การจัดค่ายนักเขียนทำให้ผมรู้ว่าความเหนื่อยแต่สนุกมันมีอยู่จริง
1.
ปรกติเคยเป็นแต่ผู้เข้าร่วมค่ายมาตลอด ไม่เคยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกิจกรรมแบบนี้เท่าไร

หากจะว่าไปถ้าให้นับค่ายเกี่ยวกับงานเขียนเท่าที่ผมได้ไปแจมมาตลอดเวลา 4 ปีตั้งแต่ที่เริ่มหลงไหลในโลกของการอ่านเขียน ก็น่าจะประมาณได้ว่ามากกว่า 5 ค่ายขึ้นไป มากพอควรกับระยะเวลาเท่านั้น ระยะเวลาสั้นๆแต่ดันทะลึ่งคันไม้คันมืออยากเขียนกับเขาบ้าง ค่ายส่วนใหญ่ที่ไปมาผมเองยอมรับว่าเป็นรูปแบบที่ดีเลย เชิญนักเขียนเจ๋งๆมาพูดให้กำลังใจ นั่งทำงานและได้ผลผลิตออกมาเป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้ หรืออย่างน้อยก็ได้ไอเดียใหม่ๆไว้ต่อยอดในอนาคต 

และเมื่อถึงวันที่ทีมงานอยากจัดค่ายกันเองบ้าง ผมกลับเดาไม่ออกเลยว่ามันจะเป็นเช่นไร เพราะนอกจากผมกับพี่ลูกศรซึ่งอินกับการอ่านเขียนมากอยู่แล้ว ในทีมก็แทบไม่เคยมีใครที่ผ่านการจัดค่ายเกี่ยวกับงานเขียนมาก่อน

แต่เป็นเพราะไม่เคยผ่านค่ายอะไรพวกนี้มาก่อนนี้แหละ ความเป็นไปได้ในไอเดียจึงขยายกว้างได้มากกว่ารูปแบบของกรอบเดิมๆที่ผมเคยเห็น การผสมเอาไอเดียของกลุ่มคนที่เคยผ่านค่าย Startup บวกกับความเป็นไปได้ที่ผมและพี่ลูกศรเคยผ่านงานค่ายของการขีดๆเขียนๆมาบ้าง จึงทำให้ผลสุดท้ายออกมาเป็นค่าย

“สองวันปั่นพล๊อต”

ค่ายที่เราคุยกันไว้ว่าจะไม่เน้นอะไรมากไปกว่าการให้ทุกคนจบพล๊อตนวนิยายตัวเองให้ได้ภายในสองวัน ไม่เน้นช่วงของการนั่งคุยเสริมสร้างกำลังใจ ไม่เน้นให้ผู้เข้าร่วมค่ายสามสิบคนนั่งแหง่วๆฟังวิทยากรทั้งวัน แต่เน้นการเขียน เขียนเข้าไปโดยมีเมนทอร์ทั้งห้าคนคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ อาจจะมีบ้างที่นั่งคุยกัน แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากกว่าการลงมือทำพล๊อต

“บ้าดีวะ..ใครมันจะทำได้วะ ทำพล๊อตให้เสร็จภายในสองวัน”

ผมคิดในใจในวันที่ทุกคนเห็นด้วยกับรูปแบบค่าย
และสุดท้ายกลายเป็นงานที่แม้แต่ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน

เอาวะ เป็นไงเป็นกัน 
มาถึงขั้นนี้แล้ว

ลองลุยดูซักที

2.
ก่อนหน้าที่จะถึงวันจัดค่าย ผมได้ไปดูงาน Talk ดีๆมาสองงาน งานแรกคืองานเดี่ยวไมโครโฟนของพี่ยู กตัญญู สว่างศรี งานที่ทำให้เรารู้สึกว่าคนตัวเล็กๆคนหนึ่งสามารถทำอะไรเจ๋งๆได้ขนาดนี้เลยหรือ ส่วนอีกงานหนึ่งคือ TEDxBangkok งานเสกลใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้หนึ่งวันธรรมดาที่น่าจะนอนอยู่บ้านอย่างไร้ค่ากลายเป็นวันที่ผมลุกจากเตียงมานั่งฟังใครก็ไม่รู้พูดอยู่ได้ทั้งวัน และที่สำคัญ คือผู้คนเหล่านั้นโคตรจะเจ๋ง

อาจเป็นเพราะได้ใกล้ชิดกับผู้อยู่เบื้องหลังของทั้งสองงานบ้าง ทั้งทางออนไลน์และบทสนทนาสั้นๆ นั่นเลยทำให้เราเห็นถึงขั้นตอนระหว่างทางตั้งแต่เริ่มแรกเป็นไอเดียฟุ้งๆ จนเริ่มจับต้องได้ และกลายมาเป็นสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่ง่ายเลย ไม่มีพรมแดงปูให้นับตั้งแต่วันที่เริ่มมีไอเดีย ผ่านความเจ็บปวดและหลุมอุปสรรค์บ้าง แต่สุดท้ายภาพที่เห็นตรงหน้าในวันจริงมันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เสียปรบมือหลังม่านการแสดงปิดลง เราซึ่งเป็นผู้ชมลุกจากที่นั่งด้วยความอิ่มเอมใจ แม้จะไม่เห็นสีหน้าของทางทีมงานชัดเท่าไร แต่เดาได้ว่ากลุ่มคนเบื้องหลังเหล่านั้นกำลังมีความสุขกับการเห็นสิ่งที่พวกเขาลงมือทำ ประสบความสำเร็จ

“ยินดีด้วยพี่/ยินดีด้วยครับ”

ผมบอกขอบคุณพวกเขาเหล่านั้นในความหมายแบบนั้นจริงๆ 
และหวังว่าไอ้ที่ตัวเองกำลังจะทำมันจะผ่านไปด้วยดี

3.
มันจะทำได้จริงๆหรอวะ และมันจะออกมาดีหรอวะ 
นี่คือสิ่งที่ผมคิดในใจในวันที่ทีมตัดสินใจเลือกรูปแบบค่ายเป็นแบบนี้

อาจเพราะมันฉีกออกจากทุกค่ายนักเขียนที่ผ่านมา
อาจเพราะว่ายังไม่เห็นกระบวนการ 
ผมไม่มั่นใจเลยว่ามันจะออกมาได้ดี

จนถึงสัปดาห์สุดท้ายที่มัววุ่นวายกับการจัดเตรียมสิ่งของหลายๆอย่าง และยังต้องทำในส่วนของงานประจำควบคู่ไปด้วย ในวันที่เห็น Writer Worksheet ที่พี่ลูกศรรวบรวมมาเป็นคู่มือประกอบค่ายออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน เราลองเปิดอ่านดูแล้วก็ร้องเฮ้ย มันเป็นไปได้วะ อย่างน้อยถ้ามีไอ้เล่มนี้การจะเขียนพล๊อตให้จบในสองวันก็ยังพอเป็นไปได้ และในตอนนั้นเอง เรามั่นใจแล้วว่าค่ายมันต่องออกมาดี แต่สิ่งที่มันยังไม่เกิด ลึกๆยอมรับว่าก็ยังกังวลในระดับหนึ่ง

จนถึงวันแรกที่ของค่าย ก่อนงานจะเริ่ม ระหว่างกำลังจัดสถานที่ หัวล้านกลมๆของผมก็ฟาดเข้ากับเหล็กอย่างจังๆสองที เออน่า กูยอมซวยแทนแล้วให้งานมันผ่านไปได้ด้วยดีแล้วกัน ผมคิดเล่นๆในใจแบบนั้น และใส่หมวกตลอดช่วงเช้าเพื่อปิดบังหน้าผากปูดโปน

เวลางานเริ่มได้ตามตาราง จากที่ผมคิดไบแอสกันไปว่านักเขียนนวนิยายส่วนใหญ่จะเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยคุยกับใครมั้ย เปล่าเลย ทั้งสามสิบคนที่มาค่ายต่างสนิทสนมกันเร็วราวกับรู้จักกันมาด้วยซ้ำ ไม่ต้องมีกิจกรรมอะไรเพื่อให้รู้จักกันเลย เป็นไปได้ว่าพอคนสนใจอะไรคล้ายๆกัน พลังความคล้ายเหล่านั้นก็จะเชื่อมโยงถึงกันจนกลายเป็นสายใยความผูกพันได้ไม่ยาก

ค่ายวันแรกดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องตามตารางทีวางไว้ จำได้ว่าช่วงบ่ายที่ยังไม่เกิดปัญหาอะไร เห็นหลายๆคนได้เริ่มลงมือเขียนพล๊อตตัวเองลงบน Worksheet เหล่านั้น และเห็นความมุ่งมั่นของเมนทอร์ทุกคนที่ช่วยให้คำปรึกษาเวลามีใครเข้าไปขอความช่วยเหลือ ก็ทำเอาผมอดตื้นตันใจที่เห็นว่ามันออกมาได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้ จำได้ว่าดีใจจนพูดคำว่า “ดีจังๆ ออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย” พูดแบบนี้ย้ำๆอยู่กับพี่ลูกศรไม่รู้กี่ครั้ง

จากคนที่เคยอยู่แต่ในค่าย กลายมาเป็นหนึ่งในทีมงาน มันดีใจอย่างบอกไม่ถูกเวลาที่เห็นสายตาของคนที่มีไฟ สายตาแบบนั้น ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเกิดกับเรา และมันก็ตายหายไปจากตัวเองนานแล้ว สายตาที่พร้อมจะสร้างสรรค์อะไรบางอย่างได้อย่างตั้งใจจริง ไม่รู้เมื่อไรที่ผมไม่เห็นมันในตัวเองอีกเลย

ระหว่างที่หลายๆคนกำลังนั่งทำ Worksheet อยู่ ผมแอบหยิบเล่มของตัวเองออกมา ร่างพล๊อต และเริ่มต้นเขียนหน้าแรกไปพร้อมกันกับหลายคนในค่ายแบบเงียบๆ ไม่มีใครรู้หรอก หากจะมีก็คงจะไม่กี่คนที่แอบเข้ามาดูและเราได้เล่าพล๊อตให้ฟังคร่าวๆ

จนจบวันแรกของค่าย เราแอบเอาพล๊อตที่ตัวเองมีไปปรึกษาพี่ภู่ หนึ่งในเมนทอร์ของเรา จากการที่เราอ่านงานของแกมาตลอดเลยคิดว่าเออ งานของตัวเองน่าจะเหมาะกับการให้พี่ภู่เป็นคนช่วยดู และก็เป็นเช่นนั้น ขอบคุณพี่ภู่มณีที่ช่วยขัดเกลาบางอย่างผ่านทางคำปรึกษาจนทำให้ผมรู้สึกว่า มันก็พอมีทางเป็นไปได้นี่น่า

4.
“ความฝันของคนเราถ้าไม่ทำมันออกมา มันจะกลับกลายเป็นพิษร้ายอยู่ภายในใจ” 
พี่อ๋อง วุฒิชัย เคยเขียนไว้เช่นนี้ในบทความหนึ่งที่ storylog 

จู่ผมก็นึกถึงคำนี้ขึ้นมาหลังจากช่วงเวลาท้ายๆก่อนปิดค่ายในวันที่สอง หลังจากที่พี่ปิ๊ปโป้และเมนทอร์ทั้งห้าบอกไว้เป็นเสียงเดียวกันก่อนจบค่ายว่า สิ่งสำคัญมันคงไม่ใช่เพียงการวางโครงเรื่องเสร็จ หรือมีเพียงพล๊อตที่แน่นหนา สิ่งที่มากกว่าการมีรองเท้าที่มั่นคงไว้บุกป่าฝ่าดงคงเป็นเรื่องของการเดินต่อไปจนถึงจุดหมาย มันไกลแหละ ไอ้ที่ทำมาสองวันมันแค่การนับหนึ่งแค่นั้น และรู้ว่าระหว่างทางมันต้องเจอเรื่องอะไรอีกมากมายนั้นแหละ แต่ถึงจุดนั้นมันก็คงเป็นเราแล้วที่ต้องตัดสินใจว่าจะลุยต่อไป หรือจะเผลอใจไปเดินในเส้นทางอื่น เหมือนที่ผมเป๋ๆไปในหลายช่วงของชีวิต และปล่อยให้สิ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งพิษร้ายในใจ

ไม่ปฏิเศษว่าตัวเองก็กำลังใช้ชีวิตโดยมีพิศร้ายนั้นเกาะกุม แต่สองวันนี้เป็นสองวันที่แอบใช้เวลาว่างไปนั่งปั่นพล๊อตของตัวเองบ้าง โดยหวังว่าถ้าพล๊อตเสร็จเมื่อไร ผมจะได้ใช้เวลาว่างเท่าที่มี เริ่มลงมือดีทอกพิษร้ายในใจอันนั้นเสียที

“ขอบคุณมากครับ/ขอบคุณครับ/ขอบคุณที่มา/ขอบคุณที่ชอบ”

เป็นการจบค่ายที่ทีมงานใช้คำขอบคุณมากกว่าทุกครั้ง ขอบคุณทั้งเมนทอร์ ผู้เข้าร่วมค่าย และขอบคุณใครต่อใครที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้งานของเราผ่านไปได้ด้วยดี นี่กระมั่งคงเป็นการยกภูเขาออกจากอกอย่างแท้จริง เป็นภูเขาลูกที่เราเต็มใจแบกมันไว้ และหวังให้ภูเขาลูกนั้นกลายเป็นป่าไม้ที่สวยงาม


“นักดนตรีจะยังเป็นนักดนตรีอยู่มั้ย ถ้าเขายังเล่นเพลงต่อไปทั้งๆที่ไม่มีใครจะฟัง และนักเขียนจะยังเป็นนักเขียนอยู่ไหม ถ้าเขายังเขียนต่อไปแม้ไม่มีใครสนใจจะอ่าน” 
 
ผมเคยทวิตข้อความคล้ายๆแบบนี้ลงไปในทวิตเตอร์ จนถึงตอนนี้ก็ยังอาจจะยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้ แต่พอจะสรุปได้เพียงว่าเวลาที่ได้เห็นคนทำอะไรด้วยใจ แม้ไม่ได้หวังให้ใครเห็น แต่มันโคตรจะเป็นอะไรที่มีพลัง จนบางครั้งพลังนั้นมันแรงพอที่จะดึงดูดให้เดินเข้าไปเห็นผลงานที่เขาทำโดยไม่รู้ตัว เหมือนอย่างที่ผมเห็นในสองวันนี้ ช่วงเวลาที่เพรชหลายเม็ดกำลังเจียระไนตัวของเขาเอง และฉายแสงออกมาให้เห็นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากกว่าการหลงใหลในสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างเต็มที่

หลายคนในนี้สามารถจบพล๊อตตัวเองได้ภายในสองวัน
และพล๊อตนั้นบางอันก็แข็งแรงพอจนนำไปลงมือเขียนได้เลย
โลกนี่ยังมีคนจอมยุทธ์ซ่อนตัวอยู่อีกเยอะ

จนวันนี้แม้ค่ายจะผ่านไปแล้ว 
แต่ Worksheet เล่มนั้นก็ยังนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าของผมเหมือนเดิม
หวังเพียงว่าอีกไม่เท่าไรพล๊อตคงแข็งแรงพร้อมลงมือเขียน
แม้จะช้ากว่าผู้เข้าร่วมค่ายไปเสียหน่อย
แต่ไม่เป็นไร

มา เริ่มไปพร้อมๆกันนี้แหละ :) 


SHARE
Writer
khaikung
storylog reader
เป็นคนธรรมดาที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ IG : khaikung_journey , Ask.fm : @khaikung

Comments

Aunpm
3 years ago
มีอีกบอกเราน้าท
Reply
Iceallaround
3 years ago
ถ้ามีจัดอีก อยากไปนะคะ
Reply
redMaroon
3 years ago
ชื่นชม และ ชื่นชอบค่ะ ✌️️✌️️
Reply
Littlepea
3 years ago
อยากไป มีอีกบอกด้วยนะครับ 
Reply
PoiTecha
3 years ago
“นักดนตรีจะยังเป็นนักดนตรีอยู่มั้ย ถ้าเขายังเล่นเพลงต่อไปทั้งๆที่ไม่มีใครจะฟัง และนักเขียนจะยังเป็นนักเขียนอยู่ไหม ถ้าเขายังเขียนต่อไปแม้ไม่มีใครสนใจจะอ่าน” ชอบประโยคนี้มากเลยค่ะ ^^
Reply