ปีนังตามลำพัง Day 2
วันที่สองในปีนัง 
หลังจากที่ความรู้สึกในวันแรกของการเดินหลงในปีนังเราไม่ได้รู้สึกอินเท่าไหร่อาจจะเพราะว่าเดินหลง 555 ไปในที่ที่เขาไม่ไปกัน ที่ที่ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่ 😉
เราเริ่มต้นวันที่สองด้วยการกิน ,,,,😋 พร้อม !!! กินอาหารเช้าในร้านBlack kattle ที่อยู่ถัดมาจากที่พัก ในความรู้สึกของเรานั้น เมนูอาหารสั่งยากจัง (อาจจะเพราะความไม่คุ้นเคย) งั้นจะสั่งอะไรดีว่ะ เอางี้ ความเป็นสาวชาวบ้านทำให้เรารู้จักแค่ เฟร้นโทสต์ งั้น ...... เอาเฟร้นโทตส์หล่ะกัน 😋  ส่วนกาแฟนะหรอ ... เออๆๆ คือ เออ เอาที่ชื่อแปลกๆไว้ก่อนละกันซึ่งตอนนี้กาแฟที่สั่งดื่มไปชื่อว่าอะไรก็ต้องขออภัยด้วย 😂 เอาละมาถึงเวลากินเลยหล่ะกันหลังจากที่คุณพนักงานมาเสริฟที่โต๊ะแล้วนั่นความรู้สึกแรกหลังจากที่เห็นเฟ้นโทสต์ก็คือ ... โอ้โห้หน้าตาเธอสวยจังน่ากินมั๊กๆ หลังจากนั้นก็จิ้มแล้วก็หั่นกินไปหนึ่งคำ ,,,,,,,🍴โดยปกติคิดว่าตัวเองเป็นคนกินง่ายมากกินอะไรก็ได้แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ "มันไม่อร่อยเลย" นึกอยู่ในใจเสียงดังๆ เวรละอันละตั้ง 18 ริงกิต คิดเป็นเงินไทยก็ ... ใส่ศูนย์ไปหนึ่งตัว 180 บาท เออคือ กินก็ไม่อร่อยทิ้งไว้ก็เสียดาย ก็มันหวานและชุ่มน้ำผึ้งหรืออะไรซักอย่างมากเกินไป ไม่ถูกปากเลยจริงๆ เฮ้อ เอาว่ะ กินหน่อยไหนๆก็เสียตังแล้วสุดท้ายก็เหลือตั้งครึ่งจาน 😩

 มื้อเช้าผ่านไปอย่างกล้ำกลืนฝืนทน แต่ก็เอานะ ยังเหลือมื้อเช้าอีกหนึ่งวันในปีนัง(ซึ่งเล็งไว้แล้วว่าร้านไหนดี ... เห็นไหมคิดการไกลจะตาย) 

ร่ำลาร้านอาหารเช้าแล้ว เอาละทีนี้ต้องออกไปเจอปีนังของจริง จริงๆซักที โดยวันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไป "ปีนังฮิล" ที่ที่ใครมาปีนังก็ต้องมา(ในใจนึกว่าที่ต้องมาเพราะปีนังมีแค่นี้ไง😣) 


วิธีการที่เราจะไปปีนังฮิลกันนั่นมีทางเดียวคือโดยรถเมล์ แล้ว .. สายไหนละทีนี้ ที่จริงแล้วข้อมูลที่เตรียมมาก็มีไม่มากจะเรียกได้ว่าเพิ่งเมื่อคืนนี้เอง ก็สรุปได้ว่า รถเมล์ที่เราจะต้องนั่งไปที่ปีนังฮิลนั้นต้องนั่งสาย 204 มั๊ง ซึ่งบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่บอกว่าให้เริ่มจากตึกคอมต้า 🏢 ว่าแต่ ตึกคอมต้านี้มันอยู่ตรงไหนหรอ??? ที่รู้นี่ก็ไม่ได้อ่านมาหรอกนะ รู้มาจากน้องสาวคนสวยที่นั่งรถตู้มาด้วยกันตอนขามา .... บอกแล้วว่ามาแบบไม่รู้อะไรเลย 😉

ความอยากรู้อยากเห็นกับความมั่วที่มีทำให้รู้ว่าเดินออกจากที่พักไปทางขวามือข้ามถนนไปนิดหน่อย จะมีอู่รถเมล์ใหญ่มากซึ่งเป็นต้นสายเลยก็ว่าได้ ครั้นกระนั้นแล้ว ในหัวก็ยังวนเวียนอยู่กับคำว่า "คอมต้า คอมต้า ... คอมต้า คอมต้า" บวกกับแดดแมร่งร้อนจริงๆเลยจะเปรี้ยงไปไหน จนกระทั้งเดินซักพัก นี่อู่รถเมล์อยู่ใกล้ที่พักขนาดนี้แล้วเรายังต้องไปตึกคอมต้าอีกไหมนี่ ???

ประสบการ์ณนั่งรถเมล์จากกรุงเทพทำให้เรารู้ว่า ถ้าเป็นอู่และเป็นต้นสายก็ต้องมีทุกสายสินะ งั้นเราเดินไปที่อู่กันก่อนดีกว่า 

พนักงานตัวโต ตากลม ร่างกำยำต้องรู้แน่ๆว่าเราหลงมา
"hey ! Mam where are you going" พนง
เรา " I would like to go to pee nang hill not sure which no.?" 
พนง " this this this " 
ดีใจเจอคนภาษาอังกฤษหางอึ่งเหมือนกัน 😝

--- 
ค่าโดยสารที่เช็คมาคือราคา ไม่เท่าไหร่แต่ด้วยความที่ มีข้อมูลเพียงว่ารถเมล์ปีนังนั้นไม่ทอนตั้งเราจึงตัดสินใจซื้อตั๋ว 7day pass ในราคา 30 ริงกิตหรือประมาณ 300 บาทไทยซึ่งทำให้รู้เลยว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากอย่างรุนแรงเพราะค่ารถเมล์ที่เราใช้บริการใช้ไปเพียงแค่ไม่ถึง 10 ริงกิตเลยด้วยซ้ำ 😂 เพราะฉะนั้นแล้ว 7 day pass ไม่จำเป็นเลยสำหรับทริประยะสั้นๆ  

ถึงเวลารถออกรถเมล์ก็มาจอดตามปกติ เราเลือกนั่งด้านหลังตรงที่สามารถมองเห็นวิวได้ทั่ว โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้วรถเมล์ปีนังใหม่จัง แอร์ก็เย็นจริงๆเลย 🚌❄️ 

รถเมล์วิ่งไปเรื่อยผ่านเส้นทางที่เราเดินหลงมาเมื่อวาน ผ่านตลาดต่างจนมาถึงตึกคอมต้า ที่จริงแล้วนั้นก็ไม่แน่ใจหรอว่ามันใช่หรือไม่เเลยเปิด GPS ดูปรากฏณ์สิ่งที่ปรากฏขึ้นมา GPS บอกว่สห่างไปจากนี้ประมาณ 20 นาทีมีร้านอร่อยดังระดับโลก ชื่อว่า "penang road famous teochew chendul" (ในใจก็นึกขึ้นมาว่า โห้ ขนาดนั้นเลยหรอว่ะ ) เอางี้ ขากลับละกันนะ 
 
รถเมล์วิ่งไปเรื่อยผ่านถนนหลากหลายจนมาถึงปีนังฮิล จากนั้นก็ไม่รีรอเห็นคนเดินไปทางไหนเราก็เดินไปทางนั้นนะแหละ 555 คาดว่าทั้งหมดที่เหลือบนรถเมล์นี่เขาก็คงมาที่เดียวกะเรานะแหละ 

ป้ายบอกราคาตั๋วมีขายแบบทั้งขาเดียวและสองขาในราคาครึ่ง สาวชาวจีนข้างหน้าเรานางซื้อแบบขาเดียวซึ่งเราก็แอบสงสัยอยู่ว่าทำไมนะ นางไม่ซื้อไปเลยทีเดียว 🤔

หลังจากที่ได้ตั๋วเรียบร้อยแล้ว ทางเดินที่เข้าไปรั่นมีคนมารอต่อคิวเยอะมากๆ ใช้เวลาในการรอต่อคิวขึ้นกระเช้านั้นประมาณ 30 นาทีได้ 

โดยส่วนตัวแล้วนั้นการเลือกว่าจะอยู่ตู้ไหนของกระเช้ามีส่วนสำคัญ เพราะ ... เพราะ... เพราะ ปีนังเป็นที่ที่มีคนอินเดียอยู่มากอยู่เหมือนกันเพราะฉะนั้นแล้วเราต้องอดทนอยู่ในนั่นพร้อมกลิ่นตลบอบอวลอยู่ประมาณ 10 นาทีได้เลยนะ คิดเอาละกัน จักกระแร้ใครต่อใคร 😂 

การขึ้นไปบนปีนังฮิลนั้นวันนี้ถือได้ว่า ,,,โชคร้ายจัง 555 วิวในจินตนาการที่เราคาดหวังไว้นั้นต้องเป็นวิวสุดลูกหูลูกตามองเห็นบรรยกาศปีนังพร้อมฝั่งมาเลเซียและมีน้ำขั้นอยู่ตรงกลางแต่หาได้เป็นแบบนั้นไม่ เรื่องทั้งหมดนั้นอยู่ได้แค่จินตนาการในหัวเท่านั้นเอง เนื่องจากว่าขึ้นไปแล้วสิ่งที่เห็นตรงหน้ามีแค่ หมอกขาว สีขาวๆบาง อย่างเดียว 😒 งั้นก็ ,,, ดูรูปจากที่อื่นเอาหล่ะกันความฝันที่จะมานั่งดูวิวก็มีอันต้องสลายไป 😂 นั่งรถกลับเข้าเมืองดีกว่า🚎

เอาหล่ะก็ไม่จมอยู่กับฝันที่สลายนานซักเท่าไหร่ขึ้นรถเมล์กลับเข้าตัวเมืองดีกว่า ขณะที่นั่งอยู่บนรถเมล์นั้นก็นั่งดูวิวสองข้าง ประกอบกับในมือนั้นก็เปิดGPSไปด้วยเพื่อที่จะได้รู้ว่าจุดหมายที่จะไปคือที่ไหน นั้นคือ"ตึกคอมต้า"นี่เอง 

คนขับรถเมล์เหมือนจะรู้งานพอถึงตึกคอมต้าปุ๊บนางก็ตะโกนบอกผู้โดยสารปั๊บว่า "คอมต้า ๆ " 
เอาละตึกคอมต้านี่ถึงแล้วนิ ลงไปดูดีกว่า 

ความรู้สึกแรกที่เห็นชั้นหนึ่งของตึกคอมต้า นี่มัน ... นี่มัน พันทิพย์นิ มีแต่ร้านโทรศัพท์และอิเล็กทรอนิค เอางี้ดีกว่า เป้าหมายที่เราวางไว้นั้นคือ ร้าน " penang road famous teochew chendul" ไม่รอช้าดีกว่าหลังจากเดินวนไปวนมาก็เปิดGPS เดิมตามไปหล่ะกัน 

เดินมาได้ไม่นานใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว ไม่อยากจะบอกเลยว่าภาพที่เก็นตรงหน้า โอ้ววววว คนเยอะมากๆๆๆๆ เต็มทุกโต๊ะ อาเจ๊เดินมาถามเป็นภาษาแปลก เราได้แค่ยิ้มและยกนิ้วชี้ 1 แค่จะบอกให้รู้ว่ามาควเดียวขอโน๊ะหน่อย ☺️ หลังจากนั้นไม่นานอาเจก็จับเราไปนั่งกับสองผัวเมียจากการพูดคุยกันสองคนนี้มาเที่ยวปีนังเป็นคนมาเลเซียโดยพื้นฐานสามารถพูดภาษาจีนได้ จากนั้นก็บอกเราว่าอะไรอร่อยอะไรควรกิน สั่งเลยสิจ๊ะ รออะไร 

นั่งรอนานอยู่ซักพัก ก็มีคนเอามาเสิฟร์ให้ที่นี้ต้องจ่ายตังเลยกันเพราะลูกค้าจอแจและแน่นมาก 
ที่เราสั่งมานั้นเป็นเหมือนผัดไทยบ้านเราโดยส่วนตัวกินว่าไม่เห็นอร่อยเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นคนไทยที่ประเทศเรานั่นมีของกินอร่อยๆเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มถนนจะกินเมื่อไหร่ก็ได้ 
อีกเมนูนึงที่สองผัวเมียแนะแนะนั่นเป็นจานๆราดน้ำซักอย่างแต่ด้วยความที่อิ่มแล้วเลยไม่ได้สั่งมาลองประกอปกับการไปคนเดียวข้อเสียก็คือแบบนี้ กลัวว่าจะกินไม่หมดเสียดายแย่เลย 

หลังจากเอาผัดไทยปีนังใส่ท้องไปแล้วนั้น เราก็เดินออกมาหน้าร้านเจอขนมที่เขาโฆษณาว่าอร่อยและดังที่สุดในโลก ,,,,,,, โอ้ว 

สั่งขนม รับของ ส่งตัง เรียบร้อยแล้วก็ต้องเดินออกมายืนกินข้างๆร้านเนื่องจากที่ร้านไม่มีโต๊ะ 
จุดนี้เรามีความเสียดายอยู่อย่างหนึ่งว่า ร้านขนมteochew นั่นมีสองร้าน ร้านนึงคนเยอะมากเคลมว่าดังที่สุด อีกร้านนึงมีเก้าอี้นั่งแต่ๆๆๆ ไม่มีคนเลยจ๊า เอ...... ทำไมหว่า สิ่งที่เสียดายนั่นเราตั้งใจว่าจะกินทั้งสองร้านเลยเพราะว่าอยากรู้ว่ามันจะแตกต่างกันตรงไหน แต่ด้วยความที่ช่องว่างในกระเพราะนั้นเกือบหมดแล้ว ครั้นจะไปสั่งของร้านที่สองที่ไม่ค่อยจะดังมาลองนั่นเกิดว่ากินไม่หมดขึ้นมาเจ้าของร้านจะเสียใจ อาจจะนึกว่าเราคิดว่าไม่อร่อยเลยกินไม่หมดหรือป่าน๊าาา คิดมากคิดเยอะขนาดนี้เลยตัดใจไม่กินละกัน 😒 

เอาของหวานลงกระเพราะเสร็จแล้วช่วงที่เราไปนั่นเป็นช่วงหน้าฝน ฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างเบาบางจะต้องเดินไปหลบในห้างสรรพสินค้าซึ่งเราเองก็จำชื่อไม่ได้เลยจริงๆว่าเรียกว่าอะไร ยืนรออยู่นานจนกว่าฝนจะสั่งลาไป เราก็ตัดสินใจ(แบบมั่ว)เดินข้ามถนนมาอีกฝั่งซึ่งที่ที่จะไปนั่นก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะไปที่ไหนดี 555 รู้แต่ว่าเห็นชายสองคนเดินมาด้วยกันต้องเป็นนักท่องเที่ยวแน่ๆเลย เอางี้ เดินตามเขาสองคนนั่นไปแทนดีกว่าเผื่อเจออะไรแปลกๆเพราะเองหลังจากกินขนมเสร็จแล้วก็ไร้จุดหมายเช่นกัน 😉 
ทางที่เดินตามสองคนนั่นมาทำให้เรารู้ว่าเราได้เข้าใกล้เขตที่เขาอนุรักษ์ซึ่งเรียกเรียกว่าเขตอะไรนั่นก็เออ,,, เออ,,, จำไม่ได้เช่นเดียวต้องขออภัยมาด้วยรู้แต่ว่าตึกที่อยุ่บริเวณรอบๆนั้นเป็นตึกเก่า และเดินไปเรื่อย เราก็จะพบว่าเป็นภาพวาดรูปอันโด่งดังของปีนังนั่นเอง 

เราใช้เวลาเดินเล่นอยู่ซักพักเก็บภาพสวยๆ จนกระทั่งเดินมาถึงรูปภาพที่น่ารักเป็นเด็กสองคนขี่จักรยานเลยรู้สึกว่าอยากมีรูปของตัวเองเก็บไว้ เลยไปยืนต่อแถวเพื่อรอถ่ายรูป ... ว่าแต่... มาคนเดียวนี่หว่า ... แล้วใครจะถ่ายรูปให้ละงานนี้ เอางี้ ด้านหลังเราเป็นสาวชาวจีนหมวยๆขาวๆเมหือนนะอัธยาศัยดี ใช้คำว่าเหมือนจะ เราเลยขอให้นางถ่ายให้ นางก็ถ่ายให้นะ แต่ว่าถ้าถามในความรู้สึกขณะนั้นเรารู้สึกว่าความเป็นกันเองความfriendlyนั้นแทบจะไม่มีเลย อาจเป็นเพราะอะไรหลายอย่างซึ่งเราไม่หาคำตอบหล่ะกัน 🙄 

สาวชาวจีนถ่ายรูปให้เสร็จแล้วเราก็เดินเล่นอยู่บริเวณนั่นเป็นเวลาพักใหญ่ฝนก็ยังคงลงเม็ดเบาบางอยู่อย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหากับเราซักเท่าไหร่เลย ให้คนที่ไม่รู้จักถ่ายรูปให้บ้าง แอบถ่ายรูปคนอื่นบ้างก็สนุกและอิสระดีเหมือนกัน 😊 

เวลาที่ปีนังเดินไวมากแม้ว่าจะเป็นวันฝนตก ขณะที่เดินวนๆอยู่นั้น เราก็เดินผ่านร้านพิซซ่าซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นของชาวอินเดียซึ่งกลิ่มหอมมากๆๆๆเอาไงดีน๊า กินพิซซ่าคนเดียว ไหวไหมว่ะ จะกินหมดไหม ไม่หมดจะเสียดายนะ นึกและลังเลอยู่ใจในอยู่น่าน จนกระทั่งเราก็แพ้ต่อหน้าตาของพิซซ่าที่พนักงานเอามาเสิรฟให่โต๊ะที่เราแอบเหล่มอง 555 เข้าก็ได้หว่า 

พิซซ่าหรอ ~ เออ เอาฮาวายเอียนแล้วกัน จากนั้นก็สั่งมากินกับน้ำมมะนาวซักอย่าง พนักงานตัวสูงมากเอาพิซซ่ามาเสริฟวางให้ปกติแล้วจะมีจานแบ่งเล็กๆมาด้วย อาจจะเป็นเพราะว่านางเห็นเรามาคนเดียวนางก็หยิบจานเล็กออกไปแล้วเอาพิซซ่าทั้งถาดมาวางที่หน้าอิชั้นพร้อมเปล่งวาจาว่า "please enjoy" เดี๋ยวๆถ้ากินคนเดี๋ยว 6 ชิ้นนี้พรุ่งนี้ไม่มีเสื้อผ้าใส่กลับบ้านแน่นอน 😱

ความพ่ายแพ้ต่อพิซซ่าเราจัดการมันไปได้สามชิ้นเท่านั้นเองซึ่งนี้คือการกินที่เยอะมากๆแล้วสำหรับมื้อเย็น เอางี้กินไม่หมดก็ไม่เป็นห่อกลับไปไว้กินเช้าต่อดีกว่า 555 

วันที่สองในปีนังหมดไปกับ ปีนังฮิล ขนมที่ว่าดัง ผัดก๋วยเตี๋ยวที่เหมือนผัดไทยบ้านเรา การเดินคนที่ไม่รู้จัก และพิซซ่าคนเดียวสามชิ้น 😂 แพลนของวันพรุ่งนี้นะหรอ มีเรียบร้อยแล้ว เริ่มจากการกิน 😋 อีกเช่นกัน วันนี้แค่นี้ก่อนดีกว่า 

SHARE
Writer
Whatabouta
Duaghter
บ้ากล้องแต่ไม่มีกล้องก็มือถือมันก็ถ่ายได้ป่ะ

Comments