C'est La Vie
“เพราะชีวิตมันก็เป็นแบบนั้น” 
คุณปู่ของผมบอกกับผมด้วยน้ำเสียงแผ่วบนราบเรียบในวันที่ท่านหมดลมหายใจ ท่ามกลางเครือญาติที่หน้าตาเศร้าสร้อยร้องห่มร้องไห้กันเสียยกใหญ่ ผม ซึ่งเป็นเด็กประถมต้น ไม่ได้ร้องไห้บอกตามตรงก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจเท่าไรนัก แต่ถ้าเลือกได้ ผมก็อยากให้ปู่รอด

ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางวิชาชีพนักดนตรีจบใหม่ไร้ประสบการณ์อย่างผม หวังจะมายืนด้วยลำแข้งตัวเองในเมืองใหญ่ใครหน้าไหนก็คงหาว่าบ้า ผมเพียงแต่ไม่คิดมาก

ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้น

ออดิชั่นตามร้านนั่งดื่มได้ไม่เท่าไรผมได้รับโอกาสได้ไปบรรเลงช่วงปิดร้าน ด้วยค่าจ้างไม่ถึงครึ่งพัน

“น้องครับ เล่นแจ๊สได้ไหม” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ผมเงยหน้าขึ้น เขาแต่งตัวเนี้ยบ หน้าตาสะอาดสะอ้านเสียจนแปลกใจว่าทำไมถึงโผล่มาในร้านแบบนี้ในเวลาที่ทุกคนหมดสภาพเยี่ยงนี้

ผมพยักหน้า ทั้งๆที่ความรู้เกี่ยวกับเพลงแจ๊สทั้งหมดคือ กรู๊ฟ อิมโพรไวซ์ และ นอร่า โจนส์

การบรรเลงเพลง “Don’t know why” อย่างใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งผ่านคีย์บอร์ดเก่าครั้งนั้นทำให้ผมรู้จักกับดอมินิค หลังจากเพลงดังของนอร่าจบลง ดอมินิคเดินกลับมาชวนผมไปเล่นร้านของเขา ร้านที่ยังไม่มีแม้แต่ที่ตั้งชัดเจนพร้อมบอกกับผมอีกว่า ผมน่ะหน่วยก้านดีจะปั้นให้เป็นนักดนตรีดัง

ผมเองก็เชื่อในหน่วยก้านนักธุกิจของเขาเช่นกัน

บ่ายวันหนึ่ง ณ ศูนย์อาหารย่านธุรกิจหรูกระเป๋าทรงเหลี่ยมสีดำที่รู้ภายหลังว่าคือแซกโซโฟนราคาแพงถูกวางอยู่บนโต๊ะ แทนราดหน้าหมู หรือ สุกี้แห้มรวมมิตร

“นายคิดว่ายังไง แจ๊กกี้”

บัดซบ…กูเล่นเป็นซะที่ไหน

กว่าจะรู้ตัวก็ถลำลึกเกินกว่าจะถอยกลับเสียแล้ว

“เมืองไทยยังไม่มีแจ๊ซบาร์มากนักการเปิดบาร์แล้วชงเหล้าสูตรพิเศษตามคำขอให้ลูกค้าแต่ละคน จะทําให้บาร์คุณ เป็นที่แห่งแรกที่บรรยากาศเอื้อต่อการเซ็นสัญญาธุรกิจได้” ซึ่งความจริงก็คงไม่มีคนสติดีหน้าไหน เซ็นสัญญาธุรกิจกันหรอก มันเป็นเพียงสิ่งที่ผมกล่าวไปเพราะเขาต้องการความคิดเห็น

สองปีเศษในโดมินิคแจ๊สคลับให้อะไรผมมากมาย

ขอบเขตความสามารถด้านดนตรีของผมที่ถูกผลักออกหลายเท่าตัวผมกลายเป็นนักดนตรีแจ๊ชที่มีชื่อเสียง ผมได้เข้าใจกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจได้มีความรู้เรื่องคอกเทลและเครื่องดื่มต่างๆ

ใครหน้าไหนจะหาว่าผมบ้าที่ยกความดีความชอบให้กับเจ้าของร้าน ผมก็ไม่ได้สนใจ จริงอยู่ที่ความสามารถทั้งหมด ผมเป็นคนขวนขวายมาด้วยตัวเอง แต่ถ้าไร้สะเก็ดไฟเชื้อเพลิงก็จะไม่มีวันโชติช่วง

ถึงไอ้นั่น จะรั้น มุทะลุ เอาแต่ใจไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ก็มีเสน่ห์เหลือร้าย แววตาแห่งความเชื่อมั่นและความคิดเห็นที่ซื่อสัตย์อย่างเหี้ยมเกรียมของเขาปลุกความคุกกรุ่นภายในตัวผมได้เสมอ คงได้แต่หัวเราะเย้ยหยันตัวเองที่ยังมีความคิดติดบวกให้กับคนพรรค์นี้คนที่ไร้ซึ่งการตระหนักต่อความรู้สึก ตั้งตนเป็นดวงอาทิตย์อย่างเขา

ดวงอาทิตย์ที่ผมต้องโคจรรอบอย่างไม่ได้ตั้งตัว

ความสัมพันธ์ของเราคงเป็นไปไม่มากว่า รุ่นพี่-รุ่นน้องเช่นเดียวกับคำว่า เพื่อนหรือคู่คิดในสาวสวยคนอื่นๆ ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ดวงอาทิตย์แปะฉลากให้ทั้งนั้นเมื่อมีฉลากแล้ว การกระทำใดๆ ภายหลัง ก็ไร้ซึ่งนัยสำคัญ

บาร์ในวันหยุดนั้นเงียบสงัดไม่มีดนตรีละมุนละม่อมมาช่วยกลบเกลื่อนเสียงเอียดอาดของเก้าอี้ฝาผนังมีรอยขีดข่วนมากมาย เมื่อไม่มีแสงสลัวชวนโรแมนติกมาอาบไว้ แต่อย่างน้อยความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศก็ยังอยู่ผมนั่งจมอยู่ในโซฟาหนังสังเคราะห์ยวบเย็นของร้าน พึ่งจะเคยนั่งเป็นครั้งแรกรู้สึกแปลก มันทำให้ผมนึกถึง โซฟาที่บาร์ในโรงแรมแลงแฮม เมืองลอนดอน

“แจ๊กกี้นายรู้ไม๊ว่า เนโกรนี มีต้นกำเนิดมากจากอิตาลี ที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง…”

เวลาเริ่มเมาเขามักจะเล่าเรื่องประวัติอันยาวนานเครื่องดื่มโปรด อันประกอบไปด้วย เหล้าจินเวอร์เมาท์ และ แคมปารี่ ในสัดส่วนที่เท่ากัน เสิร์ฟออนเดอะร็อค (จะให้ดีต้องเป็น วิสกี้สโตน) พร้อมกับเปลือกส้มฝาน เล่าอย่างนี้ซ้ำซากมากมายเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

“Variations ของเครื่องดื่มนี้ก็น่าสนใจนะสปาริยาโต้ นีโกรนี ถูกค้นพบเพราะบาร์เทนเดอร์เสือกใส่ไวน์ขาวลงไปแทนเหล้าจินซึ่งผมไม่ชอบ รสชาติพึลึก messed up สมชื่อ อีกอย่าง ผิดก็คือผิดจะมาโมเมให้ถูกได้ยังไงถ้าเปลี่ยนเหล้าจินเป็นเบอร์เบิร์น นี่สิ ค่อยคุยกันได้หน่อย จะได้เครื่องดื่มชื่อว่าบูเลวาดิแยร์ ที่นักดื่มขนานว่า ญาติสนิทของนีโกรนี ผู้มาเยือนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง”

แต่ครั้งนี่ไม่เหมือนครั้งอื่นๆ ดอมินิควางแก้วทรงกลมเตี้ยลงบนโต๊ะอย่างเบามือแล้วหันมันมองผม

“ผมก็เหมือน นีโกรนี สดชื่น ชัดเจน ส่วนนาย ก็เหมือนกับ บูเลวาดิแยร์ เข้มข้น และน่าค้นหา…” 

.
.
.

เสียงส้นสูงกระทบพื้น ดัง ปึก ปึกปึก ปลุกผมให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ 

เขาว่ากันว่าจะดูอารมณ์หญิงสาวฟังจากเสียงเดินก็พอจะรู้แล้ว ครั้งนี้ดูไม่น่าฟังนัก แม่สาวโคลอี้เดินเข้ามาร้านในชุดกระโปรงสีดำขลับ เสริมกับแว่นกันแดดและผมที่รวมตึงเธอสายกว่าที่นัดไว้ร่วมชั่วโมง แต่ไม่เป็นไร ผมรอได้ ไม่มีอะไรต้องทำอยู่แล้ว

“สวัสดีค่ะ คุณธนพัฒน์ขอโทษที่มาสาย ดิฉันคงไม่ต้องแนะนำตัวอีกรอบนะคะ เราก็เคยเห็นน่าค่าตากันมาแล้วขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน คุณคงทราบข่าวจากดอมแล้ว ว่าเขาจะเลิกทำบาร์แห่งนี้”

“ครับ ผมทราบดี”ผมตอบเธอสั้นๆแปลกใจกับน้ำเสียงที่ราบเรียบขัดกับเสียงเดินเมื่อครู่

“คุณจะว่าอะไรไหมถ้าชั้นจะทำกิจการนี้ต่อ แต่มันคงมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ให้มันเหมาะสมกับ…”

เธอหยุด ก้มลงมองที่พื้นโต๊ะ ถอนหายใจแผ่ว แล้วจึงเอ่ยต่อว่า

“คือชั้นต้องมาขอคำยินยอมจากคุณน่ะค่ะชั้นรู้…ว่าคุณทำแจ๊สคลับแห่งนี้ ก็เพื่อดอม”

เธอรู้ ว่าผมรู้ว่าเธอรู้แต่นั่นคงไม่เจือจางความกระอักกระอ่วนใจให้หายไปได้

“อืมในเมื่อเจ้าตัวไม่ได้ต้องการทำต่อแล้ว ผมเองก็คงห้ามอะไรไม่ได้ และผมล่ะจะถูกไล่ออกไหม”

ผมกลบเกลื่อนความเศร้าด้วยมุกตลกฝืดๆ

โคลอี้หัวเราะเบาๆพร้อมเผยยิ้มที่มุมปาก ผมเพิ่งสังเกตเห็นคราบน้ำตาที่แห้งอาบแก้มเธอ ก็ตอนนั้น

“ไม่อยู่แล้วค่ะร้านต้องการคุณมากกว่าชั้นเสียอีก”

เราเงียบกันไปครู่ใหญ่

“อืม…ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

เธอกล่าวลา และเดินออกจากร้านไป
ถึงข้างนอกจะเป็นฤดูร้อนแต่ในบาร์แห่งนี้ ฤดูใบไม้ร่วงคงจวนเจียนจะหมดลงในไม่ช้า

คืนนั้น ผมเป็นพยานในการเซ็นสัญญาธุรกิจของทั้งคู่เขาเดินตามเธอออกจากบาร์ไปทั้งที่ยังไม่สิ้นเสียงเพลง blue train เพลงสุดท้ายที่ผมจะได้เล่นผ่านแซคโซโฟนให้เขาฟัง

6 เดือนต่อมา

Hey, how do you do? Haven’t heard from you for a while. I’m having a debut today, same place at 10 sharp. Hope to see you if you’re not too busy.
Jacky.

นึกขำตัวเองเมื่อก่อน ไม่คิดว่าจะมัวเมาถลำลึกมามากขนาดที่ยอมให้เขาเรียกชื่อผิดๆมาตลอด กูชื่อ แจคกิล ต่างหาก จากละคร Jekyll And Hyde รู้บ้างไหม ว่าแจคกี้มันเป็นชื่อผู้หญิง

เหลือเกินจริงๆผู้ชายคนนี้

อย่างที่ใครสักคนเคบว่าไว้บางสิ่งบางอย่างปล่อยให้มันดูปิดเป็นความลับตลอดไป อาจจะดีกว่า

ใครจะไปรู้ว่าวันนึงผมจะผันตัวไปเป็นดีเจตัวทอปของประเทศได้ ก็แหม โคลอี้น่ะฉลาดเป็นกรดวางแผนการตลาดได้แยบยลฉกาจฉกรรจ์ใช่ย่อย เวลาเลือกคน นายนี่ตาแหลมคม ไม่มีพลาดจริงๆแต่ถ้าเลือกได้ ผมก็ยังอยากทำธุรกิจกับคุณต่อแซคโซโฟนตัวนั้นผมก็ยังอยากเป่าให้คุณฟังอีก

แต่ก็นะ

เพราะชีวิตมันก็เป็นแบบนั้นเอง 
SHARE
Written in this book
Downtempo

Comments