Power of Now พลังแห่งจิตปัจจุบัน
อันนี้เป็นบทความรีวิวหนังสือ ที่ผมรีวิวหนังสือส่งนายอินทร์ เลยเอามาลงที่นี่ด้วย
พลังแห่งจิตปัจจุบัน ตีพิมพ์ครั้งแรกในแคนาดา เขียนโดย เอ็ดกฮาร์ท โทลเล โดยหนังสือเล่มนี้


เป็นหนังสือแนวจิตวิทยา ซึ่งอิงเรื่อง การตั้งจิตไว้ในปัจจุบันกาล โดยที่ไม่อิงกับศาสนาใดเป็นหลัก

แต่จะนำ ‘สัจจะ’ หรือ ‘หลักการ’ ของศาสนาใดก็ตามที่สอดคล้องกัน มาอธิบายในเรื่องนี้

โดยผู้เขียนนั้น ได้ศึกษาคัมภีร์ทางศาสนามาพอสมควร ทั้งหลักคำสอนใน พุทธศาสนา ,

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ คริสต์ โดย ในพุทธศาสนานั้น จะอ้างอิงจาก ธรรมบทว่าด้วยเรื่องการ ตื่นรู้

หรือ ตระหนัก และการมีสติอยู่กับ ปัจจุบันกาล สำหรับคัมภีร์ของฮินดูนั้น ผู้เขียนได้อ้างอิง

คัมภีร์ที่สำคัญด้านปรัชญาล้วนๆชื่อว่า อุปนิษัท ซึ่งเป็นคำสอนที่อยู่ในคัมภีร์พระเวท

ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยกล่าวในเรื่องระดับจิตวิญญาณล้วนๆ ไม่มีเรื่องของพิธีกรรม

และการบูชาเทพเจ้าแต่อย่างใด และสำหรับศาสนาคริสต์นั้น ผู้เขียนได้อ้างอิง คำสอนของพระเยซู

ในคัมภีร์ ไบเบิลที่มีความใกล้เคียงกับการวางจิตในปัจจุบัน

การนำเสนอของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนพบว่า ทุกวันนี้ มนุษย์เรานั้น ติดปัญหามากมายในโลก

ทั้งความสับสน ความติดพันกับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาชีวิต เรื่องการเงิน ซึ่งทำให้จิต

ต้องคิดตลอดเวลา ทั้งคิดไปในอดีต และ อนาคต มากกว่าที่จะคิดเรื่องในปัจจุบัน ทำให้จิตนั้น

‘ไม่เป็นอิสระ’ และด้วยความฟุ้งซ่านนี่เอง ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหา

หรือกระทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถเกิด ‘ปัญญา’ ได้เลย ดังที่

ทั้งนี้ ผู้เขียนได้อ้างถึง ‘จิตเดิมแท้’ ซึ่งหมายถึง จิตที่มีอิสระต่อความคิด หรือความฟุ้งซ่าน

ในศาสนาพุทธนั้น จิตเดิมแท้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึง จิตที่ปราศจากความเศร้าหมอง

ปราศจากอวิชชา นั่นเอง นั่นคือจิตที่เป็นอิสระต่อกิเลสนั่นเอง หรือ ที่ท่านพุทธทาสได้นิยามว่า จิตว่าง

(คือว่างจากกิเลส อวิชชา) นั่นเอง

ซึ่งการที่จะทำให้จิตนี้ เป็นจิตที่เป็นอิสระนั้น จำเป็นต้องให้จิตนั้น หลุดจากความคิดฟุ้งซ่าน เพราะ

ปัญญานั้น อยู่เหนือความคิด ซึ่งหลักนี้ที่ผู้เขียนอ้างอิงนั้น ตรงกับหลักของ วิปสนากรรมฐาน

ในทางพุทธศาสนานั่นเอง หากใครที่ปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ มักได้ยินบ่อยๆกับ คำสอนที่ว่า

‘หยุดคิดแล้วจะเห็นธรรม’ นั่นก็คือ หากจิตหยุดอยู่ที่ปัจจุบัน คือ มีสติกับการเพ่งพิจารณา ไม่มีอคติ

ไม่ฟุ้งซ่าน ก็จะเกิดจิตเดิมแท้ ดังที่ผู้เขียนนิยามนั่นเอง

นอกจากนั้น ผู้เขียนยังได้ โยงจิตเดิมแท้นั้น ไปยังหลักการของคัมภีร์ ‘อุปนิษัท’ ในเรื่องของ อาตมัน

ซึ่งคือ ‘ตัวตน’ ภายในที่แท้จริง หรือ ที่ศาสนาฮินดู เรียกว่า ‘สัจจะ’ หรือ สัตตวะ (sattva)

ซึ่งเป็นตัวตนที่นอกเหนือจาก ทั้งกายและจิต เมื่อตายไป อาตมันนี้ จะย้ายจากร่างหนึ่ง

หากเข้าถึงความจริงหรือ โมกษะ (นิพพานในนิยามของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) แล้ว จะเข้าไปรวมกับ

ปรมาตมัน หรือ พระเป็นเจ้า (ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Super Soul )โดยพระเจ้าของผู้เขียนนั้น มอง

‘พระเจ้า’ เป็น ลักษณะ นามธรรม มากกว่า รูปธรรม หรือ บุคคล

ผู้เขียนได้อ้างอิงถึงคำสอนของพระเยซู ในมุมมองใหม่ว่าการเข้าถึงพระเจ้านั้น คือ ‘พระเจ้าภายใน’

ที่เป็นจิตเดิมแท้ ที่ซ่อนอยู่ภายใน มากกว่า พระเจ้าที่เป็นเทวดา บนสรวงสวรรค์ โดยคำเรียกนั้น

อาจจะแปรเปลี่ยนไปตามบัญญัติของศาสนา จะเรียก พระเจ้าว่า นิพพาน หรือ ปรมาตมัน ก็ตามแต่

ล้วนคือ นิยามเดียวกัน คือ ‘สัจจะ’

จริงๆแล้ว การนิยามเช่นนี้ ยังไม่ถูกนัก เพราะ พุทธศาสนานั้น ปฏิเสธเรื่อง ‘ตัวตน’ ภายในโดยสิ้นเชิง

แต่ได้นิยามคำว่า ‘อนัตตา’ คือความไม่มีตัวตนที่แท้จริงถาวร เป็นแต่เพียง เหตุของ กายและจิต

อิงอาศัยกันเท่านั้น หากยังมี อวิชชา หรือ กิเลสอยู่ ก็ยังต้องเกิดอยู่ ทั้งนี้ คงเป็นเพราะผู้เขียนเอง

อาจจะเคยนับถือศาสนาคริสต์มาก่อน จึงเข้าใจว่า อัตตานั้นมี และอยู่ในรูปแบบอาตมัน

หรือจิตเดิมแท้ในลักษณะเป็นตัวตน ซึ่งเข้ากันได้กับความเข้าใจเดิมก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลักการปฏิบัติให้จิตผูกกับปัจจุบันของหนังสือเล่มนี้ ก็ยังคงน่าสนใจ

ในเรื่องของวิธีการแนะนำการปฏิบัติ โดยผู้เขียนได้หยิบหลักการทำสมาธิ แบบใช้การกำหนดลมหายใจ

การทำโยคะ ซึ่งก็คือ หลักอนาปานสตินั่นเอง การมีสติ อยู่กับลมหายใจ เป็นการฝึกที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะ

ลมหายใจนั้น อยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆทั้งสิ้น โดยหากเกิดอะไรขึ้น หงุดหงิด ปวดเมื่อ

ก็ให้ผ่อนคลายมากที่สุดโดยไม่ฝืน ไม่พิพากษาใดๆ ไม่ตัดสินดีชั่ว ในเรื่องฟุ้งซ่าน เพื่อให้จิตเป็นอิสระ

ดังที่ พระพุทธเจ้าสอนให้ดูจิตนั่นเอง โดยสรุปออกมาเป็นว่า รู้ กุศล รู้ อกุศล

รู้สิ่งที่ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล ในหลักของพุทธนั่นเอง

เมื่อปราศจากความคิดแล้ว จิตก็จะเข้าสู้ภาวะที่ไม่เศร้าหมอง หรือ นิวรณ์ (สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ได้แก่

ความหงุดหงิด ความสะดุ้งหวาดเสียว ความใคร่ ความพยาบาท และความหดหู่)

จิตที่ปราศจากสิ่งเหล่านี้ คือ จิตเดิมแท้นั่นเอง ทำให้ผู้ปฏิบัติ สามารถเข้าสู่โลกภายในจิตที่แท้จริง หรือ

ความบริสุทธิ์ ภายในที่แท้จริง

ผู้เขียนยังได้แนะนำให้เจริญสติ ด้วยวิธีการใหญ่ๆ ของพุทธศาสนา นั่นคือ ความกรุณา และ มรณสติ

ซึ่งทำให้เรารู้จักปล่อยวาง ไม่กังวล และเสียสละ เพื่อผู้อื่น มีความเมตตากรุณาสงสารสรรพชีวิต

คนรอบตัว เพราะอย่างไรเสีย คนเราทุกคนก็ต้องตายในสักวันหนึ่ง หากเจริญ​กระทำให้มากแล้ว

จะทำให้เราเข้าถึงความจริงภายในได้เช่นกัน ซึ่ง มรณสตินั้นพระพุทธเจ้า ทรงแนะนำไว้เช่นกัน

ให้เจริญทุกลมหายใจเข้าออก ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ทำงานเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต’

ประสิทธิภาพของงานนั้น ออกมาดีแน่นอน เพราะจะทำให้เราอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

นอกจากนี้ผู้เขียน ยังได้เปรียบเทียบ การยอมจำนน ต่อจิตแห่งปัจจุบัน

ยอมรับในความจริงที่เกิดขึนไปแล้ว ยอมรับปล่อยวางกับสิ่งที่ผ่านไป ให้จิตหยุดคิด

และเป็นอิสระจากตัณหา อุปาทาน และ อวิชชา คล้ายๆกับวิธีการเจ้าเข้าถึง สัจจะ/พระเจ้า/ปรมาตมัน

คือการยอมที่จะเข้าถึงความจริงอันนี้ สอดคล้องกับ การที่คริสต์สอนให้ยอมศิโรราบต่อพระเจ้า หรือ

ในศาสนาฮินดู ให้กระทำภักดีโยคะ คือการยอมจำนนต่อพระเป็นเจ้า เอ่ยนามของพระเจ้า

คิดถึงพระเจ้าในทุกที่ทุกลมหายใจ แต่หากการได้พลังแห่งจิตปัจจุบัน หรือจิตเดิมแท้นั้น คือ

การได้พบพระเจ้า ในมุมมองแบบการมองพระเจ้าเป็นนามธรรมนั่นเอง

โดยสรุปแล้วนั้น หนังสือเล่มนี้ ได้ให้แง่คิดที่ดี ในเรื่องของการดึงจิตไว้ที่ปัจจุบัน ไม่คิดไปในอดีต

กังวลกับสิ่งที่เกิดไปแล้ว เพราะจะก่อให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นหรือ อุปาทาน ไม่คิดไปในอนาคต

ซึ่งจะทำให้เกิดความอยากหรือ ตัณหา ทำให้เกิดความโลภ และอิจฉา ริษยา ขึ้นมานั่นเอง

และเมื่อจิตไม่ติดพันทั้ง ตัณหา อุปาทาน อวิชชา แล้ว ก็จะเข้าถึงความจริงทางจิตวิญญาณภายใน

ที่ทุกศาสนา หรือ นักปรัชญา ถวิลหานั่นเอง จะนิยามว่า พระเป็นเจ้า นิพพาน ปรมาตมัน

สุดแล้วแต่บัญญัติของแต่ละความเชื่อ ดังคำกล่าวของคัมภีร์พระเวทว่า

"สัจจะมีหนึ่งเดียว แต่หนทางเข้าสู่มีหลากหลาย"

หนังสือเล่มนี้ คุณจะสามารถได้ประโยชน์ ทั้งในการเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน หลักการปฏิบัติแบบง่ายๆ

เหมาะ สำหรับคนไม่ชอบอ่านธรรมะ หรือไม่ได้สนใจคัมภีร์ทางศาสนา ที่มีภาษาเข้าใจยาก

แต่สามารถได้รับข้อมูล ที่มีการสังเคราะห์มาแล้ว ในมุมมองของชาวตะวันตก ที่สนใจ ปรัชญาตะวันออก

ควบคู่ตะวันตก กลั่นกลองมาอย่างดีในสำนวนที่อ่านเข้าใจง่าย และมี วิธีการพร้อมเหตุผลประกอบ

ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ และหามาศึกษาเป็นอย่างยิ่งครับ


SHARE
Writer
ultimaguru
Inspireations man
nothing to interested in me , just read my log

Comments