สวิตช์ไฟแห่งกาลเวลา
ระหว่างที่ผมเล่าเรื่องนี้  เรื่องราวยังคงดำเนินอยู่ ..เหตุการณ์เริ่มต้นที่ "สวิตซ์ไฟ"

เรื่องมีอยู่ว่าช่วงนี้อากงของผมมาพักอยู่ด้วย  ซึ่งโดยปรกติแล้วแกจะอยู่กับบ้านฝั่งลูกสาว  แต่ด้วยบางทีคนแก่มักถูกมองเป็นภาระ วันหนึ่งพวกป้าๆ ก็พาอากงขึ้นแท็กซี่มาฝากไว้ที่บ้านของผม  ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านอันแสนธรรมดาของเราเหมือนมีไทม์แมชชีนแห่งกาลเวลา

อากัปกิริยาของคนชรา
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแฟนผมมาที่บ้านและได้เจอกับอากงของผมอย่างจริงๆ จังๆ ครั้งแรก  เธอถามว่าอากงอายุเท่าไหร่ "แปดสิบกว่าแล้ว.."​  ยังแข็งแรง เดินได้ ดูไม่เจ็บไม่ป่วย  ซึ่งเป็นร่างกายแห่งความชราที่ผู้คนส่วนใหญ่อยากจะได้   ในสายตาคนอื่นท่านยังดูแข็งแรงมาก  แต่คนในครอบครัวมักจะรู้สึกว่าท่านป่วยมากทีเดียว

ตั้งแต่ผมรู้จักท่านไม่เคยเดินเป็นเส้นตรงปรกติ  จังหวะการเดินจะดูสั่นๆ  และพูดจาเลอะเลือนมาหลายปีแล้ว  เมื่อสองปีก่อนมีอาการปอดติดเชื้อจนต้องนอนโรงพยาบาลอยู่เกือบสองสัปดาห์  โดยมีท่อเจาะตรงออกมาจากปอดป้องกันภาวะน้ำท่วมปอด  ลูกหลานผลัดกันไปเฝ้าไข้และหมอเองก็บอกว่ายื้อเท่าที่ทำได้  แต่ปาฎฺิหาริย์ก็มีจริง ท่านหายป่วยออกมาจากโรงพยาบาลได้

พ.ศ.​๒๔๗๕
ผมเคยถามพ่อว่าอากงเกิดปีไหน  พ่อบอกว่าน่าจะก่อนยุคปฏิวัติ  อากงเดินทางมาจากเมืองจีน เสื่อผืนหมอนใบเหมือนในละครได้กล่าว  เป็นเด็กชายหนีการเกณฑ์ทหารจากยุคคอมมิวนิสต์ของจีน  พ่อบอกว่ายุคก่อนอากงลำบากมาก  เหล่ากงเหล่าม่าให้เงินญาติมาก้อนหนึ่งให้พาอากงนั่งสำเภามาไทย  เหมือนว่าส่งลูกชายมาต่างบ้านต่างเมืองแล้วก็อาจจะไม่มีโอกาสกลับจีนอีก  

คนจีนยุคนั้นน่าจะลำบากมากจริงๆ  พ่อเล่าว่าตอนที่อากงยังพูดรู้เรื่องอยู่  แกเคยเล่าให้ฟังว่าเหล่ากงเหล่าม่าเดิมเป็นเศรษฐีร่ำรวย  มีลูกหลานหลายคน  มีบ้านหลังใหญ่  แต่พอเกิดเปลี่ยนแปลงโดยคอมมิวนิสต์ก็ถูกยึดบ้าน  ถูกทรมาน  ลดชนชั้นให้เหลือเท่ากันหมด  และไม่รุ้ว่าไปทำผิดอะไรถูกตัดเส้นเอ็นที่แขนขา  ต้องคลานและใช้ปากคาบเลี้ยงลูก  

ความร่ำรวยช่วงหนึ่ง
ด้วยความที่ครอบครัวของแฟนทั้งพ่อและแม่เป็นข้าราชการละรัฐวิสาหกิจ แฟนผมบอกว่าหากไม่อยากทำงานไปจนลังเกษียณก็ต้องรู้จักเก็บเงิน  ส่วนตัวผมเองคิดว่าตัวเราก็คงต้องทำงานไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ  เพราะผมไม่เคยเห็นคนจีนอย่าง อาม่า อากง พ่อ ญาติๆ หยุดงานเลย  จะมีก็คือ "ป่วย" หนักจนทำงานไม่ไหวจริงๆ  อย่างร้านค้าที่บ้านก็ไม่เคยหยุดเสาร์อาทิตย์  ร้านที่กรุงเทพฯ​ ถ้าไม่ติดวันเทศกิจให้หยุดขายของบนฟุตปาธก็ไม่ได้หยุด  ...การทำงานของพวกเขาคือส่วนหนึ่งของชีวิต  เป็นทั้งความสุขและความลำบาก  เพราะมันคือทุกๆ อย่างจริงๆ  มันคืองานที่พวกเขาทำทุกลมหายใจ  งานที่ไม่มีวันหยุด  งานที่ไม่ต้องอาศัยความรู้ปริญญาเอก (แต่ก็หารายได้เท่ากัน)​  

เคยได้ยินมาว่าคนรุ่นก่อนเขานอนกันเพียงวันละ 3-5 ชั่วโมง  (แล้วแต่ว่าทำงานอะไร) อย่างคนขายอาหารย่านดังๆ เขาตื่นมาเตรียมของขายตั้งแต่ตีสาม  และเข้านอนกันตอนเที่ยงคืน  และมีช่วงเวลานอนตอนกลางวันบ้าง  ซึ่งมันก็ไม่ได้แปลว่าคนนอนดึกจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายมากมายเหมือนในบทความสุขภาพที่แชร์มาให้อ่านกันตามเพจ  ดูอย่างอากงและคนสูงอายุที่ทำงานอย่างหนักมาทั้งชีวิต ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแข็งแรงกันทั้งนั้น

ความจน  ได้หยุดทุกอย่างไว้
ว่ากันว่าคนเราจะหยุดตัวเองไว้เพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต  บางคนก็หยุดไว้ที่วัยเด็ก  บางคนก็คิดว่าตัวเองเป็นวัยรุ่นอยู่ 

วันหนึ่งที่ผมกลับบ้านมาแล้วผมตกใจมาก  คือผมทิ้งขวดน้ำพลาสติกลงถุงขยะ แล้วอากงเก็บขึ้นมากองรวมกันไว้ที่หนึ่งของบ้าน  แกบอกว่าไว้เก็บไปขาย  ผมเดินไปถามแม่ว่าแกทำอย่างนั้นทำไม  ทำไมไม่มีใครห้ามแกเพราะหนูจะลากไปทำรัง

แม่บอกว่าสมัยก่อนแกจนมาก  แกยังคงคิดว่าต้องเก็บหอมรอมริบอยู่  ผมก็อึ้งขึ้นมาทันทีด้วยความนึกไม่ถึง

แต่ที่บ้านของเรามันเก็บภาชนะที่มีกลิ่นของกินไว้ไม่ได้จริงๆ หนูมันจะขึ้นและแทะจนเละเทะ  หนูจะมาพร้อมฉี่และกลิ่นสกปรกอีกมากมายผมจึงจำใจต้องทิ้งขวดพลาสติก รู้ทั้งรู้ว่ามันขายได้ แต่บ้านเราไม่ค่อยใช้ขวดพลาสติก กว่าจะเก็บขายได้กิโลหนึ่งใช้เวลา 6 เดือน (ได้ไม่ถึง 22 บาท ราคาถูกกว่าซื้อถุงขยะเสียอีก) สู้ทิ้งไปซึ่งก็จะมีคนเก็บขยะที่เขาเดินมาหน้าบ้านเราทุกวันให้เขาไปเป็นทานจะดีกว่า  เพราะที่บ้านเราไกล  พวกรถชั่งกิโลจะไม่เข้ามา นานเป็นปีจึงจะต้องโทรเชิญเข้ามาสักครั้ง

สวิตช์ไฟแห่งกาลเวลา
ระบบร่างกายของอากงแกเลือนไปแล้ว  แกจะลืมไปว่ากินข้าวไปหรือยัง  ขับถ่ายไปหรือยัง  แกจะทำอะไรซ้ำๆ อยู่ทั้งวัน  ลักษณะวัฒนธรรมการกินของบ้านเรา เดิมทีเราจะวางของกินไว้ที่โต๊ะกลาง  ถึงมื้ออาหารคนในบ้านก็ไปจัดการตัวเอง  และวันหนึ่งอากงได้รับประทานทุเรียนไปถึงสองลูก คนในบ้านเราถึงเพิ่งรู้ว่าแกไม่ปรกติแล้ว  จึงต้องเก็บสต็อกอาหารไว้ที่อื่น และวางอาหารพอดีมื้อให้แกกิน

เมื่อกินเยอะแกก็จะขับถ่าย  โดยปกติสมัยก่อนแกเป็นคนท้องผูก จึงต้องมียาขมเม็ดติดบ้านเอาไว้ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้ร่างกายแกเปลี่ยนไปแล้ว ขับถ่ายได้ปกติ  แต่แกยังทานยาขมเม็ด (หลายๆ เม็ด) ทุกเวลา  บางทีทำให้แกเข้าห้องน้ำไม่ทัน  ถ่ายราดเป็นทางยาวจากหน้าบ้าน  เรื่องนี้เป็นที่ตกใจของทุกคน  (ผมจึงบอกให้พ่อเอายาขมเม็ดไปทิ้งเสีย แต่แกก็เรียกขอตลอดเวลา จึงต้องจำกัดการให้) และจำกัดพื้นที่ของแก และยิ่งทำให้แกเข้าห้องน้ำตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน

วันหนึ่งแกไม่เปิดไฟ แต่เปิดประตู เราทุกคนก็ตกใจว่าห้องน้ำมันมีเสียงอะไร แกบอกว่าปิดๆ เปิดๆ มันจะเปลืองไฟ แกคิดว่าพอไม่เปิดไฟก็ไม่มีใครเห็น  แต่สำหรับคนอื่นในบ้านคิดว่าแกล้มหรือตกห้องชักโครกหรือเปล่า ก็ต้องวิ่งมาดูด้วยความตกใจทุกครั้ง  จึงตัดปัญหาด้วยการเปิดไฟห้องน้ำทิ้งไว้ทั้งคืน ซึ่งจริงๆ มันประหยัดกว่าให้อะแดปเตอร์ทำงานขึ้นๆ ลงๆ

ระหว่างที่เล่าเรื่องนี้อยู่นั้น อากงก็ได้ลุกเดินมาเปิดปิดไฟห้องน้ำกว่า 5 รอบ  ซึ่งก็น่าจะทำให้ฟิวส์และสวิชต์ทำงานหนักและเปลืองไฟกว่าที่แกคิด  ซึ่งเป็นเทปม้วนเดิมที่เราต่างอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก  เหมือนอยู่กันคนละกาลเวลาเสียแล้ว
SHARE

Comments