เชียงใหม่ บทสุดท้ายของการเดินทางในความจริง ...
 
หางดง
 
รถมอเตอไซค์ของเราทั้งสองวิ่งเบียดตัวซิกแซกไปตามขบวนรถใหญ่ที่คลาคล่ำอยู่บนถนน เราขี่ไปบ้านถวายเพื่อที่จะพบกับใครซักคนที่ตัวผมเองไม่แน่ใจว่าการไปพบกับเขา มันจะทำให้สถานการณ์อะไรดีขึ้นได้บ้าง ทั้งที่ไม่มีอะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างเดินไปตามธรรมชาติของมันตามอย่างที่มันควรจะเป็น เธอกลับคืนไปเป็นของเขาเธอไปสบายแล้ว แต่ดันมีผู้หญิงที่ซ้อนท้ายผมมานี่สิ ที่กำลังฉุดผมที่ดำดิ่งลงไปลึกจนมิดหัว เพื่อให้ถีบตัวขึ้นมาจากหลุมดำของความรักครั้งก่อนขึ้นมาให้ได้


ประกิตคลินิก
 
เธอคนที่นั่งซ้อนท้ายผมมาสะกิดไหล่ส่งสัญญาณ เพื่อให้ผมแวะเข้ามาในนี้ก่อน ผมหยุดรถที่หน้าคลินิกและเดินตามไปอย่างงงๆพลางสงสัยว่าเธอพาผมมาที่นี่ทำไม ไหนว่าเราจะไปบ้านถวายเพื่อพบกับแฟนเก่าอีกคนของเธอไง

เธอเดินนำผมเข้าไปในคลินิกอย่างคุ้นเคย พลางกวักมือเรียกผมให้เดินตามเข้าไป ผมทำตามอย่างว่าง่าย เดินผ่านผู้คนที่พากันมานั่งรอหมอ คนไข้ส่วนใหญ่ดูท่าทางไม่ค่อยมีเงิน ทุกคนนั่งรอหมอด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย คลีนิคนี้มีสภาพเก่ามากและดูเป็นคลีนิคคนยากอย่างที่ผมเคยเห็นในชนบทหลายแห่ง เธอเดินนำผมเข้าไปในห้องทำงานห้องหนึ่ง ในห้องนั้น มีผู้ชายผมสีดอกเลานั่งทำงานอยู่ หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วผมจึงได้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นจิตแพทย์ และที่สำคัญ เขาเคยรักษาเธอ!!!

“จริงแล้วเธอเป็นคนดีนะ แต่เธอยังเด็ก และยังสับสนกับชีวิตตัวเอง มันเป็นช่วงอายุหัวเลี้ยวหัวต่อของเธอ”

บทสนนาเริ่มขึ้นจากผู้ชายอายุวัย 60 กว่าที่เคยเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้เธอ หมอประกิตเคยเป็น NGO ในพื้นที่และเป็นคนมีชื่อเสียงของแถวเชียงใหม่ เนื่องจากความเครียดและงานที่หนักหนาสาหัสของ NGO หลายคนที่ต้องแบกภาระที่หนักอึ้ง หมอประกิตเลยมีคนมาปรึกษาปัญหาทางใจจากหลายคน และเธอก็เป็นหนึ่งในคนไข้ของหมอประกิต

“เธอมาหาผมบ่อย เธอมักมาปรึกษาเรื่องที่เธออัดอั้นตันใจ เธอเป็นคนนิสัยดีนะ แต่เธอมีปัญหากับที่บ้านตอนเริ่มเป็นวัยรุ่น ทำให้เธออยู่บ้านไม่ติด ต้องเตลิดออกมาอยู่นอกบ้านคนเดียวเป็นประจำ เธอมาอยู่เชียงใหม่ก็เพราะไม่มีความสุขในบ้านและพอดีเธอได้แฟนที่นี่ เธอเลยเก็บข้าวของตามเขามา” หมอเริ่มเล่าเรื่องความเป็นมาของเธอให้ผมฟัง คงเป็นเพราะสาวที่มากับผมอยากให้หมอได้อธิบายตัวตนที่แท้จริงของเธอให้ผมฟัง เพื่อที่ว่าผมจะสามารถเข้าใจเธอได้ดียิ่งขึ้น

“เธอเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างมาก เธอเป็นแนว INFJ ค่อนข้างเก็บตัว และมักกลัวจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เธอจึงทำตัวเหมือนเป็นฟองน้ำ ยอมรับเงื่อนไขทุกอย่างของคนอื่น ซึ่งเธอพยายามแสดงออกภายนอกว่าเธอแข็งแกร่งรับได้หมด เธอเป็นผู้นำได้ แต่จริงๆแล้วเธออ่อนแออย่างมากและเธอก็ไม่เคยมีความสุขที่แท้จริงเลย" หมอสาธยายออกมาเป็นข้อๆ ดูเหมือนเธอจะมาให้เขารักษาหลายครั้ง

“เธอมีความฝันว่าอยากจะเติบโตและเป็นหญิงแกร่งแบบอ่อง ซาน ไอด้อลของเธอ เธอคิดว่าคนที่เก่งคือผู้ที่มีความรู้มาก เธอจึงตะบี้ตะบันอ่านหนังสือมากมาย โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าหนังสือเหล่านั้นช่วยได้เพิ่มเพียงความรู้ แต่นี่ไม่ใช่หนทางของการเพิ่มปัญญา คนเราเกิดปัญญาได้เมื่อลงมือทำ และผ่านประสพการณ์มาพักนึงแล้วเท่านั้น เธอจึงมักจะสับสนระหว่างโลกความจริงและโลกในหนังสือ เมื่อเธอผิดหวังบ่อยๆ มันมักจะทำให้เกิดอาการซึมเศร้า จนท้ายสุด เธอความเสี่ยงที่จะเป็น Bipolar อย่างสูงเลยทีเดียว”

“ความโหยหาจะเป็นที่รักของทุกคนเธอจึงเข้าไปแบกรับปัญหาต่างๆของคนอื่นมากมาย แล้วเธอก็เก็บเอาไว้ที่ตัวเธอคนเดียวทั้งหมด เธอจึงต้องหาทางปลดปล่อยความเครียดมันออกไปบ้าง ส่วนด้วยวิธีอะไร อันนี้ผมพูดไม่ได้นะ” คำพูดประโยคนี้ของหมอประกิตทำให้ผมเริ่มหวนกลับไปคิดถึงวันแรกที่ผมรู้จักเธอ ผมรู้สึกว่าเธอเป็นคนน่าสงสาร ดูไม่ค่อยมีความสุขเลย ผมอ้าแขนรับเธอ ดูแลเธอ ให้กำลังใจเธอ เธอบอกว่าอยู่กับผมเธอสบายใจ เหมือนเธอได้ทิ้งตัว แต่ในที่สุด ผมก็ได้เป็นเพียงหมอนใบหนึ่งของเธอ แต่ไม่ได้เป็นหมอนข้างที่เธออยากจะกอดนอนทั้งคืน เธอคงมีที่ระบายที่อื่นอีกมากมาย

“ จากการที่เธอมีปัญหากับตัวเธอเอง เธอจึงมองหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อยึดเหนี่ยวอยู่ตลอดเวลา ผมเคยบอกเธอว่าเธอต้องอดทน ทุกสิ่งมีทั้งข้อดีและไม่ดี ถ้ามองแต่ข้อไม่ดีแล้วทิ้งไปหาสิ่งใหม่ที่คิดว่าเพอเฟคอยู่ตลอดเวลา เธอจะไม่สามารถภูมิใจกับตัวเธอได้เลย เพราะถ้าเธอไม่เคยได้ต่อสู้อย่างจริงจังแล้วเธอเอาแต่เดินหนีปัญหา ปัญหาเธอมันก็จะคงอยู่อย่างนั้น” คำพูดนี้ทำให้ผมนึกถึงร้านของเธอ ร้านที่เธอมุ่งมั่นว่าเปิดเพื่อให้โอกาสแค่คนอื่น มันจบลงในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น แล้วเธอก็ทิ้งมันไปทำงานมูลนิธิใหญ่ ทั้งที่ธุรกิจเพิ่งจะเริ่มและมันเพิ่งจะเริ่มไต่ curve ของมัน แต่เธอคงไม่มีความอดทนพอ ผู้คนที่เคยฝากความหวังว่าสิ่งที่เธอทำจะสามารถช่วยเหลือคนได้มากมายเป็นอันต้องหมดหวังไปอีกครั้ง

“แถวนี้เป็นแบบนี้กันเยอะ” หมอประกิตกล่าวต่อ “ตั้งแต่ผมมาอยู่เชียงใหม่ ผมเห็นคนรุ่นใหม่ คุณหนูๆจากในเมือง อุดมการณ์แข็งแกร่งตามที่มหาลัยสอนให้เค้าเป็น มาถึงที่นี่พร้อมความคิดร้อยแปด เปิดร้านกาแฟบ้าง มาทำนากันบ้าง แล้วถ่ายรูปอวดเพื่อนๆว่าตัวเองเจ๋ง มาแก้ปัญหาสังคม คุยกันแต่หนังสือปรัชญา ประโยคเท่ๆในหนังสือที่ต่างคนต่างท่องเอามาอวดกัน พอมาเจอชีวิตจริง ทำแล้วเจ๊ง ก็ค่อยๆหายหน้ากันไป กลับไปล้มบนฟูก รถก็พ่อผ่อน คอนโดพ่อก็ซื้อให้ คนพวกนี้ไม่ได้มาเพื่อแก้ปัญหาอะไรจริงจัง เค้าไม่เข้าใจว่า ความยากจนมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” หมอประกิตเคยเป็น NGO ในพื้นที่ จนงบประมาณที่ได้จากมูลนิธิจบลง แต่หมอมองว่าปัญหามันยังไม่จบ เลยออกมาตั้งคลินิกเล็กๆรักษาชาวบ้านเพื่อมีเงินไปแก้ปัญหาที่ยังเรื้อรังมาเกือบ 20 ปี หมอประกิตถือว่าเป็น Social Entrepreneur ยุคต้นๆของเมืองไทยเลยทีเดียว

“สมัยนี้พวก NGO เปลี่ยนไปเยอะแล้ว คนอยากเข้ามูลนิธิใหญ่ๆดังๆเพื่อเป็นหน้าเป็นตา พอเข้าไปซักพัก ก็มองหาทุนเพื่อตัวเองจะได้ไปอยู่เมืองนอก ใช้เงินของคนบริจาค ไปซักพักก็ไปมีสามีฝรั่ง แล้วเอาความรู้ที่เค้าส่งเสียให้ไปเรียนเพื่อมาแก้ปัญหาให้คนจนส่งตัวเพื่อไปทำองค์กรระดับนานาชาติ ได้เงินเดือนสูงๆ มีหน้ามีตา ผมไม่อยากเป็นแบบคนพวกนั้น ผมเลยออกมาเปิดของผมเอง” หมอประกิตเล่าให้ฟังว่าพวก NGO มักหาเงินไม่เป็น เพราะเป็นแต่รับเงินเดือนและใช้เงินทุนบริจาคไปแบบไม่คุ้มค่า รับจ้างทำโปรเจคที่มีรายได้ดีๆ จากที่เห็นอะไรมามาก หมอประกิตเลยเปิดคลินิกเอง เก็บเงินตามรายได้ของคนไข้ คนรวยจ่ายเยอะ คนจนจ่ายน้อย นี่เป็นต้นแบบระบบประกันสังคมยุคเริ่มต้นเลยทีเดียว

“ผมทราบเรื่องของคุณนะ เธอเล่าให้ผมฟังก่อนคุณมา” หมอประกิตมองไปทางเธอผู้ที่นำผมมาที่นี่ “คุณไม่ใช่คนแรกนะ ที่มายืนต่อหน้าผมแบบนี้ เธอล่าพวกคุณมาให้ผมรักษา” หมอประกิตพูดแบบมีอารมณ์ขัน แต่ผมไม่ขำเลย รู้สึกหน้าชาด้วยซ้ำ

“เธอมีนิสัยเหมือนเป็นนักล่า การได้มาสิ่งที่ยากๆมันให้ความมั่นใจกับเธอ เมื่อได้มาแล้วเธอก็ไม่ค่อยสนใจดูแล เมื่อคุณเป็นของตายของเธอ เธอก็มองหาคนต่อไป ” คำพูดของหมอเหมือนกับมีดคมๆที่ค่อยๆแล่เนื้อผมอยู่ตรงนั้น มือผมเย็นเฉียบและอ่อนแรง ผมไม่คิดเลยว่า ผมจะเดินเข้ามาที่นี่เพื่อโดนชำแหล่ะให้เห็นเนื้อแท้จากสิ่งที่ผมเคยเชื่อว่ามันเป็นความรัก ท้ายที่สุด มันเป็นเพียงเกมส์การล่าของผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น

“ทุกวันนี้ Robin ก็ยังรอเธออยู่ ความหวังลมๆแล้งๆของคนที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของเธอ เขาน่าสงสารมาก นั่งรอความรักที่ไม่มีวันจะได้จากเธอ” หมอประกิตผู้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ นิสัยใจคอของผู้ชายของเธอทุกคน ที่ดันเป็นนิสัยแบบเดียวกันหมด นิสัยเพื่อเป็น “เหยื่อ”และของตาย….

ของตาย       สถานะที่ไม่มีใครอยากเป็นในความสัมพันธ์ ผมก็เคยเป็นของตายของเธอ เฝ้ารอเธอเมื่อไหร่เธอจะลงมากรุงเทพฯ แต่ละวันที่ผ่านไปเคยเนิ่นนานแทบจะเป็นศตวรรษ มีเพียงคำสัญญาของเธอที่มากับสายลมคอยปลอบใจ “ แล้วจะมาใช้คืนให้นะ” คำคล้ายคำสัญญาที่ทำให้ความคาดหวังมีมากขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่คิดถึง แต่การกระทำที่เธอบอกว่า “ใช้คืน” มันช่างจืดชืด ไม่มีอะไรจะคล้ายอย่างที่วาดฝันไว้เลย ความเรียบเฉย ก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์ และจากไปเมื่อธุระในกรุงเทพฯเสร็จ เมื่อคุณรักใครซักคน คุณอภัยให้เค้าได้เสมอ แต่คุณก็ต้องกล้ำกลืนความผิดหวังไว้คนเดียวแบบเงียบๆ

“สิ่งที่เธอไม่เข้าใจคือ ชีวิตคนเรา ความสัมพันธ์เป็นรากฐานของจิตใจที่มั่นคง เธอไม่เคยผูกพันกับใคร เธอรู้สึกดีที่มีคนรอ ยิ่งคนรอเธอมากเท่าไหร่เธอยิ่งรู้สึกมีคุณค่า แม้แต่ครอบครัวเธอเธอก็ไม่ผูกพัน เธอมุ่งหาแต่สิ่งสูงสุด สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอ โดยไม่เคนสนใจว่าใครกำลังรอเธออยู่ เธอคิดว่าถ้าคนรักเธอต้องรอเธอได้ Robin พ่อ แม่ ทุกคนต้องรอเธอ ต้องแสดงความยินดีกับสิ่งที่เธอได้มา แม้ว่าจะต้องแสร้งทำ พ่อแม่ทุกคนรักที่จะเห็นลูกประสพความสำเร็จ แต่มีซักกี่คนที่เข้าใจว่าเวลาพ่อแม่เหลือน้อยลงมาก อยากอยู่กับลูกนานๆ แล้วเธอก็ทิ้งไปครั้งแล้วครั้งเล่า เราอยู่ในยุค Me before you all จริงๆ”

“ถ้าคุณเข้าใจทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ คุณน่าจะอภัยให้เธอ เธอไม่ใช่คนเลว แต่เธอเป็นมนุษย์อีกแบบหนึ่งเท่านั้น” 
บทสรุปบทสุดท้ายเพื่อเป็นแสงสว่างให้ผมได้เดินต่อไป เส้นทางใหม่ที่พาผมออกจากความมืดมนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้

“เธอคงคิดว่าคุณคือลูกแกะตัวหนึ่ง เมื่อท้ายสุดเธอเข้าใจว่าไม่ใช่ เธอควบคุมคุณไม่ได้ เธอก็กลับไปหาคนที่เธอควบคุมได้ง่ายกว่า คุณน่าจะดีใจนะ ผมว่า ”



 
คำพูดสุดท้ายของหมอประกิตยังคงก้องอยู่ในหู ผมเดินออกจากคลินิกหมอประสิทธิด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง ภาพความหลังต่างๆไหลพรั่งพรูเข้ามาในหัว เสียงคำพูดของหมอดังก้องอยู่ในภาพเหล่านั้น สิ่งที่ผ่านมามันเป็นเพียงเกมส์การล่าของผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อสนองปัญหาภายในของเธอเท่านั้น มันคงไม่ใช่ความรักอย่างที่ผมเคยเชื่อ มันจบแล้ว ไม่มีจินตนาการเข้าข้างตัวเองอะไรอีกต่อไป ทุกอย่างมันสูญสลายหายไปกับสายลมเอื่อยๆที่พอดีพัดผ่านมา

“มาอยู่เชียงใหม่ด้วยกันมะ คุณจะรู้สึกดีขึ้นนะ” สาวคนร่วมทางคนเดิมเอ่ยชวนผม “คนที่มาอยู่เชียงใหม่นี่มี 2 แบบ ถ้าไม่หนีอะไรมาก็มาเพื่อรักษาตัวเอง ที่นี่อาจจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นนะ”

“จะให้ผมอยู่ที่นี่ได้ไง ผมไม่อยากวันหนึ่งเดินสวนทางกับเธอเดินมากับแฟน” ผมกล่าวพลางถอนใจ ผมไม่กลัวว่าจะเจอเธอ แต่ผมไม่อยากมีปัญหากับแฟนของเธอ เค้าไม่รู้เรื่องของเรา และผมก็ไม่อยากเป็นมือที่สามในชีวิตของเค้าอีกต่อไป

“ได้ข่าวว่าเธอเพิ่งได้รับทุนไปเรียนต่อเมืองนอกอะไรนี่แหล่ะ จากมูลนิธิที่เธอทำงาน เดี๋ยวคงจะได้สามีฝรั่ง คุณ 2 คนคงแทบไม่ได้อยู่ในสายตาเธอ” เธอสรุปให้ผมอีกครั้งแบบเจ็บปวดที่สุด ถ้าการได้ไปเรียนเมืองนอกคือความใฝ่ฝันอันสูงสุดของเธอ ผมก็คงต้องดีใจกับเธอด้วย เธอคงรู้สึกประสบความสำเร็จซักที



“คุณไม่มีทางลืมความเจ็บปวดได้ ความหลังมันจะตามคุณไปทุกหนแห่ง เพลงที่คุณเคยฟังด้วยกัน ร้านอาหารที่คุณเคยไป ทุกๆที่ คุณไม่มีทางที่จะลืมมันได้ ฉะนั้น คุณต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวด และทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แล้วคุณจะค่อยๆมองไม่เห็นมันเอง” คำพูดจากโค้ช Vas ที่พูดถึงความสุขและความรัก กำลังบอกผมว่าผมคงจะต้องรักษาตัวเองให้ได้ และไม่หนีความเจ็บปวดอีกต่อไป

ผมตัดสินใจมาอยู่เชียงใหม่ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ในเมืองของเขาและเธอ ที่เป็นความเจ็บปวดอันแสนสาหัสของผม



 
หอพักชื่อจีนๆ ของตึกใหม่สีเทา 
 
“อยู่มันที่นี่แหล่ะ” ผมผลักประตูเข้าไปเพื่อสอบถามว่าห้องที่เธอเคยอยู่ยังคงพอว่างอยู่หรือเปล่า.....



จบชีวิตของ Penseur แต่เพียงเท่านี้

พรุ่งนี้คนใหม่ กำลังจะเกิดขึ้นมา





SHARE
Writer
Imagist
Imagination has no limite
เป็นคนโลกสวย รักทุกคน รักดินร่วน น้ำตกเหวนรก ก้อนเมฆ ดอกหญ้า อ่องซาน คานธี และแมวดำ

Comments

Patpitcha_Eua
3 years ago
รออ่านต่อค่ะพี่ 😁
Reply
Imagist
3 years ago
คิดว่าจบละนะ จะเปลี่ยนชื่อตัวเอง เปลี่ยนแนวเขียนละ
Patpitcha_Eua
3 years ago
เอาที่พี่สบายใจเลยค่ะ 😊😊
LonelyShadow
3 years ago
เรื่องจริง?
Reply