ไ อ้ ห ม า
(พ.ศ. ๒๕๑๕)
"ไอ้หมาไปตลาดไหม" น้าสาวตะโกนเรียกเมื่อเห็นผมเมียงมองขณะที่แกกำลังก้าวขึ้นรถโดยสารคันเดียวในตำบล ผมไม่รอให้เรียกซ้ำสองหรอก... ไม่คิดว่าน้าจะยอมพาไปด้วย เพราะกับแม่ผมต้องคอยรบเร้าหรือร้องไห้ตามก็บ่อยไป...

หัวใจผมพองโตคับอกกับการได้ไปตัวจังหวัดโดยไม่คิดฝัน มีเสียงแซวขณะขึ้นรถว่าจะไปทำไม เดี๋ยวก็ไปเดินเหยียบอ่างกะปิเขา... ผมไม่สนใจคำทักทายนั้นหรอก...

ผมกับน้าสาว และลูกสาวน้าอีกสองคนนั่งเบียดกันไปกับคนอื่นๆ แบบที่เขาชอบบอกกันว่า อัดกันอย่างกับปลากระป๋อง ลูกของน้าคนเล็กต้องนั่งบนตักแม่ ผมก็ต้องนั่งบนตักใครไม่รู้เช่นกัน ยังมีพวกวัยรุ่นสามสี่คนขึ้นไปนั่งบนหลังคารถกันนั่นอีก...

รถโดยสารพาผมกับคนอื่นๆ กระเด้งกระดอนไปตามถนนสีแดง ฝุ่นฟุ้งไล่หลังและม้วนวนเข้ามาในรถ แม้จะต้องคอยหลับตาปิดปาก แต่มันก็เป็นอะไรที่ผมจะได้เจอก็ตอนนั่งรถไปเที่ยวหรือไปตลาดนี่เท่านั้น กับความตื่นเต้นที่มีมากกว่าผมจึงไม่เคยที่จะรังเกียจฝุ่นที่ทำให้หัวแดงก่อนถึงที่หมายนี้ได้หรอก

ตลาดก็ยังเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจเสมอ เพราะนานๆ ผมถึงจะได้มาสักทีนั่นแหละ
น้าบอกผมและลูกสาวของแกว่าให้คอยเดินตามระวังจะหลง พวกเราก็เลยต้องเดินตามแกเป็นขบวนเลยทีเดียว

ภาพวาดแผ่นใหญ่บนหลังคาโรงหนังเป็นสิ่งที่ผมต้องเหลือบมองทุกครั้งที่เดินผ่าน ไอร้อนและกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นก็ทำให้ผมอดสนใจไม่ได้ขณะที่น้าสาวยังคงเลือกซื้อหมูอยู่ข้างๆ ชายคนหนึ่งหิ้วกระป๋องนมใส่กาแฟร้อนเดินออกมาจากร้านก็ทำให้ต้องหันมองอย่างสนใจ ได้แต่คิดว่าคนตลาดเขากินกาแฟแบบนี้กันด้วย ผมมองพลางจินตนาการถึงรสชาติที่ไม่เคยได้สัมผัส

ลูกสาวน้าสองคนเดินออกไปเหมือนว่าสนใจอะไร ผมชำเลืองมองพลางคิดในใจว่าสองคนนี่เดี๋ยวก็หลงหรอก แต่ก็ไม่ได้หันไปบอกน้าเพราะมัวแต่สนใจพ่อค้าที่กำลังชงกาแฟกับถุงที่ดูคล้ายกับถุงเท้านั่น และเมื่อหันกลับไปมองน้าอีกทีก็ถึงกับต้องตกใจ

ไม่มีน้า ไม่มีลูกสาวน้าสองคนนั่น ไม่มีใครเลยนอกจากใครที่ไม่รู้จัก ผมพอเข้าใจได้ว่าที่แท้สองคนนั่นเดินตามแม่ออกไปโดยที่ผมมัวแต่สนใจพ่อค้ากาแฟนั่น...

ตลาดกลายเป็นสิ่งน่ากลัวทันทีเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าโดยลำพัง ผมหลง! ผมจำอะไรไม่ได้เลย รถโดยสารจอดตรงไหน หรือต้องไปทางไหนก็จำไม่ได้ น้ำตาเด็กขี้แยไหลออกมาโดยไม่ทันได้รู้ตัว ผมร้องไห้ไปเดินไปมองหาน้าผ่านม่านน้ำตาไปโดยไม่สนใจใคร และก็ดูจะไม่มีใครสนใจผม ทุกคนอย่างมากก็แค่หันมองกันเท่านั้น...

ผมเดินหลงลำพังท่ามกลางผู้คน เริ่มหวาดกลัวและวิตกไปสารพัดตามที่เด็กอย่างผมจะวาดภาพจินตนาการได้

"เป็นไรเอ็ง" เสียงนั้นทักทายมาจากข้างหลัง เด็กชายขายไอติม ผมยิ้มให้ทั้งน้ำตา เด็กคนนั้นโตกว่าผมมาก เขายิ้มเมื่อผมบอกว่ากำลังตามหาน้า ผมค่อยใจชื้นและรู้สึกดี แต่่เด็กขายไอติมนั่นก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น... ผมเช็ดน้ำตากลั้นสะอื้นและเดินตามไปเงียบๆ เขากลับเข็นรถขายไอ้ติมเข้าซอยเล็กๆ สั่นกระดิ่งกรุ้งกริ๊งจากไป ผมได้แต่มองตามหลัง ซอยเล็กแบบนั้นหากจะตามไปคงไม่เจอน้าแน่นอน ไม่ทันคิดอะไรมากไปกว่านั้นผมก็ถูกระชากข้อมือจนต้องหันกลับหลัง

"มานี่!" คนขับรถโดยสารที่พามาเมื่อเช้านั่นเอง ผมอยากยิ้มดีใจแต่น้ำเสียงและสีหน้าตำหนิไม่พอใจนั้นทำให้ผมต้องจ๋อยลงและเดินตามเขาอย่างสำนึกผิด ผมรู้ตัวว่าผิดที่ไม่คอยดูน้าให้ดี ผิดที่มัวแต่สนใจพ่อค้ากาแฟนั่น น้าจะโกรธไหม จะตำหนิไหม ผมเดินไปด้วยความไม่สบายใจในความผิดของตัวเอง ผมรู้สึกแย่และดูเป็นเด็กที่ไม่ได้เรื่องมากเลย

น้าสาวกลับทำให้ผใยิ้มได้ น้ามีแต่รอยยิ้มและความดีใจที่ได้เจอ ทั้งน้าทั้งน้องสาวไม่มีใครตำหนิอะไร ผมยิ้มได้อีกครั้ง และการมาตลาดหนนี้ก็ยังเป็นอะไรที่สนุกมากเลย...

ผมอดคิดถึงเด็กขายไอติมคนนั้นไม่ได้ อย่างน้อยเด็กคนนั้นก็ทำให้ผมคลายหวาดกลัวและรู้สึกดีกับคำถามแค่นั้นของเขาได้เช่นกัน.

SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นจิปาถะ
รวมเรื่องสั้น งานฝึกหัด /ยินดีรับฟัง และขอบคุณทุกความคิดเห็นนะครับ/
Writer
Lava
ผู้เฒ่าธรรมดา
เจ้าปัญหา จอมโวยวาย

Comments