หนึ่งวันกับการทดลองไม่เล่นมือถือระหว่างนั่งรถไฟฟ้า
พอได้ยินเสียงรถไฟฟ้าวิ่งมาถึงปุ๊บผมก็กดปิดจอมือถือ ยัดใส่กระเป๋ากางเกง ก้าวเข้าไปในรถที่แน่นไปด้วยคนที่เหนื่อยล้า ที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่ผมมีคือเสาเหล็กเย็นเยียบ

ทันทีที่ประตูรถปิดความรู้สึก "อยากมือถือ" ก็เด้งขึ้นมาทันที คันไม้คันมืออยากหยิบมือถือมาสไลด์เล่น ไม่รู้ทำไมมันขาดมือถือไม่ได้อะไรขนาดนั้น นับตั้งแต่ก้าวเข้ารถมาถึงจุดนี้ เวลาผ่านไปยังไม่ถึง 15 วินาทีเลยด้วยซ้ำ

แต่ไม่ว่าจะอยากมือถือแค่ไหน ในเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะทดลองนั่งรถไฟฟ้าแบบไร้มือถือดู ผมก็ต้องอดทน

แต่มันไม่ได้ง่ายเลย...

พอไม่มีมือถือผมก็หันไปมองจอทีวีแทน ไม่รู้เหมือนกันว่ามองไปทำไม ดูโฆษณาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผมไม่ได้สนใจ ตามด้วยโฆษณาอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตผมเลย แต่ผมกลับรู้สึกปลอดภัยขึ้นพอมีทีวีให้มอง เหมือนจิตใจผมมันต้องการที่พึ่ง และจอทีวีเป็นที่พึ่งเดียวที่ผมมีในรถไฟฟ้า

คราวนี้ลองบังคับตัวเองให้ถอนสายตาออกมาจากจอ... มองสิมอง มองอย่างอื่นบ้าง ในรถไฟฟ้ามีอะไรให้มองอีกบ้างไหนลองหาดู

มีคุณป้านั่งหน้าเมื่อยเรียงกันสองฝั่ง

มีฝรั่งยืนแบกเป้กินพื้นที่

มีเด็กนักเรียนเกาะกลุ่มคุยกันจ้อแจ้

มีนักศึกษายืนโดดเดี่ยวไม่คุยกับใคร (ช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยมัธยมไปมหา'ลัยคงทำให้คนชอบอยู่คนเดียวมากขึ้น)

และมีชาวจีนเกาะกลุ่มคุยกันในภาษาที่ผมไม่เข้าใจ

ที่น่าประหลาดใจคือเราทุกคนในรถยืนติดกันยังกับเป็นเพื่อนสนิท แต่เรากลับพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ปฏิสัมพันธ์กับใคร... จริงๆ ก็ไม่รู้จะปฏิสัมพันธ์กันใครไปทำไม เพราะทุกคนในรถล้วนแต่เป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน...

ทุกๆ วันเราเดินทางไปกับคนต่างวัย... ต่างความคิด... ต่างอาชีพ... ต่างไลฟ์สไตล์... และต่างจุดหมายปลายทาง

เราต่างไม่มีตัวตนในสายตาของกันและกัน เป็นเพียงหมอกควันพร่าเลือนที่จางหายไปทันทีที่ก้าวออกจากประตู

เราสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าทุกคนดูจะอยากหลบหนีออกจากที่นี่ อยากไปให้พ้นๆ ตู้รถไฟฟ้าปลากระป๋องแห่งนี้ และมือถือดูจะเป็นอุปกรณ์วิเศษชิ้นเดียวที่พาทุกคนหนีออกไปได้

มือถือช่วยเบลอช่วงเวลาน่าเบื่อในชีวิตเราให้หายไป แอพฯ ต่างๆ เป็นเหมือนการกดปุ่ม fast forward ที่ใช้กดเพื่อกรอข้ามไปยังจุดที่เราต้องการอยู่ ไม่ต้องรับรู้ว่ามีอะไรบ้างระหว่างทาง

ถึงจุดหนึ่งเมื่ออยู่โดยไม่ใช้มือถือนานพอ ประสาทสัมผัสผมเริ่มเปิดกว้างกว่าเดิม ผมเลิกสนใจจอทีวีที่ฉายโฆษณาซ้ำเป็นพันๆ รอบต่อวัน ผมเลิกสนใจว่านอกหน้าต่างรถวิ่งถึงไหน ผมเลิกนับป้ายสถานี...

ผมเริ่มเห็นความสุขความทุกข์ที่ปรากฎอยู่บนใบหน้าของชาวเมือง และเริ่มได้ยินเรื่องราวที่พวกเขาพูดคุยกัน

ผมได้เห็นว่าคนทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน จะพนักงานฝึกหัดหรือเป็น CEO ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน พอมายืนอัดกันในรถไฟฟ้าและเหม่อตามองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก แต่ละคนก็ต่างมีปัญหาชีวิตของตัวเอง มีเรื่องที่ต้องคิด มีเรื่องที่ต้องแก้ มีความสุขที่อยากได้ และมีเรื่องที่อยากให้ผ่านไป

สุดท้ายพอลงรถไฟฟ้าผมก็กลับมาใช้มือถืออีกรอบ รู้สึกทันทีเลยว่าการมัวแต่มองมือถือทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยากหนีจากปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา
 
ต่างกับตอนที่ไม่หยิบมือถือขึ้นมาดูเลยบนรถไฟฟ้า

ตอนนั้นไม่ว่าปัจจุบันจะน่าเบื่อและไม่น่าอยู่ขนาดไหน แต่พอไม่หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อ fast forward เวลาทิ้งไป ผมรู้สึกกับตัวเองว่า

"เราอยู่ได้"

ผมอยู่กับความไม่พอใจได้ อยู่กับความอึดอัดได้ อยู่กับความน่าเบื่อหน่ายได้ และการรู้สึกแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเอง เหมือนผมมีภูมิคุ้มกันพิเศษ ที่ทำให้ผมรู้จักอยู่กับสิ่งที่ไม่เป็นดังใจบ้าง โดยไม่ต้องหาทาง fast forward ชีวิตอยู่ตลอดเวลา
SHARE

Comments

deux
3 years ago
จริงๆ
Reply
SBPA
3 years ago
ลองนึกถึงในสมัยก่อนที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือซิ ตอนนั้นใช้ชีวิตกันอย่างไร
Reply
นั่นสิ แล้วก็หยิบไอโฟนขึ้นมาอ่าน storylog ต่อมา
Reply