ไอ้ดื้อ
รถของเด็กพวกนัั้นแผดเสียงดังลั่นผ่านหน้าบ้าน แต่วันนี้ไม่มีเสียงเห่าไล่หลังเหมือนทุกวัน...
มันชื่อไอ้ดื้อ ครั้งแรกที่ได้เห็นมันตัวเล็กและผอมโซเลยทีเดียว มันมาจากไหนไม่รู้ แม่ให้ข้าวมันกิน แล้วมันก็อยู่กับเรามาตลอด แม่บอกว่าดีแล้ว แมวมาหาหมามาสู่เป็นเรื่องดี

ผมชอบเล่นกับมัน มันเองก็ชอบตาม ไม่ว่าผมจะไปหาปูหาปลาหรือที่ไหนๆ ก็ตาม
แต่มันก็ดื้อสมชื่อจริงๆ มันชอบกัดรองเท้า กัดทุกอย่างแม้แต่หัวน้ำเหวี่ยงตามสวน และชอบคุ้ยโคนทุเรียนที่พ่อเพิ่งปลูก มันทำให้ต้นทุเรียนตาย พ่อโดนเถ้าแก่ดุ ดูเหมือนเถ้าแก่จะไม่ค่อยชอบไอ้ดื้อนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าแกจะไม่ชอบสุนัขนะ เพราะที่บ้านแกก็มีหมาที่แกให้นอนในห้องแอร์กับแกด้วยซ้ำ พ่อชอบบอกว่า 'คนอะไรเลี้ยงหมาอย่างกับลูก' แต่นั่นแหละ เมื่อไอ้ดื้อทำให้พ่อถูกดุ มันก็เลยถูกพ่อตีเพราะเรื่องนี้บ่อยๆ

อีกอย่างที่จะทำให้โดนตีก็คือมันชอบวิ่งไล่รถ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคันหรอกนะที่มันจะไล่กวด...

ถนนหน้าที่พักของเราจะเป็นทางซอยเข้าสวนไม่ค่อยมีรถผ่านมากนักหรอก แต่หากเป็นวันเสาร์อาทิตย์แล้วล่ะก็ จะมีกลุ่มเด็กๆ ที่ชอบขับมอร์เตอร์ไซค์เร่งเครื่องเสียงดังผ่านไปมากันแทบทั้งวัน นั่นแหละที่ไอ้ดื้อมันจะไม่ชอบเลย 
ตอนเย็นวันนั้นมันตามผมไปหาปลาที่อ่างเก็บน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักเรานัก เสียงแว้นเฮฮาของเด็กพวกนั้นดังมาแต่ไกล ผมหันไปตะคอกไอ้ดื้อเมื่อกลุ่มเด็กพวกนั้นกำลังควบรถผ่านเราไป แต่มันไม่ฟัง กลับเห่าเสียงดังและวิ่งไล่รถคันหนึ่ง เมื่อไม่ทันมันก็หันกลับ รถคันที่ตามหลังมาเกือบชนมัน มันหลบทันแต่กลับไปขวางทางของรถอีกคันที่วิ่งสวนมา มันโดนชนอย่างจัง รถคันนั้นเสียหลักล้มไถลไปกับมัน

ไอ้ดื้อคงเจ็บมาก มันร้องเสียงหลง เด็กคนนั้นก็คงเจ็บ ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนมองขณะที่พวกเขาชี้หน้าด่า ฟังไม่ออกหรอกว่าเขาด่าว่าอะไร แต่ถึงฟังออกก็คงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ดี พวกเขาโกรธมาก เด็กคนหนึ่งคว้าไม้จะไปฟาดไอ้ดื้อซ้ำแต่มันก็หนึไปได้ไอ้กบาลรึง* หาเรื่องมาให้อีกแล้วนะมึง' 

พ่อบ่นมันเมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้น มันทำให้เราต้องเสียเงินที่พ่อบอกว่ามากพอดู ทั้งค่าซ่อมรถและค่ารักษาคนเจ็บ ผมรู้ว่าพ่อไม่มีเงินมากนักหรอก พ่อมาทำงานที่นี่ได้ค่าแรงวันละสองร้อยเราไม่ใช่คนไทยเหมือนเขา จะหวังค่าแรงสามร้อยคงจะยาก มีงานทำก็ดีแล้ว

พ่อเคยบอกแม่แบบนั้น ช่วงนี้ฝนตกบ่อยด้วย บางวันพ่อก็เลยไม่ได้ทำงาน พ่อมีเงินไม่พอ เถ้าแก่จึงต้องจ่ายเงินค่าปรับให้พ่อแล้วค่อยหักคืนจากค่าแรง  
ช่วงนี้เราต้องประหยัดกันหน่อยนะ
ผมได้ยินพ่อพูดกับแม่...
ไม่เป็นไรหรอก กินอดอย่างไรก็ยังดีกว่าอยู่บ้านเรา อย่างน้อยยอดตำลึงผักกระสังในสวนก็ยังพอหาได้
เสียงแม่บอกกับพ่อ... อาจเหมือนที่แม่ว่า อยู่ที่นี่อย่างไรก็ยังดีกว่าที่บ้าน แต่ผมก็อดคิดถึงทุ่งนากว้างใหญ่ อดคิดถึงเพื่อนๆ ที่นั่นไม่ได้สักที ผมไม่มีเพื่อนที่นี่เลยนี่นา



...รถของเด็กพวกนั้นแผดเสียงดังลั่นผ่านหน้าบ้าน แต่วันนี้ไม่มีเสียงเห่าไล่หลังเหมือนทุกวัน เรานั่งกินข้าวกันเงียบๆ ตะวันดวงโตเห็นได้เมื่อมองผ่านประตูออกไป วันนี้มันดูเงียบมากเลย

"พ่อไม่ได้ฆ่ามันใช่ไหม" ผมอดที่จะหันไปถามพ่อไม่ได้

"ไม่ได้ฆ่า...!" พ่อลากเสียงยาว "มันไปกินหญ้าที่พ่อเพิ่งพ่นยานั่นแหละมันเลยตาย" พ่อตอบก่อนจะหันไปหยิบชิ้นเนื้อทอดจากสำรับขี้นมา

"กินเข้าไปเถอะ สัจปิเซส์** เชียวนะ ไม่ใช่จะมีทุกวันนะเอ็ง" พ่อพูดพลางส่งชิ้นเนื้อเข้าปาก ผมก้มมองเนื้อทอดในชามนั่นอีกครั้งก่อนหยิบมันขึ้นมา.
*กบาลรึง=หัวดื้อ/ดื้อ
**คนกัมปุเจียจะเรียกเนื้อสุนัขว่า สัจปิเซส์ (เนื้อพิเศษ)
SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นจิปาถะ
รวมเรื่องสั้น งานฝึกหัด /ยินดีรับฟัง และขอบคุณทุกความคิดเห็นนะครับ/
Writer
Lava
ผู้เฒ่าธรรมดา
เจ้าปัญหา จอมโวยวาย

Comments

KOB-KRA-CHAI
3 years ago
แอบสะเทือนใจเบาๆ
Reply
Lava
3 years ago
ขอบคุณครับผม จากเค้าโครงเรื่องจริงนะครับ ^^
KOB-KRA-CHAI
3 years ago
ถ่ายทอดออกมาได้ดีมากเลยค่ะ แอบนึกถึงวรรณกรรมเรื่องนึงที่อ่านราวสิบปีที่แล้ว (ลืมชื่อไปแล้ว) เป็นเรื่ี่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนนึงที่เลี้ยงกระต่ายไว้เป็นเหมือนเพื่อนรักของเธอ ในช่วงเวลานั้น -- สมัยสงครามโลกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงข้าวยากหมากแพงทำให้ครอบครัวเธอลำบากมาก จนต้องนำกระต่ายตัวนั้นมาทาน <<< เป็นอีกเรื่องที่สะเทือนใจ จำได้ว่าตอนนั้นอ่านไปน้ำตาซึมไป

สุดท้ายนี้ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่แบ่งปันค่ะ

Lava
3 years ago
ขอบคุณเช่นกันครับผม ^^