DEAD POETS SOCIETY (1989) JOHN KEATING AND HIS STUDENTS
Tradiotion , honor , discipline , excellence
Welton Academy โรงเรียนมัธยมชายล้วนที่มีความโดดเด่นด้านการเรียนการสอน ถ้าสงสัยว่าโดดเด่นอย่างไรลองนึกภาพการแบกหนังสือเรียนที่หนาพอจะใช้ฆ่าคนได้ไม่ต่ำกว่าห้าเล่มในแต่ละวัน หรือการติวหนังสือในเวลาค่ำของทุกวัน นี่คือส่วนหนึ่งที่เด็กหนุ่มของ Welton จะต้องเจอ

โรงเรียนนี้ได้การันตีคุณภาพนักเรียนจากจำนวนนักเรียนที่สอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดัง อย่างมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Ivy League นั่นหมายความว่าเหล่านักเรียนของ Welton จะถูกตีค่าว่าตนเองประสบความสำเร็จในชีวิต จากการได้เรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังและมีอาชีพการงานที่มีเกียรติยศในสังคม อย่างแพทย์ ทนาย หรือ ครู
Travestry , horror , decadence , excrement
แต่ในทางกลับกันเด็กหนุ่มมัธยมปลายนั้นมีความเป็นกบฏ ที่ในใจลึก ๆ อยากแหกทุกกฎระเบียบของโรงเรียน ถ้าหากมันทำให้พวกเขาค้นหาความหมายของชีวิตว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ต้องการแสดงตัวตนว่าเราเป็นใคร หรืออาจจะแค่เพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างที่ตนเองต้องการ แต่ทว่าจนตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งเหล่านั้น มีเพียงแค่พลังงานอันล้นเหลือที่มักจะถูเอาไปใช้กระทำการใดๆก็ตามที่อยู่ในกรอบของจารีตประเพณี หรือกฎระเบียบเพียงเพื่อให้ได้รับการยอมรับ(ในตัวตนที่พวกเขาไม่ได้เป็น)จากสังคม
Seize the day
ในชั่วโมงแรกที่เรียนกับครู John Keating ครูประจำวิชาภาษาอังกฤษคนใหม่ที่เพิ่งย้ายเขามาสอน ครู Keating ให้คุณ Pitt อ่านบทกวีที่มีเนื้อความว่า”เก็บดอกไม้แรกแย้มบานหวานชื่น เพราะวันคืนบินหายไม่หวนกลับ” นั่นก็คือในท้ายที่สุดแล้วทุกๆคนจะต้องแก่ตัวลง ร่างกายเสื่อมสลาย ในท้ายที่สุดก็ต้องตายซากเป็นอาหารให้กับหนอนแมลงวัน ครู Keating จึงอยากให้เด็กหนุ่มผู้มีพลัง เปี่ยมไปด้วยฮอร์โมนที่รอการปลดปล่อยเหล่านี้ได้ฉกฉวยวันเวลาเอาไว้เหมือนกับการเก็บดอกไม้ตั้งแต่แรกแย้มก่อนที่ร่างกายพวกเขาจะผุพังโดยที่พลาดกับการพบกับสิ่งที่พวกเขาปรารถนาที่สุด
Rip it out!
ในคาบเรียนที่ว่าด้วยเรื่องการวิเคราะห์กวีนิพนธ์ ในตำราเรียนวิชานี้ได้อธิบายถึงการให้คุณค่าของบทกวีว่าสามารถวัดได้จาก 1.ความสมบูรณ์ 2.ความสำคัญ โดยแสดงเป็นกราฟ ให้ความสมบูรณ์เป็นแกนนอน และความสัมพันธ์เป็นแกนตั้ง และให้คะแนนทั้งสองส่วน ถ้าหากบทกวีบทใดได้คะแนนในกราฟนี้มากกว่าจะถือว่าเป็นบทกวีที่มีคุณค่ามากกว่า นี่คือสิ่งที่ครู Keating ไม่เห็นด้วยเพราะในความเป็นจริง ถ้าหากเรารู้สึกชอบงานศิลปะชิ้นหนึ่งคำแรกที่เราพูดถึงมันคงไม่ใช่”ฉันให้ภาพนี้10คะแนน” “เป็นเพลงที่มีค่าความเศร้า90%”หรือ“ผมให้คะแนนหนังเรื่องนี้A+” แต่น่าจะเป็น”ภาพถ่ายนี้สวยจัง” “เพลงนี้ช่างเศร้าเหลือเกิน”หรือ“เป็นหนังเรื่องเดียวที่ผมดูแล้วร้องไห้” และงานศิลปะธรรมดาชิ้นหนึ่งอาจมีคุณค่ามากสำหรับคนบางคน

นั่นเป็นเพราะมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา มีความหลงใหลในบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนมีความหลงใหลในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป บางคนชอบบทกวี บางคนชอบการแสดง หรือแม้กระทั่งคนที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่สามารถบอกให้คนอื่นมาชอบเหมือนเราได้ เพราะสิ่งที่เราหลงใหลอาจไม่มีคุณค่าสำหรับเขาเลย ครู Keating บอกกับนักเรียนของเขาว่า ด้วยความใคร่ ความหลงใหลในตัวของพวกเธอจะนำพาพวกเธอไปเจอกับสิ่งที่ต้องการที่สุดด้วยบทกวีที่ว่า “ด้วยสร้างสรรค์คุณธรรมความงามดี บทกวีชี้นำเพื่อสังคม” ครู Keating ว่าต่อ “บทกวีของพวกเธอเป็นเช่นไร” คำถามนี้เป็นสิ่งที่จุดประกายฝันในดวงตาของเหล่านักเรียนของเขา
Your own way of striding, pacing. Any direction, Anything you want. 
ระหว่างกินมื้อเที่ยงในโรงอาหาร Neil Perry ได้เอาหนังสือรุ่นของครู Keating ที่เขาพบมาให้เพื่อนๆดู และพบว่าครูเป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมกวีไร้ชีพ(Dead Poets Society) จึงเกิดความสงสัยว่าชมรมนี้คืออะไร จนได้คำตอบจากครู Keating ว่าชมรมกวีไร้ชีพคือการรวมตัวของผู้หลงใหลในบทกวี เราจะผลัดกันอ่านบทกวี รู้สึก ซึมซับไปกับถ้อยคำที่ถูกเรียงร้อย เพราะภาษาไม่ได้มีไว้แค่สื่อสาร แต่มีไว้ใช้จีบสาว มันอาจฟังดูไร้เหตุผล แต่มันให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ใช่แล้วที่รัก ฟ้าประทานเธอมาให้ฉัน

การเข้าร่วมชมรมกวีไร้ชีพเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเด็กหนุ่มเหล่านั้นได้ทำความต้องการของตนเองโดยไร้ซึ่งการชี้นำ อาจเป็นสิ่งแรกและสิ่งเดียวที่พวกเขาตัดสินใจเลือกเองขณะที่อยู่ในโรงเรียนที่ยึดถือเรื่อง ประเพณี วินัยเป็นหลัก นั่นคือสิ่งที่ครู Keating คาดหวังจากการสอน ครู Keating ต้องการให้นักเรียนมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ทำอะไรตามๆกัน เพราะทุกคนมีรูปแบบของตัวเอง ทุกคนจะตบมือให้จังหวะเมื่อชมการแสดงดนตรีเพราะว่านั่นเป็นการแสดงออกว่าทุกคนต้องการเป็นที่ยอมรับ แต่ครู Keating สอนว่าจงหารูปแบบของตัวเองที่แตกต่างจากคนอื่น เชื่อมั่นในความต่างนั้น แม้คนอื่นจะเห็นต่างหรือไม่ชอบ หรือแม้กระทั้งทุกคนมองว่ามันแย่เหมือนบทกวีที่ว่า “มีทางสองแพร่งทแยงป่า ฉันจึงเลือกทางที่ไร้ใครๆมา” จงเดินด้วยวิธีของเธอเอง ไปไหนทางที่เธอชอบ
O Captain! My Captain!
ที่อยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้เพราะว่าเป็นหนังไม่กี่เรื่องที่ดูจบแล้วอยากทำอะไรบางอย่าง เช่นทำในสิ่งที่ชอบ สานต่อความฝัน อยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่าก่อนที่จะเน่าตายเป็นอาหารของหนอนแมลงวัน เพราะมันย้ำเตือนว่าผมยังมีพลังที่ล้นเหลือ พร้อมจะพุ่งทะยานไปข้างหน้า ที่สำคัญผมอยากเรียนกับครู Keating จริง ๆ ครูที่ไม่ได้เพียงสอนเนื้อหาในตำรา แต่ยังสอนวิชาการใช้ชีวิต สอนให้มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นครูที่ให้สิ่งสำคัญแก่นักเรียนนอกเหนือจากคะแนน ซึ่งผมอยากให้มีครูแบบนี้อยู่จริงๆ เราอาจต้องการครูที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสอนเพื่อเข้าใจถึงวิชาต่างๆ แต่เราก็ต้องการครูแบบครู Keating เพื่อทำให้นักเรียนอยากเรียนวิชานั้น ๆ ในฉากสุดท้ายเป็นฉากที่นักเรียนของครู Keating ยืนบนโต๊ะและพูดว่า O Captain! My Captain! นั่นถือว่าเป็นการสดุดีให้แก่ครูผู้เป็นที่เคารพของพวกเขา อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความคิดเป็นของตัวเอง เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไร้การชี้นำ แม้มันจะขัดแย้งต่อระเบียบ ประเพณีของสังคมก็ตาม ผมว่ามันยอดเยี่ยมจริงๆ 




SHARE
Written in this book
หนังที่อยากให้ดู
รีวิวหนัง คุยเรื่องหนัง หนัง หนัง หนัง
Writer
JeansMT_SUT
story teller
ตอนเด็กๆชอบวิชาวิทยาศาสตร์ แต่พอได้รู้ว่ามันมีคณิตศาสตร์ปนอยู่ด้วยก็เลยชอบน้อยลง

Comments

E6600179
4 years ago
ชอบดูหนังเหมือนกันค่ะ เรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังเก่าที่กินใจมาก เป็นหนังที่ไม่ต้องมีฉากมากมายไม่ต้องมีเนื้อหามากมายอะไรก็สร้างแรงบันดาลใจได้มากโข เป็นหนังที่เรากด fav ไว้ในชีวิตเรื่องนึงเลยค่ะ
Reply
JeansMT_SUT
4 years ago
เมื่อนานมาแล้วผมมักจะได้ยินคุณเอ๋ นิ้วกลมพูดถึงหนังเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ เลยลองหาดูครับ เป็นหนังที่ไม่มีอะไรตื่นตา เเต่ดูแล้วรู้สึกมีไฟมากครับ แล้วก็ถ้าคุณสะดวกก็ชวนคุยเรื่องหนังได้นะครับ 😊
E6600179
4 years ago
เราสะดวกแน่นอนค่ะ ถ้าคุณสะดวกเหมือนกันก็ชวนคุยหรืออยากแนะนำเรื่องไหนเป็นพิเศษก็แชร์ให้เราได้นะคะ 😊