-พริกแห้ง 01-
ถ้าหากเราอ่านใจคนอื่นได้ ก็คงดีนะ
                        
                 ชายหนุ่มงัวเงียขึ้นมองนาฬิกา เป็นเวลาตี 1 กว่าๆ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ยังคุกรุ่นอยู่ภายในร่างกาย พร้อมที่จะพวยพุ่งออกจากร่างตลอดเวลา เขาพยุงตัวลุกขึ้นยืนในท่านั่ง กวาด    สายตามองไปรอบๆ บริเวณ เขาพบว่าตัวเองอยู่ข้างๆกองขยะ ในซอยเล็กๆ ในเมืองใหญ่ที่มีตึกระฟ้า มีรอยแผลอยู่มุมปาก เขาอยู่ในชุดทำงาน ที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบขยะ กลิ่นเหม็นคละคลุ้งรุนแรงเสียจนแทบอยากอาเจียนออกมา ชายหนุ่มข่มกลั้น ความรู้สึกคลื่นใส้ เขาประคับประคองตัวเองเดินออกไปจากพื้นที่นั้น 



                          ชายหนุ่มเดินเต็ดเตร่ไปตามริมฟุตบาท ท่ามกลางผู้คนหลากหลายที่สัญจรเดินผ่าน  ต่างแสดงสีหน้ารังเกียจ ขณะที่เดินเข้าใกล้เขา ก็แหงล่ะ สภาพเขาในตอนนี้นั้น ไม่ต่างอะไรไปจาก ขอทานสกปรกๆ ที่แบมือขอของกินไปวันๆ ซะอีก
 
 "ชิบหาย กูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงวะ" เขาสบถขึ้นมาในใจ

                           สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้ คือภาพผู้คนหลากหลายที่รุมเร้าเข้ามาในหัว เห็นความรุนแรง ความตายของผู้คน ก่อนที่สติเขาจะวูบไป.....

                    ชายหนุ่มเดินต่อไปอีกสองบล็อกถนน ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นชายร่างใหญ่ในชุดสูทสองคน จ้องเขม็งมาที่เขา เขาไม่รู้จักชายสองคนนี้ แต่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลอะไรบางอย่าง เขาหันหลังวิ่งในทันทีที่ ชายสองคนนั้นเดินแหวกฝูงคนเข้ามาหาเขา เขาออกวิ่งไปได้สักพัก พร้อมชายทั้งสองที่ไล่ตามมาติดๆ เขามองเห็นแท็กซี่จอดอยู่บริเวณสี่แยกไฟแดง เขากระชากประตูแล้วพุ่งไปบริเวณด้านหลังคนขับ พร้อมเร่งเร้าให้โชเฟอร์รีบออกรถในทันที เขารู้สึกแปลกใจที่โชเฟอร์พยักหน้าให้เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วออกรถผ่านสี่แยกโดยที่สัญญาณยังไม่ได้เป็นสีเขียวด้วยซ้ำ เขาหันมองไปหลังรถ ชายสองคนยังวิ่งตามเขาอยู่สักพัก ก่อนที่จะหยุดตามไปในที่สุด

      เขาทิ้งตัวเอนกายลงที่เบาะ พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทันใดนั้น โชเฟอร์แท็กซี่ก็ได้พูดขึ้น

"ผมช่วยคุณเอาไว้"

"ขอบคุณนะ เอ่อ...ไปส่งผมที่"

"1217 ถนนเบรนฟอร์ด ใช่ไหม"

"เออใช่ ผมกำลังจะพูด ว่าแต่ทำไมคุณรู้"

"ผมรู้ในสิ่งที่ทุกคนคิด ผมรู้ว่าคุณกำลังเดือดร้อน จากการตามล่าของเจ้าหน้าที่สองคนนั้น"

                 ชายหนุ่มหัวเราะหึๆในลำคอ เบนสายตามองไปทางกระจกรถ เขารู้อยู่แล้วว่ามันคงเป็นเรื่องโจ๊กโง่ๆเรื่องหนึ่งที่แท็กซี่เล่าให้ฟัง เพราะในเมืองแห่งนี้ แท็กซี่ทุกคันจะมีระบบสแกนตัวบุคคล แล้วลิ้งค์ไปยังที่อยู่อาศัยหลัก หรือสถานที่ต่างๆที่บันทึกไว้ ในกรณีที่ ผู้ใช้บริการไม่ได้ระบุสถานที่ ระบบจะชี้เส้นทางไปยังที่พักอาศัยที่ใกล้ที่สุด ในกรณีฉุกเฉิน หรือผู้คนที่เป็นนักท่องเที่ยวยามราตรี ที่เมามายไม่ได้สติ ไม่สามารถระบุเส้นทางได้ ก็จะส่งไปยังที่พักโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องลำบากไปทิ้งไว้ที่ สถานีตำรวจเหมือนแต่ก่อน 

"มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอก" โชเฟอร์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ขอโทษนะ ผมไม่เข้าใจว่าคุณพูดเรื่องอะไร"  ชายหนุ่มกล่าว

"คุณคิดว่าเป็นเพราะระบบสแกนตัวบุคคลงั้นเหรอ ที่ทำให้ผมยอมผ่าไฟแดง เพื่อที่จะรีบพาคุณไปส่งที่ บ้านของคุณ คุณก็น่าจะรู้จักกฏจราจรของที่นี่ดี การผิดกฏจราจรมันเลวร้ายเสียยิ่งกว่า การคอรัปชั่นเสียอีก"  โชเฟอร์หันมายิ้มอย่างใจดี 

    ชายหนุ่มทำหน้าฉงน รถแท็กซี่ยังแล่นต่อไปตามถนนที่มืดมิด มีแสงไฟจากข้างถนนส่องผ่านเป็นครั้งคราว

"เอ่อ...ทางที่ไปนี่ ไม่ใช่บ้านผมนะ"  ชายหนุ่มบอกด้วยสีหน้าที่กังวล

"คุณกลับไปที่นั่นไม่ได้แล้วล่ะ พวกนั้นตามล่าคุณอยู่"

"หมายถึง ชายสองคนนั้นเหรอ"

"ก็แหงล่ะ คุณก็ดันไปเปิดเผยเรื่องราว ที่พวกนั้นทำไว้น่ะสิ"

"เปิดเผย? ผมจำไม่ได้ว่าเคย.".

"คุณดื่มไปเยอะล่ะสิ คุณใช้มันมากเกินไป ผมอยู่ไกลจากคุณผมยังรู้สึกถึงมันเลย"

"รู้สึก? นี่คุณ! ช่วยพูดอะไรให้มันเข้าใจมากกว่านี้หน่อยได้ไหม ผมจำอะไรไม่ได้" น้ำเสียงเขาเริ่มหงุดหงิด

   โชเฟอร์หยุดรถที่ข้างทาง แล้วหันมามองชายหนุ่มจากเบาะคนขับ

"เราสามารถอ่านใจคนอื่นได้"

"อ่านใจ? ผมเนี่ยนะ พูดเป็นเล่น  ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคย.."

       "มันเริ่มเกิดขึ้นบ่อยขึ้น" โชเฟอร์กล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย "ของคุณก็คงพึ่งเริ่มเกิดเมื่อตอนค่ำของคืนนี้เองมั้ง มันเป็นโรคร้าย เป็นคำสาปของพระเจ้า ตอนนี้เริ่มมีผู้คนบางส่วนเริ่มอ่านใจผู้อื่นได้ ผมเองก็เป็นมาสักพักหนึ่งแล้ว"

"เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้คุณว่า โรคร้าย งั้นเหรอ การอ่านใจคนอื่นได้มันก็ต้องเป็นสิ่งที่ดีสิ"

"คนเราไม่ควรเข้าไปอยู่ในความคิดใครทั้งนั้นแหละ มันจะทำร้ายเรา"

"ทำร้าย? ผมไม่เข้าใจ"

"คุณนี่หัวทึบกว่าที่คิดเสียอีกนะ" โชเฟอร์ส่ายหัวอย่างเอือมระอา "มนุษย์น่ะ มีเรื่องราวมากมายให้ต้องรับมือมหาศาลในชีวิต ลำพังแค่เรื่องของตัวเองก็ยังลำบากเจียนตายอยู่แล้ว ยิ่งถ้ารับรู้เรื่องราวของผู้คนอื่นๆเขามาด้วยล่ะ ไม่มีใครสามารถรับมือกับมันได้หรอก ผู้คนก่อนหน้าที่อ่านใจได้ ก็รับมือกับมันไม่ไหว ก็จบลงด้วยการฆ่าตัวตายทั้งนั้น"

"แต่คุณก็ยังไม่ตายนี่"

"อาการของมันจะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความคิดของผู้คนจะค่อยๆไหลเพิ่มขึ้นมา ทีละคน ทีละคน จนคุณมีเรื่องของผู้คนมากมายมหาศาลอยู่ในหัว มากเสียจนสมองแทบรับไม่ไหว สุดท้ายคุณก็จะเสียสติ ส่วนอาการของผมยังไม่หนักมากเท่าไหร่ ยังพอรับได้"

มันไม่มีทางควบคุม หรือรักษาเหรอ

ผมไม่มีเวลาอธิบายมาก เอาเป็นว่าตอนนี้ผมได้กำลังยินคนที่ตามล่าคุณ เขาว่าเขาจะไม่มีทางปล่อยคุณให้รอดแน่นอน คุณต้องรีบออกไปจากเมืองนี้โดยด่วน มันอันตรายเกินไป

           ชายหนุ่มตัดสินใจยอมรับข้อเสนอแบบงงๆ ก่อนที่โชเฟอร์จจะแล่นรถออกไป



         ตีสาม....

                 พวกเขาจอดรถที่จุดพักรถริมทางแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มรู้สึกปลอดภัยที่กระเป๋าเงินของเขายังอยู่ โชเฟอร์อาสาไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เขาที่ร้านสะดวกซื้อ ระหว่างที่เขาไปล้างตัวทำความสะอาด สภาพเขาเองในตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรไปจากขยะเปียกชิ้นโต ในขญะที่เขาล้างหน้าอยู่ ชายหนุ่มเงยหน้าจ้องมองตัวเองในกระจก ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้....


                     "วันศุกร์" เป็นวันที่หลายๆคนรอคอย เป็นวันที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายๆคน ต่างพากันออกมาฉลองกันในวันสุดสัปดาห์ ชายหนุ่มเองก็เช่นกัน เขาเป็นพนักงานแผนกบัญชีของบริษัทหนึ่ง ชีวิตในแต่ละวันก็ค่อนข้างเรียบง่าย มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน ก็เป็นประจำทุกวันศุกร์ที่เขาและเพื่อนๆ ไปสังสรรค์กัน ที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านนั้น เขานั่งจิบยินโทนิค อยู่เคาท์เตอร์บาร์ ชายหนุ่มยกนาฬิกาขึ้นมาดูเป็นเวลาสี่ทุ่ม เพื่อนๆเขายังไม่มา เขามักจะมาก่อนเวลาเสมอ เพราะจะได้มีเวลาเฝ้ามองผู้คนในบาร์เงียบๆ ได้มองเห็นเรื่องราวต่างๆมากมาย ในวันนี้ก็เช่นกัน
        "เป็นความสุขส่วนตัวที่ดูไม่ค่อยเข้าท่านะ" เขาคิดในใจ
                วันนี้ผู้คนแน่นขัดมากกว่าทุกวัน พนักงานเสริฟวิ่งพล่านไปทั้งร้าน เขามองผู้คนรอบๆ ลูกค้าที่มาส่วนใหญ่ในวันนี้แต่งตัวสีสันฉูดฉาด ดูกลมกลืนเหมือนกันไปหมด สายตาเขาไปสะดุดอยู่ตรงโต๊ะ วีไอพีในร้าน มีผู้คนมากๆมายแต่งตัวฉูดฉาด แต่ผู้คนที่โต๊ะนี้กลับเลือกที่จะแต่งตัวเรียบๆ  มีผู้ชายนั่งอยู่สามคน ผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายสองคนท่าทางกำยำ ใส่สูทสีดำเข้ม ส่วนอีกคนเป็นชายแก่ ตัวเล็ก สวมสูทราคาแพงกว่าสองคนก่อนหน้า หน้าตาบ่งบอกว่าชายผู้นี้ค่อนข้างที่จะมีฐานะ และดูอันตรายในเวลาเดียวกัน แต่เขารู้สึกสนใจผู้หญิงที่นั่งถัดไปจากชายแก่เป็นพิเศษ  เธอผมสีบลอนด์ ผมยาวสลวยปรกไหล่ ใบหน้าเรียวเล็กเข้ารูป ริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อ นัยน์ตาสีฟ้า ใส่ชุดเดรสสีไข่มุกเรียบๆ แม้ว่าเธอเองจะไม่ได้แต่งตัวสีสันฉูดฉาดเหมือนคนอื่น แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าเธอดูโดดเด่นกว่าคนอื่นมาก แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจเรื่องแฟชั่นสักเท่าไหร่นัก แต่ชุดเดรส เรียบๆ กลับทำให้ดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด ชายหนุ่มจ้องมองเธออยู่นาน จนเจ้าหล่อนรู้สึกตัวว่าเขากำลังมองอยู่ เธอยิ้มให้กับเขาก่อนหันไปคุยกับชายแก่ข้างๆ เขาละสายตาจากเธอ หันกลับไปสั่งเครื่องดื่มแก้วที่สอง ในระหว่างที่เขารอ ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกมึนๆที่หัว ทั้งๆที่ดื่มไปแค่แก้วเดียว ทำไมถึงได้เริ่มเมาซะแล้ว เขาคิด ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียง

"แม่งเอ้ย งานที่นำเสนอในที่ประชุมไม่ผ่าน กูต้องแก้ส่งอีกในวันจันทร์ หัวหน้าแม่งเรื่องมากชิบหาย" 

"ทำยังไงดี เงินที่ทำงานอยู่ไม่พอใช้ ไหนจะต้องส่ง ลูกเรียนมหาวิทยาลัยอีก"

"เลิกแม่งก็ดี!!! ผู้ชายระยำ ต่อไปนี้กูจะได้เป็นอิสระจากมึงแล้ว"

เขาหันไปหาต้นตอของเสียง แต่กลับไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่เลย และเสียงพูดก็ยังดังขึ้นอยู่เรื่อยๆ

"งานวิชาการที่เรานำเสนอ จะสร้างผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก"

"คนเยอะเกินไปแล้ว เหนื่อยกว่าทุกวันเลย ค่าจ้างก็เสือกเท่าเดิมอีก"

        ชายหนุ่มหยิบเครื่องดื่มขึ้นดื่ม หวังว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์จะทำให้เสียงนั้นหายไปจากหัวของเขา แต่มันกลับทำให้เขาได้ยินเสียงของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มสั่งมาดื่มอีกหลายๆช็อต เสียงของผู้คนก็เริ่มชัดเจนขึ้นมากอีก นอกจากเสียงแล้วเขายังสัมผัสได้ถึง อารมณ์ ความรู้สึก ความลำบากใจของผู้คน เขาเริ่มมองเห็นภาพความคิด ภาพเรื่องราวของผู้คนที่ผ่านมา มองเห็นเรื่องราวที่เจ็บปวด ผิดหวัง ชัดเจนกว่าเรื่องราวอื่นๆ หัวสมองเขาหมุนติ้ว เขาพยายามลุกออกไปจากโต๊ะอยากยากลำบาก เขาเดินสะเปะสะปะชนผู้คนไปตามทาง เสียง ความรู้สึก ภาพ ต่างๆ ถาโถมเขามาเรื่อยๆ เขามองเห็นเรื่องเลวร้ายที่ทุกคนผ่านมา มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น 

    "เฮ้ยย!! จะทำอะไรวะ!!" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังเขา เสียงนั้นกระชากตัวเขาไป ซัดเปรี๊ยงเข้าที่กรามของเขา  เขาล้มฟุบไปกองอยู่ที่พื้น ความคิดผู้คนก็ยังหลั่งไหลเขามาเรื่อยๆดุจสายน้ำ สติเขาเริ่มเลือนลาง ทันใดนั้นเอง 
                 
                              เขามองเห็น สาวผมบลอนด์ที่เขาแอบมองในร้าน ถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ กลางห้องสีขาว  เธอไม่ได้สวมชุดเดรสสีไข่มุกนั้นแล้ว เธอสวมชุดชั้นในลายลูกไม้สีขาวแทน สีผิวเธอขาวบริสุทธิ์ดุจดั่งหิมะ รอยเครื่องสำอางที่เลอะเลือนเปื้อนเปรอะที่ใบหน้า แววตาของเธอดูเครียดและหวาดหวั่น ทันใดนั้นเอง ชายแก่ที่อยู่กับเธอในร้านก็เดินเข้ามาในห้อง เขาพูดคุยกับเธอสองสามประโยค ชายหนุ่มสังเกตเห็นหน้าชายหนุ่มชัดๆ ก็พบว่า ชายแก่ที่เขาเจอนั้น เป็นอธิบดีกรมตำรวจของเมืองนี้  เขาแต่งชุดสีขาวเรียบๆ มือถือขวานดับเพลิง ทันใดนั้นชายคนนั้นก็ลงมือเอาขวานจามลงไปที่ตัวเธอ เธอกรีดร้องเสียงดังลั่นห้อง ในขณะที่ชายคนนั้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เขาเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องราวของผู้คนแล้ว มันเป็นสิ่งที่ชายคนนั้นคิดจะทำกับหญิงสาวคนนั้น เป็นความคิดที่ชายแก่ได้วาดไว้ เขาเองก็ไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น 

             เรา..ต้อง...เตือน....เธอ.....เขาบอกกับตัวเอง

          พนักงานพยุงเขาขึ้นจากพื้น บอกเขาว่าคู่กรณีของคุณโดนไล่ออกจากร้านไปแล้ว พร้อมเสนอว่าจะเรียกแท็กซี่ให้ถ้าเขากลับบ้านไม่ไหว ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพ ก่อนที่จะเดินออกมาสูดอากาศข้างนอกร้าน ตอนนี้เสียงในหัวของเขาหายไปแล้ว  และเขาเองก็ได้บังเอิญเจอ ผู้หญิงคนนั้นพอดี เธอเอนกายหลังพิงชิดติดกำแพง ในมือข้างขวาคีบบุหรี่อยู่  ชายหนุ่มไม่รีรอรีบเดินเข้าไปหาเธอทันที

"คุณ.. ฟังนะ คุณต้องรีบออกไปจากที่นี่ซะ"

"หืม ผู้ชายสมัยนี้เขาเริ่มคุยกับผู้หญิงแบบนี้แล้วเหรอ"

"คุณไม่เข้าใจ พวกเขาจะฆ่าคุณ"

"พวกเขา? คุณหมายความว่ายังไง?"

ทันใดนั้นเองเสียงก็ดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนและทำให้หัวของเขาแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ

"ฟังนะ...เชื่อ..ผม...พวกเขาจะฆ่าคุณ"

"ออกไปนะ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน!!!" 

        ชายหนุ่มกระชากตัวเธออย่างแรง เธอร้องกริ๊ดเสียงดังลั่น อาการปวดหัวทำให้เขาผละออกเธอ ทรุดตัวลงเอามือกุมศรีษะ แล้วภาพก็ไหลเข้ามาในหัวอีกครั้ง เป็นภาพชายแก่คนเดิม เอาขวานจาม ผู้หญิงซ้ำไปซ้ำมา  ภาพที่เห็นเริ่มบิดเบี้ยว และหมุ่นไปมาอย่างน่ากลัว อาการปวดหัวของเขารุนแรง มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น  มากขึ้น
 

            "แกทำให้เหยื่อของฉันหนีไป"

            "แกทำให้ทุกคนรู้ในสิ่งที่ฉันกำลังจะทำกับนังนั่น"

             "มันส่งต่อความคิดให้คนอื่นได้"

              "แกเป็นอันตรายต่อพวกเรา" 
          

 


                    นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขานึกออก เขาอาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ โชเฟอร์เตรียมชุดมาให้แล้ว เขาจัดแจงแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วเดินไปที่รถ โชเฟอร์ยืนรอเขาอยู่ พร้อมกับกล้องยาสูบเก่า เขาอัดควันเข้าสู่ปอดเฮือกใหญ่ พร้อมเรียก ให้ชายหนุ่มขึ้นรถ   

               "ผมจะส่งคุณลงที่เมืองข้างหน้า ที่นั่นจะปลอดภัยสำหรับคุณ"

           ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เขาพยายามนึกว่าเขาไปโผล่ที่กองขยะได้อย่างไร ความทรงจำในส่วนนี้ขาดหายไป ไม่ทันไรเขาก็สัมผัสถึงอารมณ์อะไรบางอย่างที่รุนแรง และเหมือนโชเฟอร์เองก็จะสัมผัสได้เหมือนกัน เขาปล่อยควันออกจากปาก อย่างไม่สบอารมณ์นัก

           "พวกเขากำลังมา เราต้องรีบออกไปแล้วล่ะ"

                 เขาอัดควันเฮือกสุดท้าย ก่อนขึ้นรถ แล้วบึ่งรถออกจากจุดพัก ไปตามถนน ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันตลอดทาง ชายหนุ่มยังสัมผัสถึงอารมณ์ที่รุนแรงไล่มาจากด้านหลังได้เป็นระยะๆ แต่ไม่นานแรงสัมผัสก็อ่อนลง และหายไปในที่สุด โชเฟอร์ยังขับรถไปต่อเรื่อยๆ ราวกับว่าถนนสายนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนชายหนุ่มก็เผลอหลับไปด้วยความอ่อนแรง.




     ตีห้า...

             โชเฟอร์จอดรถที่ร้านอาหารเช้าแห่งหนึ่ง เขาปลุกชายหนุ่มขึ้น ชายหนุ่มอ้าปากหาว พร้อมบิดขี้เกียจ เขายังมีอาการอ่อนเพลียจากเมื่อคืนอยู่นิดหน่อย 

              "ที่นี่ คุณจะปลอดภัยจากพวกเขา โชเฟอร์บอก"  
               
              "ผมไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี คุณช่วยผมมาตลอดทั้งคืน"

              "สิ่งที่คุณทำในคืนนั้น มันส่งผลกระทบมหาศาลกับพวกเขา คุณอยู่ที่นั่นไม่ได้ 
              ผมเองก็เช่นกัน"

              "แล้วคุณจะไปไหน?"

              "ต้องไปต่อ ผมมีเรื่องต้องทำอีกเยอะแยะเลยล่ะ" 

              "มีเรื่องต้องทำต่องั้นเหรอ?" ชายหนุ่มหัวเราะ "คุณเป็นแค่แท็กซี่"

               "ใช่  ผมเป็นแค่แท็กซี่ และคุณก็เป็นลูกค้าสมองทึบที่โดยสารมาด้วย"

              "แต่ผมอ่านใจคนอื่นได้นะ" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับหัวเราะ

             "คุณอ่านใจคนอื่นได้ ไม่ได้หมายความว่าคุณพิเศษกว่าคนอื่นหรอก ในสังคมปัจจุบันคนเราต่างก็อยากรู้ว่าคนอื่นจะคิดอะไรไปหมดทั้งนั้นล่ะ เราต่างกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา เก็บคำพูดของคนอื่นมาคิด ทั้งๆที่มันไม่ได้จำเป็นอะไรกับเราเลย การรู้เรื่องของคนอื่นมากขึ้นมันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขหรอก อาจจะทำให้เรารู้สึกแย่ลงด้วยซ้ำ"
                
ทั้งสองนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มหันไปมองร้านอาหารเช้า

"ผมว่าคุณต้องการอาหารเช้า" โชเฟอร์บอก

"จะมาทานด้วยกันไหม" 

"ลูกค้าที่ไหนชวนแท็กซี่กินข้าว" 

ทั้งสองหัวเราะร่า ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินลงจากรถ

"ผมต้องจ่ายคุณเท่าไหร่? ชายหนุ่มถาม"

"คุณจะได้จ่ายผมเยอะเลยล่ะ เมื่อเราพบกันอีกครั้ง"

"เราจะเจอกันอีกอยู่เหรอ"

"ก็แหงสิ คุณเป็นหนี้ผมนี่นา" โชเฟอร์หัวเราะ

ชายหนุ่มโบกมือลา เขายิ้มให้กับชายหนุ่ม ก่อนที่เขาจะขับรถออกไป 




  
โชเฟอร์ขับรถไปตามถนน บริเวณรอบๆแห้งแล้งเป็นพื้นที่ทะเลทราย เขาจ้องมองป้ายบอกทางที่อยู่ข้างถนน บนป้ายเขียนไว้ว่า 

เขตกักกันผู้อพยพ 148 ไมล์

โชเฟอร์หยิบเอกสารจากเก๊ะรถออกมา เป็นแฟ้มประวัติของชายหนุ่ม และคนอีกสองคน
เขาหัวเราะหึๆในลำคอ

"เจอกันครั้งหน้า นายต้องเจอกับศึกใหญ่ที่นายคาดไม่ถึงแน่นอนเลยล่ะ ดิมิทรี"




                        
จบตอนที่1  
          
 
        











SHARE
Written in this book
พริกแห้ง
เรื่องสั้น เขียนแบบทิ้งท้ายไว้ มีอารมณ์เขียนต่อก็เขียน แค่นั้นล่ะ
Writer
DRIEDCHILLI
Dreamer
ชอบเสียงเพลง ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์และเทคโนโลยี

Comments

thisisnotmary
3 years ago
สนุกและน่าติดตามค่ะ อัพเดทบ่อยๆนะคะ
Reply
DRIEDCHILLI
3 years ago
ขอบคุณสำหรับคำติชมนะครับ ผมเองก็เป็นนักเขียนมือใหม่ มีอะไรก็แนะนำผมได้นะครับ

Reply