แทนคำสัญญาและคำขอบคุณ
        จวนบ่ายสี่โมงของวันหนึ่งในปลายฤดูฝน เสียงจอแจของเด็กประถมหนึ่งถึงถึงหกดังไปทั่วบริเวณที่มีผู้ปกครองมารอรับ รวมถึงรถขายของที่ต่างก็ยืนคอยพร้อมกวักมือร้องเรียกลูกค้าตัวน้อย เด็กหญิงตัวอ้วนฉุสะพายกระเป๋าเป้ใบโตที่มีหนังสือเกินกว่าวิชาเรียนบนไหล่และหลังที่ค่อมโก่งเล็กน้อยเพราะความหนัก ไม่นานนักเด็กหญิงตัวผอมอีกสองคนก็เดินมาสมทบ ทั้งสามเดินผ่านอาคารเรียน ผู้คนและร้านรวงไปตามถนนคอนกรีตที่มุ่งตรงไปด้านหลังของโรงเรียน จนถึงสี่แยกเด็กหญิงตัวผอมทั้งสองคนก็โบกมือลาก่อนจะแยกจากไปทางซ้ายมือ แล้วเด็กหญิงตัวกลมก็เดินหน้าต่อไป... เด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือฉันเอง ฉันเดินผ่านแนวรั้วของธนาคารกรุงไทยที่มีต้นมะม่วงมันลูกดก บ่อยครั้งที่กิ่งก้านจะโน้มต่ำออกมานอกรั้วเพราะน้ำหนักของมะม่วง ขาป้อม ๆ พาฉันเดินมาจนถึงถนนสี่เลน มีบางสิ่งแปลกไปจากทุกวันนั่นก็คือบ้านของฉันที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งกลับปิดประตูมิดชิดซึ่งปกติจะเปิดไว้ตลอดเพราะเป็นร้านขายของ

                  ‘คงไปสวน’ เสียงหนึ่งดังในความคิด ฉันมองซ้าย... มองขวา กระชับเป้บนบ่าแล้ววิ่งหลุน ๆ ข้ามถนน พอไปถึงหน้าบ้านก็เห็นลูกพี่ลูกน้องที่ยืนคอยอยู่ ‘ทำไมปิดบ้าน’ ฉันถาม ‘หนู...ฟังนะ พ่อเขาอ้วกเป็นเลือดตอนนี้ส่งโรงบาลจังหวัดแล้ว รีบไปเปลี่ยนชุดเราจะได้ตามไป’ เหมือนหูดับไปชั่วขณะ มีแต่เสียงดังวิ้ง ๆ แว่วมาจากไกล ๆ ยังไม่ทันที่สมองจะคิดน้ำตาก็ไหล เสียงที่เล็ดหลุดจากลำคอมีแค่คำว่า... ‘พ่อจ๋า ๆ’ กับร่างที่สั่นเทิ้ม ความกลัวแล่นมาจากไหนก็สุดรู้แต่พุ่งตรงมาที่หัวใจอย่างจัง ทันทีที่รถจอดสนิท ฉันรีบลงจากรถแล้วเดินกึ่งวิ่งไปยังตึกอายุรกรรมชาย ฉันได้กลิ่นยาอบอวลอยู่ใต้จมูกแม้จะรู้สึกว่าหายใจลำบากเพราะน้ำมูกและน้ำตาก็ตาม ฉันเดินขึ้นไปตามทางลาดก่อนจะขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของอาคารแล้วมองหาห้องผู้ป่วยอายุรกรรม ฉันกวาดสายตาไปรอบห้องผู้ป่วยรวมที่เต็มไปด้วยเตียงคนไข้ บนเตียงมีทั้งคนเด็ก คนหนุ่ม คนแก่ ใบหน้าญาติผู้ป่วยที่สิ้นหวังยิ่งทำให้ใจของฉันกระตุกวูบ แล้วฉันก็เห็นแม่และเตียงของพ่อ

เมื่อเห็นใบหน้าซีด ๆ ของพ่อที่มองมาฉันเบะปากจะร้องไห้ พ่อค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาชี้หน้า ‘...อย่าร้องไห้ให้เห็นนะ’ ฉันฝืนกลืนก้อนสะอื้นลงคอด้วยความยากลำบาก 
เจ้าของผมขาว ร่างสูงโปร่งและผิวที่เริ่มเหี่ยวย่นกำลังนอนหลับตาบนเตียง และบนใบหน้ามีเครื่องช่วยหายใจคือพ่อของฉันเอง น้ำตาที่เพิ่งแห้งก็เหมือนจะไหลออกมาอีกครั้ง ใบหน้าของแม่ก็ไม่ต่างกัน แม่ฉุดแขนฉันออกมาด้านนอกซึ่งมีญาติ ๆ ยืนอยู่ ‘ประมาณบ่ายโมง พ่อเขาบอกว่าเพลียและง่วงนิดหน่อย เลยเอาวิทยุไปเปิดแล้วนอนฟัง จนบ่ายสามกว่า ๆ  เบนซ์ไปเข้าห้องน้ำได้ยินเสียงเรียกเบา ๆ แล้วก็เสียงเหมือนคนอ้วก เลยไปดูก็เห็นพ่อเขาอ้วกเป็นเลือดเต็มตัวแล้ว’ –คำบอกเล่าของแม่- ‘ลุงเขาอ้วกเป็นถังเลย มีแต่เลือด’ –คำบอกเล่าของลูกพี่ลูกน้อง- ‘แล้วหมอว่ายังไงล่ะแม่’ เสียงที่ถามสั่นเครือ ‘หมอบอกว่าน่าจะเป็นเพราะเส้นเลือดฝอยในกระเพาะแตก ตอนนี้ร่างกายของพ่อเขาขาดเลือด ต้องให้เลือด แต่เลือดในคลังมีไม่พอ’ ...ความเงียบปกคลุมอยู่พักหนึ่ง ญาติอีกคนที่เฝ้าพ่อกวักมือเรียกฉันเพราะพ่อฟื้นแล้ว เมื่อเห็นใบหน้าซีด ๆ ของพ่อที่มองมาฉันเบะปากจะร้องไห้ พ่อค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาชี้หน้า ‘...อย่าร้องไห้ให้เห็นนะ’ ฉันฝืนกลืนก้อนสะอื้นลงคอด้วยความยากลำบาก คืนนั้นฉันต้องกลับบ้านเพราะแม่บอกว่ายังไงก็ต้องไปโรงเรียนตามที่พ่อสั่ง  
             เลิกเรียนวันต่อมา ฉันเดินไปหาพ่อที่เตียงสายระโยงระยางยังไม่หายไปไหน สักพักหนึ่งฉันเห็นแม่เดินมาพร้อมกับพี่ผู้ชายใส่เสื้อ รด. สีเขียวตุ่น แม่ยื่นนมถั่วเหลืองแพ็คใหญ่ให้เขา เขายกมือไหว้และยิ้มให้แม่กับพ่อของฉันก่อนจะเดินจากไป ‘แม่นั่นใครเหรอ’ แม่ยิ้มก่อนจะตอบว่า ‘พี่เขามาบริจาคเลือดช่วยพ่อเรา ตอนนี้ได้สิบเอ็ดถุงแล้ว น่าจะพอ พี่เขามาช่วยเพราะหลานของแม่- ไปขอให้ทางโรงเรียนมัธยมประชาสัมพันธ์ให้ ฉันนึกขอบคุณพวกพี่เขาอยู่ในใจ การกระทำของพวกเขาไม่ใช่แค่ช่วยพ่อฉัน แต่ยังช่วยฉันกับแม่ ฉันเลยสัญญากับตัวเองว่าจะทำแบบที่พี่ ๆ เขาต่อลมหายใจให้ครอบครัวของฉัน “ฉันจะบริจาคเลือด” กลายเป็นเป้าหมายที่ฝังลึกลงไปในใจ เป็นตราที่ประทับลงไปในใจโดยอัตโนมัติ  สิ่งที่จะแทนการขอบคุณพี่ๆเหล่านั้นได้ดีที่สุดสำหรับฉันคงเป็นการ  "ให้" เหมือนที่พวกพี่เขา "ให้"
 
แม้เลือดทั้งสิบเอ็ดถุงจะทำให้พ่อของฉันปลอดภัยดี แต่หลังจากนั้นพ่อก็อยู่กับฉันแค่สามปีก่อนจะจากไป...  

            จนวันนี้ผ่านมาสิบกว่าปีฉันจำพี่ ๆ เขาไม่ได้หรอก แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านั้นมันไม่เคยหายไปไหน ทุกครั้งที่ฉันบริจาคเลือด ฉันก็จะนึกถึงเหตุการณ์นี้แล้วก็ขอ... ขอให้เลือดของฉันได้ไปช่วยคนอื่น ๆ อย่างที่ครั้งหนึ่งเลือดเคยต่อเวลาชีวิตให้กับพ่อของฉัน

-------------------------------------
เรื่องนี้เป็นการบ้านที่อาจารย์ให้เขียนส่งเกี่ยวกับความประทับใจ
ต้นเดือนหน้าครบกำหนดบริจาคเลือดครั้งที่สิบแล้ว
คิดถึง เลยเอามาลงไว้ในนี้
เผื่อใครอ่านแล้วอยากลองไปบริจาคโลหิตกัน ไม่เจ็บและไม่น่ากลัวเลยค่ะ
              
SHARE
Writer
TICHILA
D R E A M E R'
เดินตามฝันวันละครึ่งเท้า จะก้าวก็ไม่ก้าว จะถอยก็ไม่ได้ แต่มีความสุขดี :)

Comments