สิ่งที่นั่งคิด ระหว่างอายุของชีวิตกำลังก้าวเข้าสู่เลข 3  (1)
No. 18



เรื่องราวต่อไปนี้คือมุมมองๆ หนึ่งที่เกิดขึ้นในหัวของฉัน

ชีวิตของฉันเป็นชีวิตที่อาจจะดูราบเรียบ ไม่มีอะไรหวือหวา หรือเป็นมี Climax เหมือนในนิยายหรือในหนังที่เราเคยได้รู้ ได้ดู ได้เห็น มันอาจไม่ว้าว....เร้าใจ หรืออาจจะไม่สร้างความรู้สึกทึ่ง อึ้ง เสียว เหมือนกับชีวิตใครหลายๆ คน แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็คิดว่าเรื่องเล่า เรื่องราวหรือความรู้สึกของคนที่ผ่านโลกมาจนอายุกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ก็คงจะพอมีแง่คิดพอให้ได้มาเล่าต่อให้ฟังได้บ้าง หรือหากไม่ใช่อย่างนั้น ก็คิดซะว่าคุณได้มานั่งฟังผู้หญิงคนหนึ่งบ่นๆ ไปตามประสาก็ไม่ว่ากัน...

                                                                                            -จากคนอยากเขียน-





สองสามวันมานี้ ฉันได้มีโอกาสอยู่คนเดียวเงียบๆ ใช่...อยู่คนเดียวจนแทบไม่ออกจากห้องสี่เหลี่ยม นอกจากการโผล่ตัวไปทิ้งขยะที่ถังบริเวณหน้าห้อง บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า อ้าว...แล้วไม่ออกไปซื้ออะไรกินบ้างเลยหรือ ไม่ต้องห่วง ฉันวางแผนเอาไว้แล้ว ฉันซื้อของมาจากตลาด ทั้งของสดไว้สำหรับทำอาหารและของแห้ง ขนม นม ผลไม้ไว้เพียงพอสำหรับแต่ละมื้อเรียบร้อยแล้ว รับประกันได้ว่าไม่ปล่อยตัวเองให้อดแน่ๆ อิ่มแปล้ทุกมื้อ

ที่ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น เพราะฉันอยากใช้ช่วงเวลาวันหยุดแบบนี้ได้อยู่กับตัวเองจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ ในความเป็นจริงก็คงทำได้แต่ไม่เต็มร้อย เพราะบ่อยครั้งที่ความต้องการรู้เรื่องราวข่าวสารของสังคมภายนอกก็ทำให้ฉันต้องหยิบ Smart Phone ขึ้นมาเปิดแล้วก็สไลด์ๆ หน้าจอ และถูก social media ดูดหายไปกับมันหลายพักใหญ่ๆ เราเพลินกับการดูโน่น อ่านนี่ พอรู้ตัวอีกทีก็รีบปิดและวางมันลง พยายามต่อสู้กับความอยากรู้อยากเห็นและกลับเข้าสู่ความตั้งใจเดิมที่ว่า หยุดสองสามวันนี้ เราตั้งใจจะทำอะไร เพื่ออะไร

ฉันหยิบหนังสือเตรียมสอบวัดความรู้ด้านภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน หลังจากที่ห่างหายจากการอ่านตำราเรียนมานานเกือบสิบปี แต่มาวันนี้ฉันกลับมานั่งทบทวนมันอีกครั้ง อ่านแล้วก็ลงมือทำข้อสอบดู หลายครั้งพบว่า เราทำผิดมากกว่าครึ่งของข้อสอบ มันแปลว่าอะไรได้บ้าง... 
‘นี่เราไม่เก่งถึงขนาดนี้เลยหรือนี่’  
‘หรือเป็นเพราะตั้งแต่จบปริญญาตรีมา เราไม่เคยได้ทบทวนมันเลย สนิมก็เลยเกาะจนต้องเคาะใหม่โดยการรื้อฟื้นและพยายามทบทวนให้มากขึ้น’ 
‘หรือเป็นเพราะพื้นฐานเราไม่ได้แน่น’
ฉันตั้งคำถามเหล่านี้ตอนได้ทำข้อสอบในส่วน Reading คำศัพท์แปลกๆ ที่ไม่เคยรู้ความหมายทำให้การอ่านและเลือกคำตอบอยู่ที่การเดาเป็นส่วนใหญ่ และก็ตามมาด้วยผลของการเดาที่โชคไม่เคยเข้าข้าง และผลก็คือ ทำแบบทดสอบผิดเกือบทั้งหมด โอ้...นี่ฉันต้องทำอย่างไร? ในเมื่อรู้ตัวว่าเรายังไม่เก่งเช่นนี้ คำตอบง่ายๆ ที่เจอก็คือ เราต้องฝึกฝน มุ่งมั่นและขยันให้มากกว่าเดิมขึ้นอีกหลายต่อหลายเท่า!  หลายวันมานี้ฉันจึงพยายามท่องคำศัพท์ รื้อฟื้นความรู้พื้นฐาน ทำความเข้าใจและปรับทัศนคติของตัวเองหลายอย่างในการเริ่มต้นเรียนรู้และฝึกทำข้อสอบภาษาอังกฤษในครั้งนี้ ฉันต้องทำมันให้ได้และสอบให้ผ่าน เพราะนี่คืออีกหนึ่งความตั้งใจที่ฉันวางมันเอาไว้ในตารางชีวิตของฉันภายในปีนี้ ต้องยอมรับว่าการเตรียมตัวสอบครั้งนี้ไม่เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่เคยผ่านมาเมื่อสมัยเป็นนักเรียนนักศึกษาที่มีหน้าที่หลักคือ “เรียน” แต่ในวัยที่มีหน้าที่หลักคือ “ทำงาน” เช่นนี้ การอ่านหนังสือเตรียมสอบครั้งนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายของชีวิตของฉันอีกเรื่องหนึ่ง ที่ฉันต้องจัดการและก้าวผ่านมันไปให้ได้อย่างสวยงามอย่างที่ฉันเคยทำมา

 

 
ชีวิตในวันนี้ ในวัยที่อายุกำลังก้าวเข้าสู่เลข 3 หากย้อนกลับไปในวัยที่เรายังเป็นเด็กหญิง ฉันจะรับรู้ได้ว่าคนๆ นั้นดูโตและเป็นผู้ใหญ่มาก แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองยังไงฉันก็ยังเหมือนเด็กในสายตาตัวเองอยู่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งรอบตัวต่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาที่หมุนไป มาถึงวันนี้ฉันได้รู้ข่าวเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าชีวิตของเธอมาถึงจังหวะที่ลงตัวทั้งเรื่องที่อยู่ที่ปรารถนา และอาชีพการงานที่ลงตัว แม้ชีวิตหลังสำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีของเธอจะไม่ได้สวยงามและบางครั้งถึงกับลอยเคว้ง เธอค้นหาตัวเองอยู่นาน ลองผิดลองถูกจนกระทั่งเธอกลับมาโฟกัสได้ตรงจุด แล้วทำมันจนสำเร็จ เธอตัดสินใจก้าวผ่านกรอบเดิมๆ ว่าจบมาแบบนี้แล้วต้องเดินบนหนทางสายนี้ ในเมืองหลวงเล็กๆ แห่งนี้ ไปสู่ชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เธอรู้สึกว่าน่าจะมีทั้งความสบายตัวและสบายใจอย่างที่เธอต้องการ เมื่อเร็วๆ นี้ฉันคิดว่าเธอคงรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เพราะจากสถานะบน facebook ของเธอที่มีข้อความทำนองว่า 'บางครั้งสิ่งที่ชอบก็อาจไม่ตอบโจทย์กับชีวิตเราเสมอไป สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่เราคิดว่าใช่อาจเป็นสิ่งที่เราอยากทำมัน แต่มันอาจไม่เหมาะกับเรา' สุดท้ายมาวันนี้ด้วยจังหวะเวลาบวกกับสิ่งที่เธอหันไปโฟกัสมันก็นำพาเพื่อนของฉันคนนี้ไปเจอความลงตัวของชีวิต แม้มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คิดว่าชอบหรือใช่อย่างเดิมที่เคยรู้สึก แต่สิ่งที่เธอจะได้อยู่กับมันต่อจากนี้ มันอยู่ตรงกลางระหว่างสิ่งที่ชอบและสิ่งที่เหมาะกับตัวของเธอเอง ซึ่งฉันมองว่าเพื่อนของฉันคนนี้ได้เจอความลงตัวของชีวิตแล้ว เห็นแล้วก็อดที่จะชื่นชมและดีใจไปกับเพื่อนด้วยไม่ได้ ว่าแล้วก็ทำให้เรากลับมามองดูตัวเอง สำรวจดูซิ วันนี้ฉันมีจุดโฟกัสในชีวิตแล้วหรือยัง?

จริงอยู่ว่างานที่ทำทุกวันนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมาย สิ่งดีๆ ก็มีอยู่เยอะ แต่อะไรล่ะคือความสมดุลในชีวิตที่เราต้องการ การทำงานอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่แออัดไปด้วยผู้คนมากมายเช่นนี้มันทำให้ฉันห่างไกลบ้าน ไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าลงไปทุกวันๆ ทำงานกินเงินเดือน แบ่งเงินเดือนเป็นเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งก้อน อีกหนึ่งก้อนส่งไปให้พ่อกับแม่ที่บ้าน สิ้นเดือนมาต้องจ่ายค่าเช่าห้อง จะออกไปไหนก็ต้องเสียค่ายานพาหนะ ค่าอาหาร ค่าข้าวของเครื่องใช่้ ค่าความบันเทิง และค่าจิปาถะ มองดูชีวิตตอนนี้ก็ดูดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่คนใช้ชีวิตอย่างฉันกลับเกิดคำถามว่า แล้วเราจะใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แบบนี้อีกนานสักเท่าไร?  นี่คือชีวิตที่ฉันต้องการจริงๆ แล้วหรือยัง?  นี่คือชีวิตที่ฉันจะดำเนินไปเรื่อยๆ แบบนี้จนแก่จริงๆ หรือ? ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดคำถามนี้กับฉัน แต่ฉันตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเองมานานแล้ว ตั้งแต่ที่ฉันได้เข้ามาใช้ชีวิตและทำงานแรกที่เมืองหลวงแห่งนี้ แม้จะตั้งคำถามเรื่องชีวิตมานานหลายปี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ฉันก็ยังปล่อยให้ชีวิตของฉันไหลลอยไปตามกระแสไปเรื่อยๆ อยู่แบบนี้โดยที่ไม่รู้ว่าจะมองหาฝั่งจริงๆ ได้เมื่อใด จนกระทั่งวันหนึ่งจนถึงตอนนี้ ฉันตั้งใจมองหาฝั่งของฉัน ฝั่งที่มีฉัน มีอาชีพการงานที่สะท้อนตัวตนและความเป็นตัวเอง สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตเราได้ มีสภาพแวดล้อมที่เราอยากจะอยู่ มีพ่อกับแม่ให้ได้อยู่ใกล้ๆ แม้ตอนนี้ชีวิตฉันยังลอยอยู่ตามกระแสแต่ฉันรู้แล้วว่าฉันจะลอยอย่างไรให้ไปในทิศทางที่ฉันต้องการ ฉันจะพยายามหาวิธีควบคุมทิศทางมันให้ได้ เพราะตอนนี้ฉันพอมองเห็นฝั่งแล้วล่ะ




 
ลองกลับมาทบทวนดู ชีวิตของฉันผ่านพบกับความผิดหวังมาแล้วนับไม่ถ้วน ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจมากหน่อยก็เห็นจะเป็นเรื่องความรัก เลื่อนหน้าจอ Facebook ไปมาก็เจอรูปครอบครัวสุขสันต์หวานชื่นของคนที่ฉันเคยแอบชอบสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งพึ่งแต่งงานไปเมื่อไม่นานนี้เอง (อื้ม...เห็นคนรักกันแล้วก็อดที่จะยิ้มไม่ได้) /เห็นคนที่เคยชอบสมัยม. 3 ก็กำลังวางแผนแต่งงานกับคนรักของเขา(ถ้าเป็นตอนที่เรายังตัดใจจากเขาไม่ได้คงร้องไห้ฟูมฟายขี้มูกโป่ง)/นึกถึงตอนไป audition เวทีประกวดร้องเพลง หอบความฝันของตัวเองไปร่วมชะตากับคนเรือนพัน ต้องอดหลับอดนอนนั่งต่อแถวรอเป็นวันๆ กว่าจะได้เปล่งเสียงร้องเพลงต่อหน้ากรรมการ พอร้องได้ไม่กี่คำก็รู้ว่าตกรอบตั้งแต่แรก/เคยเขียนใบสมัครงานไปหลายที่แต่ก็ไม่ถูกเรียกสัมภาษณ์/ตกรถประจำทางกลับบ้านต่างอำเภอเที่ยวสุดท้ายตอนม. 1 /เคยบอกรักผู้ชายแล้วถูกปฏิเสธ/ถูกแขกรับเชิญที่ตกลงกันว่าจะมาออกรายการทีวียกเลิกกะทันหัน และอีกหลายต่อหลายเหตุการณ์ทั้งเรื่องเล็กบ้างใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน ที่หากมาพูดตอนนี้คงไม่ได้รู้สึกอะไรมากอย่างที่คุณผู้อ่านก็คงจะรู้สึกว่าก็เฉยๆ เรื่องที่ฉันบรรยายมาช่างเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยซะเหลือเกิน แต่สำหรับความรู้สึกตอนนั้น ฉันขอเรียกรวมๆ กันว่าคือความผิดหวัง


หากมองย้อนกลับไปดีๆ ชีวิตคนเราต่างเจอกับความผิดหวังมามากมายนับไม่ถ้วน เรื่องเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่เราก็ผ่านมันมาได้ทุกครั้ง ฉะนั้นจงเชื่อเถอะว่าเราแข็งแกร่งพอ หากวันข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรหนักๆ หรือต้องผิดหวังอีกสักกี่หน เราก็จะรับมือและจัดการกับมันได้ด้วยดี และทั้งหมดทั้งมวลนี้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่รักและเคารพตัวของเราเอง ฉันคิดว่า การสมหวังในครั้งแรก นั่นคือความโชคดี 
แต่การผิดหวังในครั้งแรก นั่นคือกำไร 


เพราะฉันมองว่าการผิดหวังในครั้งแรก แม้มันจะทำให้เราเจ็บๆ แสบๆ คันๆ แต่มันก็คือบทเรียนล้ำค่าของชีวิต มันทำให้เรากลับมาสำรวจตัวเองอีกครั้ง และเกิดการเรียนรู้ถึงข้อผิดพลาด "ความผิดหวังไม่ได้ทำร้ายเราเสมอไป แต่สิ่งที่ความผิดหวังหยิบยื่นให้คือโอกาสให้เราได้พยายามเป็นครั้งที่สองหรืออีกหลายๆ ครั้ง" ความผิดหวังมันทำให้เราลองดูกับวิธีใหม่ๆ เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ฝึกฝนตนเองจนค้นพบทางใหม่ๆ อาจนำไปสู่การได้รู้จักคนใหม่ๆ และโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต และเรื่องราวอีกมากมายที่เราอาจจะยังไม่เคยพบเห็น และนี่จะไม่ให้เรียกความผิดหวังว่าคือกำไรของชีวิตได้อย่างไร หากเราเลือกมองให้ดี  “ในสิ่งร้ายมีสิ่งดีซ่อนอยู่เสมอ”บ่อยครั้งที่ความผิดหวัง ไม่ได้เป็นเพียงความผิดหวังเสมอไป...                                                                                                          ขอบคุณ....

ขอบคุณภาพจาก www.pixabay.com 

SHARE
Writer
TadsaniofLove
นักคิด-ขีด-เขียน-เรียนรู้
Stay simple,learn dhamma,exercise,explore the world

Comments