนะหรือยึดครอง แต่กลับเป็นการสร้างสมดุลแห่งอำนาจของอภิรัฐทั้ง 3 ของโลก (โอชันเนีย, ยูเรเชีย, อีสเตเชีย)
- กลุ่มผู้มีอำนาจเชื่อว่าเสรีภาพและความอุดมสมบูรณ์ทำให้มนุษย์มีความเป็นปัจเจก ความเป็นปัจเจกก่อให้เกิดความคิดต่อต้าน ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสังคม
- กลุ่มผู้มีอำนาจถูกเรียกว่าสมาชิก Inner Party กลุ่มชนชั้นกลางคือสมาชิก Outer Party ในขณะที่กรรมาชีพ (Proles) มีบทบาทเหมือนกับทาสและผู้ใช้แรงงาน
- ตัวเอก Winston Smith เป็นสมาชิก Outer Party ที่มีใจคิดขบถ และต่อต้านรูปแบบการปกครองของโอชันเนียอยู่ลึกๆ จนกระทั่งเกิดความรักกับจูเลียนางเอก ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการต่อต้านพรรคที่เรียกว่าคณะภราดร (The Brotherhood)

หลังจากนั่งอ่าน 1984 ตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวเองเกิดความรู้สึกทั้งชอบและไม่ชอบวรรณกรรมเรื่องนี้

สาเหตุที่ไม่ชอบประเด็นแรกอาจจะเป็นเพราะ Orwell เขียน 1984 ตั้งแต่ 63 ปีที่แล้ว ทำให้เทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ควบคุมมนุษย์ในเรื่องดูเชยและล้าสมัย (อุปกรณ์อย่าง Telescreen ที่ Bigbroter ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชน) ทำให้เราไม่ได้ฟีลความเป็นไซไฟอย่างเต็มที่ แต่นั่นไม่เท่ากับความคิดแย้งที่เกิดในหัวถึงความเชื่อของ Orwell ในเรื่องของอำนาจเบ็ดเสร็จ และความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและความมั่งคั่งในโลกจินตนาการของเขา

Orwell มองโลกทุนนิยมดีเกินไป ตัวเขาเชื่อว่าด้วยระบบทุนนิยมและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้มนุษย์สิ้นสุดยุคแห่งความขัดสน เทคโนโลยีจะสร้างผลิตผลส่วนเกินทำให้มนุษย์ทุกคนในโลกมีชีวิตอยู่สบายขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กลุ่มอำนาจยอมไม่ได้ จึงต้องสร้างกลไกสงครามเพื่อควบคุมผลผลิตส่วนเกินป้องกันความมั่งคั่งซึ่งเป็นบ่อเกิดของปัญญาและการต่อต้านกลุ่มอำนาจ

แต่ประเด็นนี้ในปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริง เพราะทุนนิยมที่แท้จริงจะไม่มีวันเปิดโอกาสให้กรรมาชีพลืมตาอ้าปาก ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลขนาดไหนก็ตาม
สังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จใน 1984 ใช้สงครามในการทำลายผลผลิตส่วนเกินของระบบทุนนิยม ในขณะที่โลกชีวิตจริง คุณจะไม่มีวันมีผลผลิตส่วนเกินได้ตราบใดที่ยังอยู่บนพื้นฐานของระบบทุนนิยม

Orwell เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้อย่างมองโลกคอมมิวนิสต์ในแง่ร้ายเท่าที่คนๆ หนึ่งจะคิดได้ และในทางกลับกันเขากลับให้ค่าทุนนิยมสูงเกินกว่าความเป็นจริง (แต่สาเหตุอาจจะเป็นอย่างที่ผมได้เขียนในช่วงต้น วรรณกรรมเรื่องนี้ถือกำเนิดในช่วงสงครามเย็น จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพของระบบการปกครองที่อยู่ด้านตรงข้ามของทุนนิยมประชาธิปไตยจึงดูสุดโต่งในระดับนี้)

แต่ด้วยความบังเอิญหรือเหตุผลใดก็ตาม 1984 ได้กลายเป็นอมตะหลังปี 1984 เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดจากระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในเรื่อง กลับเกิดขึ้นจริงบนสังคมทุนนิยมและประชาธิปไตยในปัจจุบัน สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่มีระบอบการปกครองใดๆ ที่จะช่วยสร้างความเสมอภาคให้กับคนในสังคม กลุ่มอำนาจยังคงอิทธิพลแผ่กว้างในทุกระบอบการปกครอง และสุดท้ายความเท่าเทียมของมนุษย์กันเป็นแค่เรื่องที่มีแต่ในความฝันเท่านั้น

ในสังคมแห่งทุนนิยมประชาธิปไตยก็ไม่เคยมีคำว่าเสมอภาค ความเท่าเทียม หรือการเรียนรู้ ให้กับกรรมาชีพอยู่แล้ว กลุ่มอำนาจล้วนต้องการกดบีบกรรมาชีพให้จมดิน ปิดช่องทางการให้ความรู้ เพื่อป้องกันการสูญเสียอำนาจของตนเอง (ไม่ต้องมองที่ไหนไกล ประเทศไทยเองนี่แหละ) ต่างกันตรงที่ใน 1984 นั้นพรรคกระทำการต่างๆ ได้อย่างชอบธรรม ในขณะที่ประเทศไทย กลุ่มอำนาจนั้นต้องแอบทำโดยใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกเท่านั้นเอง

หากจะมีสิ่งที่ผู้อ่านควรจะต้องหวาดกลัวหลังอ่าน 1984 จบ สิ่งนั้นไม่ใช่ความโหดร้ายของระบอบการปกครองเผด็จการเบ็ดเสร็จหรอกครับ แต่มันคือแนวทางการก้าวขึ้นสู่และดำรงไว้ซึ่งอำนาจ โดยใช้วิธีการ deception ความคิดของมหาชนภายใต้การปกครองของพรรคมากกว่า ซึ่งในโลกประชาธิปไตยในยุคปัจจุบันมีชนชั้นสูงจำนวนมากที่ดำเนินการ deception ประชาชนของพวกเขาแนวทางเดียวกันกับ 1984

ต่างที่ว่าในชีวิตจริงคนเหล่านี้ deception พวกเราได้แนบเนียนกว่าในนิยายของ George Orwell อย่างเทียบไม่ติดเลยทีเดียว

PS. ประชาธิปไตยแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แม้มันจะเต็มไปด้วยปัญหา แต่มันเป็นหลักชัยที่เราจำเป็นจะต้องก้าวผ่าน แม้จะต้องหกล้มจนถลอกปอกเปิกเราก็ควรจะลุกขึ้นมายืนให้ได้อีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เราล้มเพราะประชาธิปไตย เราจะถูกเผด็จการทหารอุ้มขึ้นมาเสมอ ประเทศนี้ไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนหัดล้มและลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง อาจจะดูเหมือนหวังดี แต่สุดท้าย ผ่านมา 80 ปี คนไทยก็ยังเดินกันไม่เป็นซักที
SHARE

Comments

niji
3 years ago
ประชาธิปไตยไทยเหมือนเดินวนในวงกลมเลยค่ะ
Reply
Ran
3 years ago
ผมเชื่อว่า มันจะหมุนเป็นวงกลมไปซักพักจนแรงเหวี่ยงเยอะและจะหลุดจากวงกลมนั้นเองครับ เมื่อประสบการณ์ของประชาชนมากพอ :)
kitsadac
3 years ago
ตอนอ่านพยายามอ่านไม่ให้จบ เพราะความรู้สึกอยกาซึมซับบรรยากาศตามตัวหนังหนังสือ รู้สึกได้ว่ามันสีเทาๆ ตุ่นๆ หดหู่ อย่างบอกไม่ถูก ผมมีโอากาสได้ชมหนังเรื่องนี้ยิ่งทำให้ภาพมันยิ่งแจ่มชัดว่า ไอ้ที่ผมมโนตามเนื้่อเรื่องและตัวหนังสือไม่ได้ผิดเพี้ยนไปนัก หากแต่อยากจะบอกว่าอะไรๆ ก็ยังดูไม่เปลี่ยนไปนักสำหรับ ณ เวลานี้ สิ่งที่เปลี่ยนคือฉาก ตัวบุคคล และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจนทำให้มันเนียนไปว่า ทุกวันนี้ประชาธิปไตย มีอยู่จริง รอบๆ ตัวเรา ปล ผมอยากอ่านเล่มนี้และเห็นเล่มนี้จากสื่อที่ นศ กินแฮมเบอเกอร์ จากนั้นก็ตามจนได้หนังสือมาอ่าน หาได้เป็นคนหัวรุนแรงหรือคิดไม่ซื่อกับหลักการ ณ ปัจจุบัน แต่เมื่อได้อ่านแล้ว โอ้ แม่เจ้า อะไร ๆ มันยังไม่ได้เปลีั่ยนไปนักเลย จากที่หนังสือเขียนไว้ แม่เจ้าGeorge Orwell

Reply
Ran
3 years ago
ตอนอ่านรู้สึกหดหู่มากนะครับ แบบว่าอึดอัด ขัดใจไปซะหมด
Lisbeth
3 years ago
ไม่ทราบว่าเคยอ่าน The Circle มั้ยคะ :)
Reply
Lisbeth
3 years ago
แฮ่ ไปอ่านมาแล้วค่าาา :P ขอบคุณค่าาา
Ran
3 years ago
เยี่ยมเลยครับ ขอบคุณมาก เดี๋ยวจะลองหาอ่านดูครับ :)
Lisbeth
3 years ago
อย่ายืมรีวิวนะคะ ยังรออยู่ :)
nawtpal
3 years ago
เป็นหนังสือที่ชอบมากเรื่องหนึ่งนะ ผมชอบปู่ George Orwells มากตรงแกขี้ประชดได้เป็นเรื่องเป็นราวเลย
Reply
rfg
1 year ago
ถ้าไม่นับเรื่องเทคโนโลยีที่ดูล้าสมัย สำหรับผมหนังสืิเล่มนี้ก็ดีมากๆครับ อ่านเเล้วเเอบจุกไปพักนึง จริงๆanimal farmก็ถ่ายทอดเรื่องdeceptionของคนกลุ่มนั้นได้ดีมากๆน่าจะให้คนไทยทุกๆคนลองอ่านดูกันสักครั้ง55555
Reply