ตอนจบ...แต่ไม่บริบูรณ์
บันทึกของปลายฟ้า  ตอนจบ

       หลังจากเสร็จงานศพของน้องชาย ปลายฟ้าต้องทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แวะเวียนไปหาพ่อบ่อยขึ้นหลังจากที่ไม่เข้าไปมานาน พ่อคงยากที่จะทำใจร่างกายของพ่อผอมดำสีหน้าหม่นหมอง ปลายฟ้าได้แต่พูดให้กำลังใจให้พ่อดูแลตัวเองบ้าง อายุมากแล้วให้พักงานที่ต้องใช้กำลังหนักๆ ทั้งน้องสาวและพี่สาวต่างพากันเล่าภาพที่ยังติดตาเมื่อตอนน้องชายยังมีชีวิต มันเป็นธรรมดาของการสูญเสียที่ต้องใช้เวลาในการเยียวยาชีวิต
พวกเราจดจำและพูดถึงแต่ความดีที่น้องชายพอมีอยู่บ้างเมื่อครั้งยังมีชีวิต ไม่นานนักน้องสะไภ้ก็แต่งงานใหม่ พ่อและแม่เลี้ยงต้องใช้ชีวิตกันลำพังสองคน โดยมีหลานชายอยู่สร้างเวรสร้างกรรมกับปู่และย่าต่อไป
       ปลายฟ้าไม่เคยทอดทิ้งพ่อ แต่ไม่อยากแบกรับปัญหาอีกต่อไปจึงหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้เรื่องหลานลูกของน้องชาย ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนถูกกำหนดให้ทุกคนต้องชดใช้เวรกรรมแต่ชาติปางก่อน ส่วนชาตินี้คุณมีโอกาสสร้างกรรมดีและบุญกุศลเท่ากันทุกคน อยู่ที่คุณจะเลือกสร้างกรรมดีหรือไม่เท่านั้นเอง ปลายฟ้าเชื่อในโชคชะตาฟ้าลิขิต ยอมรับกับทุกสิ่งที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตตลอดเวลา บางครั้งคนเราต้องยอมรับว่าเมื่อดวงตกทุกอย่างล้วนเข้ามาพร้อมๆ กัน
ปลายฟ้าเจอมรสุมชีวิตราชการงานในหน้าที่สะดุดเล็กน้อย แต่ผู้ใหญ่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ชีวิตการทำงานในตำแหน่งที่มีความเสี่ยง ความถูกต้องและการให้บริการที่ดีสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรทุกอย่างมักไปด้วยกันไม่ได้เสมอไป จึงทำให้มีความพลั้งเผลอเกิดขึ้นได้ กรมฯ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่ปลายฟ้าพร้อมและน้อมรับกับผลที่กรมฯ จะพิจารณา เพราะไม่มีความเจตนาในการทุจริตใดๆ แอบแฝง       แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ที่ช็อคที่สุด ก็มาถึง กรมฯ มีคำสั่งย้ายให้ลงใต้ ปลายฟ้าต้องไปทำงานที่ภูเก็ตเป็นครั้งที่สองนับจากครั้งแรกเมื่อสิบสามปีก่อน การทราบคำสั่งย้ายครั้งนี้แม้จะไม่ใช่การลงโทษ เป็นการหมุนเวียนตามกำหนดเวลาซึ่งปลายฟ้าเตรียมตัวสำหรับการย้ายที่ทำงานไว้แล้ว แต่ไม่ได้เตรียมใจสำหรับการเดินทางไกลจากครอบครัว ในวันนี้เราไม่สามารถไปได้ทั้งครอบครัวเหมือนวันก่อน ด้วยลูกคนโตกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีปีที่สองของมหาวิทยาลัย เธอเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งเจอแม่ที่ทำงานติดรถกลับบ้าน ต่อแท็กซี่ในบางครั้ง ลูกคนเล็กเธอยังเด็กเหลือเกิน มือเท้าชาจนทำอะไรไม่ถูกสมองตื้อคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงดี เมื่อคำสั่งออกแล้วยังไงการเดินทางต้องเกิดขึ้นแน่ ในเมื่อเราเลือกทางเดินของชีวิตที่จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีพรรคพวก ไม่มีนายเธอต้องยอมรับสิ่งที่กำลังเผชิญให้ได้ปลายฟ้า ที่ผ่านมาเพื่อนหยิบยื่นโอกาสให้เข้าพวกไว้ แต่เธอไม่เลือกเองนี่นา (ในสมองคิดโทษ และปลอบใจตัวเอง)
เมื่อเจอหัวหน้าในเช้าวันทำงานที่รู้ว่าต้องย้ายไปไกล  เธอสวมกอดตบหลังให้กำลังใจ พร้อมกับกระซิบว่า "พี่รู้หนูอยู่ที่ไหนก็ได้คนทำงาน...แต่ห่วงลูกใช่ไหม" ประโยคนี้ช่างเจ็บจี๊ดถึงหัวใจคนเป็นแม่ที่สุด น้ำตาไหลกอดหัวหน้านานท่ามกลางสายตาคนภายนอกมองว่าเกิดอะไรขึ้น ปลายฟ้าขอบคุณหัวหน้าที่เอ็นดูลูกน้องคนนี้มาโดยตลอด เราร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน หัวหน้าเป็นไอดอลในการรับราชการเธอเป็นหญิงแกร่ง เก่งงานเข้าใจงาน และเข้าใจลูกน้อง เธอไม่เคยทำงานเอาหน้าและไม่เข้าพวกเหมือนเรา จึงไม่ได้เติบโตเหมือนคนอื่นๆ แต่เธอเป็นหัวหน้าในหัวใจลูกน้องเสมอ หัวหน้าได้ขอขยายเวลาเดินทางให้อีกหนึ่งเดือนเพื่อสะสางงานที่คั่งค้าง  ตลอดเวลาน้องๆ พี่ๆ ที่มาติดต่องานจะแวะเวียนมาถามให้กำลังใจ ด้วยน้ำตาคลอเบ้า มันคือความรักความผูกพันในชีวิตการทำงาน เกือบสิบปีที่เราต้องติดต่องานกันเกือบทุกวัน จึงเป็นเหมือนพี่เหมือนน้อง ปลายฟ้ามีความเป็นกันเองกับทุกคนให้คำปรึกษากับทุกคนเช่นกัน        นับแต่วันคำสั่งออกปลายฟ้านอนกอดลูกคนเล็กหลับไปพร้อมน้ำตาทุกๆ คืน เราไม่เคยห่างกันแม้แต่วันเดียว แต่ปลายฟ้าต้องเข้มแข็งจะให้คนในครอบครัวเห็นน้ำตาไม่ได้ ส่งลูกคนโตเข้าหอพักใกล้มหาวิทยาลัยอยู่รวมกับเพื่อนๆ ทุกคนต้องปรับตัว ลูกคนเล็กต้องอยู่ในความดูแลของพ่อทุกเรื่อง ภาระหนักตกอยู่กับคนเป็นพ่อแน่นอนเมื่อครอบครัวขาดแม่ สามีของปลายฟ้าต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก เธอจะต้องรับหน้าที่ทุกอย่างทั้งงานบ้าน อาหารการกินของลูก แต่เค้าก็ยังให้กำลังใจเสมอเมื่อรู้ว่าเราเครียดในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง ปลายฟ้านัดเจอกับน้องที่ต้องย้ายพร้อมกันที่สนามบินดอนเมือง เราเดินทางพร้อมเสื้อผ้าที่จำเป็น ทุกอย่างหาซื้อเอาที่ปลายทาง ชั่วโมงครึ่งเราถึงสนามบินภูเก็ตโดยสวัสดิภาพ  เกาะภูเก็ตยังคงงดงามเหมือนเดิม ที่แตกต่างไปจากสิบกว่าปีก่อนคือความเจริญ จากที่รถไม่เคยติด ณ วันนี้ภูเก็ตรถราเยอะ ผู้คนมากมายทั้งคนไทยและต่างชาติ การเดินทางเข้าเมืองต้องเผื่อเวลาไว้       การทำงานที่ภูเก็ตรอบสองสำหรับปลายฟ้าไม่ลำบากมากนัก มีบ้านพักไม่ห่างจากที่ทำงาน ปลายฟ้ากับน้องๆ ซื้อจักรยานไว้ปั่นไปที่ทำงาน ไปทะเล ไปตลาดนัด พยายามหากิจกรรมทำร่วมกันในวันพักสั้น ความเป็นพี่ต้องเป็นผู้นำน้องๆ ทุกคนคิดถึงบ้านเหมือนกัน เราพากันกวาดใบไม้บนถนนทุกเส้นในบริเวณอาคารบ้านพัก ดูแลต้นไม้ ดูแลน้องแมว รวมทั้งห้องสันทนาการที่บ้านพักจะถูกเปิดใช้บ่อยๆ ในวันพัก เราทำอาหารเย็นทานร่วมกัน ร้องเพลงคาราโอเกะ แยกย้ายนอน ตื่นมาทำงานถึงวันพักยาวกลับบ้าน ปลายฟ้าไม่ชอบการอยู่ในห้องพักคนเดียว มันทำให้คิดถึงบ้านคิดถึงลูก แต่ในบางช่วงเวลาก็ยังต้องอยู่คนเดียว จึงเกิดงานเขียนขึ้นลดความคิดฟุ้งซ่าน เขียนชีวิตตัวเองนี่แหละง่ายสุด ทุกอย่างมันถูกบันทึกอยู่ในกล่องความทรงจำของเราอยู่แล้วคนที่ลำบากที่สุดน่าจะเป็นสามี เธอเครียดหนักร่างกายผ่ายผอม ทานอาหารไม่ได้คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลดลงสิบกิโลภายในหนึ่งปีกว่า รักษาร่างกายต่อเนื่อง ในบางครั้งส่งลูกเสร็จเธอต้องขับรถไปนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล อาจารย์แพทย์แสกนร่างกายทั้งหมดเกี่ยวกับทางเดินอาหาร รวมถึงการส่องกล้องในลำไส้ ผลที่อาจารย์แจ้งในใบรับรองแพทย์คือความเครียดลงกระเพาะ ลำไส้แปรปรวนเนื่องจากความเครียด เนื่องจากภรรยาไปอยู่ไกล ต้องดูแลลูกสองคน เห็นควรให้ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน นี่เป็นความกรุณาที่อาจารย์หมอลงความเห็น       วันหนึ่งในห้องพระมีแผ่นกระดาษพับไว้ใต้ฐานพระ และมีร่องรอยการจุดธูปไหว้พระ ปลายฟ้าพลิกมาอ่าน ข้อความนั้นทำให้น้ำตาไหล "ขอให้ครอบครัวเราผ่านเรื่องร้ายไปโดยเร็ว ขอให้แม่ได้ย้ายกลับมาอยู่กับพวกเราโดยเร็ว" ลูกสาวคนโตเธอไม่ใช่คนช่างพูด แต่คงเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่เธอเชื่อ ปลายฟ้ารู้กฎระเบียบ และความเหมาะสมของทางราชการดี ทุกคนต้องอดทนให้ทุกสิ่งผ่านไป เชื่อในกรรมดีที่พอมีอยู่บ้างตั้งใจช่วยเหลือสะสางงานขององค์กร ที่ทำงานต่างจังหวัดเหมือนทางผ่านของคนมารับตำแหน่ง งานจึงไม่มีคนทำอย่างตั้งใจ คนมีเส้นสาย มีนายมาเพียงไม่ถึงปีก็ย้ายกลับ สำหรับลูกชาวนาอย่างเราย่อมรู้ชะตากรรมดี แต่จงเชื่อในความยุติธรรม ผู้ใหญ่ต้องมีคุณธรรมในใจอยู่บ้าง เมื่อครบเวลาสองปีกับการที่ต้องเลี้ยงลูกผ่านสื่ออีเลคทรอนิคส์ ทำให้ต้องตัดสินใจทำบันทึกขอย้ายกลับมาดูแลครอบครัว พร้อมแนบหลักฐานการป่วยของสามี ใบเกิดของลูก ขออนุญาตนายย้ายกลับ เพราะทนต่อสภาพของครอบครัวไม่ได้ การทำเป็นบันทึกหากไม่ได้รับการเหลียวแลจะต้องมีฉบับที่สอง และสามตามมา ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ในที่สุดปลายฟ้าได้รับความกรุณา กรมฯ มีคำสั่งให้ย้ายกลับมากรุงเทพฯ เพื่อดูแลครอบครัวรวมระยะเวลาการทำงานภูเก็ตรอบสองเป็นเวลาสองปีสามเดือน ในวันย้ายทุกคนที่คอยลุ้นให้ได้ย้ายกลับต่างโทรศัพท์แสดงความยินดี ครอบครัวเรากลับมามีความสุขอีกครั้ง ในทุกวันนี้สามียังต้องทานยาและพบแพทย์ตามระยะกลายเป็นโรคเครียดประจำตัวเธอไป ลูกคนโตเรียนจบมีงานทำ เรามีเวลาเดินตามความฝันอีกครั้ง ที่ดินที่ซื้อไว้ได้รับการพัฒนาต่อเตรียมก่อสร้างอาคารที่พัก       บันทึกของปลายฟ้าเป็นตอนจบ แต่ไม่บริบูรณ์ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป เราพยายามทำทุกๆ วันให้ดีที่สุด สิ่งที่ฝันไว้พยายามเดินไปให้สุด สุดท้ายปลายฟ้าอยากคืนกำไรให้กับชนบทบ้านเกิด อาจจบชีวิตราชการก่อนการเกษียณอายุ อยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขที่แท้จริง...
       ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านเรื่องราว "บันทึกของปลายฟ้า" มันเป็นชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายยาวถึง 15 ตอน ชีวิตจริงซึ่งยังไม่มีวันจบเพียงแต่จบการบันทึกในหนังสือเล่มนี้ ปลายฟ้ายังไม่ทิ้งงานเขียน และจะยังคงใช้พื้นที่ใน storylog ในการเขียนให้ทุกคนที่สนใจได้อ่าน

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ     
       
       
      
SHARE
Written in this book
บันทึกของปลายฟ้า
    บันทึกเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงที่ต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก 
Writer
plaifah
It' my life.
เศษเสี้ยวของชีวิตที่อยากเล่าให้ฟัง

Comments