ในโรงภาพยนตร์ - Inside The Cinema (เหมือนคำนำเสนอ)

ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิตจากในโรงภาพยนตร์มากกว่าจากในห้องเรียนเสียอีก นั่นเป็นเรื่องเมื่อสองสามปีก่อน ตอนผมเริ่มดูหนังอย่างจริงจังช่วงแรก ทั้งหมดมันเริ่มต้นจากความทุกข์ทรมาณของการอยู่ในห้องเรียน พอจะพูดแบบนี้ได้ไหม ว่าผมรู้สึกว่าความตายอบอวลอยู่ในห้องเรียนแห่งนั้น แต่ละวันแต่ละวันผ่านไป ผมไม่รู้สึกว่าเราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเลย แย่กว่านั้น ผมในเวลานั้นมองเห็นแจ่มชัดว่าเรากำลังผลาญช่วงชีวิตของเราไปอย่างสูญเปล่าในห้องเรียนแห่งนี้ ผมยังจำได้ถึงคำสอนของครูคนหนึ่ง แกบอกว่า--จงใช้ชีวิตทั้งหมดของพวกเธอไปกับการศึกษา ทั้งหมดนั้นมันก็เพื่ออนาคตของเธอเอง อย่าเอาเวลาไปดูหนังฟังเพลงอ่านนิยาย อย่าเอาเวลาไปทำเรื่องไร้สาระ เรียนให้หนัก เรียนพิเศษให้หนัก อ่านหนังสือทบทวนและทำข้อสอบให้หนัก หากชีวิตของพวกเธอตึงอยู่แล้ว ก็ทำให้มันตึงขึ้นไปอีก พวกเธอควรนอนวันล่ะห้า ไม่สิ สี่ชั่วโมงได้แล้ว ห้าชั่วโมงมันมากเกินไป ไม่จำเป็นต้องพักผ่อน เข้าใจไหม--คุณคงพอเข้าใจว่าตามระเบียบแล้วพวกเราต้องตอบว่า เข้าใจครับ เข้าใจค่ะ ต่อให้เราเข้าใจแต่ไม่เห็นด้วยสุดชีวิตก็ตาม ต้องตอบว่าเข้าใจแล้วล่ะว่าต้องทำแบบนี้นี่เอง ต่อให้พวกคุณครูแต่ละคนที่เข้ามา จะพล่ามสิ่งที่จะค่อยๆบดทำลายจิตวิญญาณของเราจนแหลกไม่เหลือดีก็ตาม ชีวิตของผมในช่วงนั้นมืดมิดสิ้นดี  
           ผมไม่คิดว่าผมในตอนนั้นจะคิดอะไรลึกลับซับซ้อน มันคงเป็นกลไกของการเอาตัวรอด หากเครียดก็เติมสุข ถ้าทุกข์ก็เติมผ่อน ผมไปโรงภาพยนตร์บ่อยขึ้น ไปทุกสัปดาห์ หาหนังสักเรื่องที่น่าจะดี และช่วยต่อชีวิตของผมให้ต่อไปได้อีกสักพัก ในโรงภาพยนตร์อาจมืดและหนาว แต่มันคือสถานที่ปลอดภัยของผม เป็นหลุมหลบภัยที่ทั้งสว่างและอบอุ่นไปด้วยชีวิตชีวา โรงภาพยนตร์คล้ายเป็นสถานที่พิเศษที่ชีวิตจริงไม่อาจก้าวก่ายเข้าไปในนั้นได้ ชีวิตจริงต้องนั่งรออยู่ข้างนอก  ระหว่างนั้นภาพยนตร์พาเราโบยบินไปกับความฝันที่มีสีสันเหลือเชื่อ มันคือความบันเทิงเริงใจบริสุทธ์ ใช่ เราดูหนังเพื่อหนีไปเสียจากความจริง เพื่อผ่อนพักสักครู่ ขอให้ได้ฝันก่อนได้ไหม รู้น่าว่านี่เรื่องแต่งขึ้นมาไม่ใช่เรื่องจริง แต่ขอให้ได้ดื่มกินแสงที่เป็นเหมือนน้ำและขนมปังแห่งจิตวิญญาณอันนี้หน่อยสักหน่อยสิ 
           ผมในตอนนั้น ไม่รู้หรอกว่าภาพยนตร์ทำแบบนั้นได้ยังไง ผมหมายถึง ทำให้เกิดมีแสงสว่างขึ้นในความมืดของผมได้ยังไง สามารถเติมฉีดลมหายใจเข้ามาในท่ออากาศที่ตัดขัดของผมได้ยังไง ผมในตอนนั้น เข้าใจว่ามันคือความบันเทิงเท่านั้น เป็นวิมานแก้วที่ลอยอยู่บนอากาศ
           เป็นตอนไหน เป็นภาพยนตร์เรื่องไหน ที่ทำให้ตะขิดตะขวงใจถึงสิ่งที่อยู้เบื้องหลังสิ่งลึกลับที่เรียกว่าหนังนี้ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่เป็นตอนนั้นแหละที่ คำถามที่ว่าหรือบางทีมันอาจจะมีอะไรมากไปกว่าแค่ความสนุก สิ่งนั้นคืออะไร ผมไม่รู้ ผมปะป่้ายมือไปในท่ามใกลางความมืดของความสงสัย หวังจะคว้าจับให้ได้บางอย่าง เมื่อตัวเองเพียงคนเดียวไม่สามารถทำได้ ผมก็เรียกขอความช่วยเหลือ หยิบจับนิตยสารขึ้นมา เปิดอ่านไปที่หน้าวิจารณ์ภาพยนตร์ เปิดอินเตอร์เน็ต เสิร์ชหาข้อเขียนที่มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจ เมื่ออ่านและฟังมากเข้า เราก็เริ่มจะจับทางและมองเห็นด้วยตาของตัวเองได้ ถึงสิ่งสุดแสนอัศจรรย์ที่จะทำให้หัวใจของเราสั่นสะท้านอันนั้น บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าเครียดไปหรือเปล่า ดุหนังแล้วต้องมานั่งครุ่นคิดนั่งรู้สึกรู้สา ต้องมาพยายามทำเกินสิ่งที่ตัวเองเป็น สารภาพตามตรงว่า มีหลายครั้งที่เครียดจนประสบการณ์การชมภาพยนตร์ครั้งนั้นๆไม่เต็มชิ้นเต็มอัน แต่ถ้าเราทำสำเร็จนะคุณ สิ่งที่ได้รับกลับมามันคุ้มแสนคุ้ม และหากได้สนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่เราค้นพบกับคนอื่นที่เขาก็ค้นเจออีกอย่าง ประสบการณ์นั้นๆก้จะเป็นความสุขสุดขีด เป็นประการณ์ที่ถูกต่อยอดไปสามชั้น เราจะขออะไรมากไปกว่านี้เล่า ผมจะขออะไรมากไปกว่านี้
          แล้วประสบการณ์ที่ผมไม่ได้คาดคิดว่าจะได้รับก็เกิดขึ้น ผมมีโอกาสที่เข้าเรียนวิชาทฤษฎีพื้นฐานของการชมภาพยนตร์ ชื่อว่า ภาพยนตร์วิจักษ์ ได้พบเพื่อนๆพี่ๆและคุณครูที่แสนพิเศษ ประสบการณ์ตลอดสิบเจ็ดสัปดานั้น ค่อนข้างเหนือจริงสำหรับผม ทุกครั้งที่กำลัลเรียนมันเหมือนเรากำลังมีชีวิตอยู่ในหนังสักเรื่องหนึ่ง การได้พูดคุย เห็นด้วยเห็นต่างเกี่ยวกับหนัง มันไม่ใช่แค่การพุดคุยเกี่ยวกับหนัง แต่มันเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตด้วย ผมยืมคำพูดของ อาจารย์ประวิตร แต่งอักษรมาอีกที แกบอกว่า วิธีหรือรูปแบบการวิจารณ์ของใครคนใดคนหนึ่ง ในทางหนึ่งย่อมเป็นการวิจารณ์ตัวผู้วิจารณ์คนนั้นเองด้วย อีกอันหนึ่งที่แกพุดแล้วมันติดอยู่ในใจผมคือที่แกพูดว่า..ผมว่าความสุขของการดูหนังมันคืออย่างนี้แหละฮะ การได้พูดคุยเกี่ยวกับการดูหนังของพวกเรา แน่นอน ว่าหลังเรียนจบไปแล้วผมก้ชักจะจำพวกหลักวิชาการอะไรไม่ค่อยได้ แต่บางมันไม่ต้องจำ มันจึงไม่มีทางลืม การดูหนังของผมหลังจากนั้นย่อมเปลี่ยนต่างออกไปนิดหน่อย
          ภาพที่คุณเห็นนี้มาจากวันสุดท้ายของการเรียนของพวกเรา อันที่จริงวันนั้นเราไม่ได้เรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่ทุกคนได้รับการบ้านชิ้นเล็กๆ คือให้เลือกหนังมาสักเรื่องแล้วลองวิจารณ์มันดู มันสนุกมาก เพราะหนังก้เลือกมาต่างกัน วิธีตีความทำความเข้าใจของแต่ละคนก็ต่างกันอีก การทำความเข้าใจของแต่ละคนต่อคำอธิบายนั้นๆก็ต่างการไปอีก มันทำให้เห็นว่ามีอะไรมากมายขนาดไหนที่ซ่อนอยู่ในหนัง หรือแม้แต่ในการมีชีวิต
          ตอนย่ำเย็น พี่คนหนึ่งเดินเข้ามาบอกผมว่า ผมเนี่ย คงสนใจเรื่องเกี่ยวกับชีวิตมาก เพราะวิธีตีความหนังของผมเป็นไปในทางที่จะเชื่อมโยงมันเข้ากับวิธีของการมีชีวิตเอาให้ได้ ผมเองไม่รู้ตัว และเอาจริงๆไม่เข้าใจว่าพี่เขาหมายความว่าอะไร แต่กลับรู้สึกอยู่ลึกๆว่าบางทีมันอาจจะเป็นแบบนั้นจริิงๆ ผมจึงเก็บข้อสังเกตุนั้นไว้ในใจ เผื่อว่าวันหนึ่งมัันจะเป็นประโยชน์กับผม
          ชื่อ นอกโรงภาพยนตร์ หรือ Outside the Cinema ถูกตั้งไว้ก่อนหน้านั้นสามสี่เดือน สิ่งหนึ่งที่ผมอยากทำมาตลอดคือการเขียนเกี่ยวกับหนัง ใช่ เขียนเกี่ยวกับหนัง ไม่ใช่วิเคราะห์วิจารณ์หนัง ผมใช้เวลาคิดไปคิดมาอยู่สามสี่ชั่วโมงก็ได้ชื่ออันเหมาะเจาะตรงใจนี้มา
         การชมภาพยนตรืไม่ใช่การหนีไปเสียจากความจริง เราดาหน้าเข้าไปหาคามจริงเลยต่างหาก เพียงแต่มันเป็นความจริงที่ถูกตกแต่งจัดสรรมาดีมากๆเท่านั้น ชีวิตจริงไม่ได้นั่งรออยู่นอกโรงภาพยนตร์ มันเข้ามาในนั้น คล้ายโรงภาพยนตร์เป็นสถานที่ศักสิทธิ ชีวิตจริงของเราจึงแสดงตัวออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง เผยเปิดตัวตนซึ่งงปกติจะถูกว่อนไว้ลับลึกในตัวเรา คนร้อยคนดูหนังเรื่องเดียวกัน ย่อมเข้าใจไปร้อยอย่างๆ แน่นอนว่ามีจุดร่วมบ้าง แต่ไม่มีประสบการณ์ไหนที่จะซ้อนทับกันได้พอดิบพอดี พูดอีกอย่างคือ ชีวิตจริงของเราเป็นอีกครึ่งหนึ่งของภาพยนตร์เหล่านั้น เป็นกระจก เป็นเลนส์ที่ทำให้เรามองเห้นสิ่งเดียวกันไม่เหมือนกัน ภาพยนตร์ที่ดีจะมีคุณสมบัติของการมีชีวิตอยู่ในนั้น ตัวเราที่กำลังดูภาพยนตร์ พูดให้ลึกซึ้ง นั่นคือภาวะที่ดวงชีวิตหนึ่งกำลังสนทนาชีวิตหนึ่ง เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเสมอจากการดูหนัง บางครั้งหลังจากออกมาจากโรงภาพยนตร์ เราครุ่นคิดต่อ แล้วอาจจะมาร้อง อ้อ ในอีกหลายวันต่อมา คุณจะแค่ดูภาพยนตร์ก็ได้ แต่ควรรู้ไว้ว่า คุณมีสิทธิที่จะรู้สึกรู้สาและนึกคิดเกี่ยวกับภาพยนตรืที่คุณดูอีกด้วย และเมื่อเป็นแบบนั้น ภาพยนตร์และชีวิตจริงจะถูกเกลี่ยจนแนบเป้นเนื้อเดียวกัน ไม่มีจริง ไม่มีฝัน ไม่มีชีวิต ไม่มีภาพยนตร์ มีแต่ความต่อเนื่องไปของการรับรู้และประสบการณ์ มีเพียงลมหายใจที่ต่อเนื่องไปไม่สะดุด
        การดูหนังเป็นประสบการณ์ส่วนตัว เราอาจไปดูหนังเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มได้ แต่ถึงที่สุด เมื่อเข้าไปนั่งในนั้นแล้ว เราก็ต้องต่างคนต่างดู เป็นตอนที่อยู่นอกโรงภาพยนตร์ต่างหากที่บทสนทนาได้เกิดขึ้น คล้ายได้ฉายซ้ำภาพยนตร์เรื่องนั้นอีกครั้ง แต่ในรูปแบบของการสื่อสารสนทนาตอบโต้ตอบรับกัน เราเมื่ออยู่นอกโรงภาพยนตร์ เราควรมาจับกลุ่มคุยกันมากกว่านั่งนึกอยู่คนเดียว นี่อาจไม่ใช่วงสนทนา แต่คุณก็โต้ตอบได้ ผมอยากให้สถานที่เล้กๆที่ชื่อว่า นอกดรงภาพยนตร์นี้เป็นที่ที่ผมเอาไว้คุยกับคุณ จะเรียกว่าเป็นโรงภาพยนตร์แห่งความรู้สึกนึกคิดก็คงได้ แม้จะกระดากปากสักหน่อย
         ผมคิดว่า หากชีวิตจริงยังดำเนินไปในโรงภาพยนตร์ได้ ทำไมสิ่งที่อยู่ในโรวภาพยนตร์จะไม่ตามติดออกมากับเราหลังจากนั้น ตอนนี้เราทุกคนอยู่นอกโรงภาพยนตร์ ที่ซึ่งชีวิตของพวกเราดำรงอยู่ กำลังพูดคุยเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นที่แสนพิเศษสำหรับพวกเรา หากไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม ก็ถือเสียว่า นี่เป็นการเฉลิมฉลองแด่ชีวิต แด่ภาพยนตรือันเป้นที่รักของเรา
          ผมเชื่อว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องยังคงดำเนินต่อไปหลังเราเดินออกไปนอกโรงภาพยนตร์
          ภาพยนตร์ยังคงดำเนินไปอย่าองอาจ และยืนอยู่เคียงข้างชีวิต
          ยังไงก็..ยินดีต้อนรับนะครับ
          (โค้งคำนับ)
          และถ้าคุณหันขึ้นไปมองป้ายที่แขวนไว้ข้างบนนั้น บนนั้น ใช้ครับ ตรงนั้นแหละ
          คุณก็จะเห็นมีข้อความสลักไว้่
          ขออุทิศสถานที่นี้ไห้กับหลุมหลบภัยของผม 'ภาพยนตร์'
          และครั้งต่อไปที่คุณได้เดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่มืดและเหน็บหนาว
          ผมอยากให้คุณรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว ใครบางคนรอคุณอยู่ข้างนอกนั้น 
          รอ..รอที่จะได้พูดคุยและใช้ชีวิตร่วมกัยคุณ
          ยินดีต้อนรับสู่ นอกโรงภาพยนตร์ครับ            
  
          



            



SHARE
Written in this book
OutsideTheCinema

Comments