ในวันที่จอโทรศัพท์มือถือแตก
 
ในขณะที่เรากำลังเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนบ้าง ด้วยตัวคนเดียวบ้างโดยไปตามเมืองต่าง ๆ เป็นเวลากว่า 3 เดือน สิ่งจำเป็นและมีติดตัวอยู่ตลอดเวลาคือโทรศัพท์มือถือ ด้วยฟังค์ชั่นต่าง ๆ ของมันทำให้เราทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่เป็นนาฬิกาปลุก กล้องถ่ายรูป กระดาษโน้ต แผนที่ ดูหนังฟังเพลง รวมทั้งเป็นสื่อกลางให้เราติดต่อกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่อยู่อีกซีกโลกได้อย่างง่ายดาย แต่แล้วเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เราทำโทรศัพท์ตก จอแตก รอยร้าวเป็นทางยาวจากด้านล่างซ้าลากยาวมาเกินครึ่งฝั่งของด้านขวา ใจหายวาบเลยแต่น้ำตาไม่ตกนะ คิดไปก่อนว่าคงไม่เป็นอะไรเพราะว่ายังใช้งานได้ แล้วในวันเดียวกันเราทำมันตกอีก ครั้งนี้เหมือนเป็นการซ้ำแผลเดิม เกิดอาการกดหน้าจอไม่ได้ มีสีแตกออกมาจากแผลยาวนั้น เราเริ่มรู้สึกว่ามันน่าจะไม่ไหวเสียแล้ว ณ ตอนนั้นความรู้สึกเราเองแย่มาก ด้วยความที่เราไม่เคยทำโทรศัพท์จอแตกมาก่อน เคยมากสุดก็ทำตกทะเล หายไปเลย แบบว่าไม่เห็นเป็นซากไง แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน เรายังเห็นอยู่ มันกลายเป็นซากที่ยังคงรูปเดิม แต่ใช้การไม่ได้ อาการสะเทือนใจเกิดเลย แล้วไงละทีนี้ เดินทางก็ต้องไปต่อ มือถือไม่มี ถ่ายรูปไม่ได้ เก็บความทรงจำไม่ได้แล้วสิ ประกาศให้คนในโลกโซเชี่ยลไม่ได้แล้วสิ มันเกิดอาการวิตกจริตไปเล็กน้อยนะครับ​แต่อยู่ไม่นานนะ​ แป้บเดียวจริง ๆ แล้วก็คิดไปว่ามันทำอะไรไม่ได้ละ ไม่ได้อยากซื้อโทรศัพท์ใหม่ ก็มีแอบยืมโทรศัพท์เพื่อนมาใช้ก่อน แบบเอามาบอกพ่อแม่พี่สาวกับเพื่อนสนิทว่าจะไม่ได้ติดต่อมากมายนะเพราะโทรศัพท์พัง แต่ยังจะไปเที่ยวต่อนะ ก็เลยเป็นโอกาสที่ได้มาลองใช้ชีวิตโลกภายนอกจริง ๆ แบบที่เคยเป็น แบบไม่ได้คอนเน็คกับโลกเสมือนจริง (โซเชียล) ถามว่าอยู่ได้มั้ย ตอบได้เลยว่าอยู่ได้นะ ถามว่ามีความอยากมั้ย ก็ไม่ถึงกับอยากแบบว่าขาดไม่ได้ ด้วยความที่เรากลัวจะทำตกอีกมันก็เลยมีความระมัดระวังมากขึ้น ไม่เอาโทรศัพท์(ที่ยืมเพื่อนมา) ออกมาจากกระเป๋าถ้าไม่จำเป็น พอบอกกับตัวเองอย่างนั้นก็เริ่มกันเลย เดินโดยไม่ต้องถ่ายรูปมาก ทำให้เราใช้เวลามองโน้นมองนี่มากขึ้น การที่เราไม่ต้องถ่ายเซลฟี่มากทำให้เรามีโอกาสได้สบตากับคนแปลกหน้ารอบข้างมากขึ้น ก็เลยรู้สึกว่าการเที่ยวช่วงที่โทรศัพท์เสียเนี่ยะ​ เรายิ้มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว สนุกดีนะ จริง ๆ ตัวเราเองก็ยิ้มเรื่อย ๆ เป็นปกติ แต่พอว่ามีโทรศัพท์อยู่ในมือแล้วเวลาไม่รู้ว่าจะมองไปทางไหนก็จะหยิบโทรศัพท์ออกมาไง ไม่ฟังเพลง ก็ถ่ายรูปหรือดูรูปหรือไม่ก็ออนไลน์ไป พอมันไม่มีก็ต้องบังคับลูกกะตาให้มองอะไรข้างนอกและรอบข้างมากขึ้น ก็ดีเลย มีคนมองมาเราก็มองกลับพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ๆ ก็จะได้รับรอยยิ้มที่เขินอายบ้าง รอยยิ้มกว้าง ๆ บ้าง หรือแม้กระทั่งการหันหน้าหนีไปเลยบ้างก็มี ก็สนุกดีนะ ทำให้เราย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ ที่ชอบมองโน้นมองนี่แล้วก็ถามเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เวลาไม่ออนไลน์ก็มีเวลานั่งคุยกับเพื่อนมากขึ้น คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เลยรู้สึกว่าสนิทกันมากขึ้น แล้วเราก็ถ่ายรูปน้อยลงด้วย แบบตั้งใจถ่ายมากขึ้น เป็นการถ่ายเพื่อจดบันทึกว่าเออเรามาที่นี่นะ เรามาทำอะไรและเจออะไรบ้าง ให้ในแต่ละรูปถ่ายจะมีเรื่องราว เป็นอารมณ์แบบว่าอันนี้เป็นอะไรที่อยากถ่ายเก็บไว้จริง ๆ อะไรที่เราชอบจริง ๆ ก็เป็นอีกความรู้สึกที่ดีอีกอันหนึ่ง เวลาย้อนกลับมาดูรูปก็จะนึกถึงสตอรี่และความรู้สึกที่มีในตอนนั้น พอดูแล้วก็จะยิ้มออกมาอีกทีหนึ่ง เราลดมันได้นะการใช้โทรศัพท์นะ หันมามองหน้า มองตาคนรอบข้างมากขึ้น ดูเป็นมนุษย์มนามากขึ้น ก็ดีนะ เป็นการกลับมาเปิดโลกที่เราอยู่อีกครั้งหนึ่ง เรารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ นะ



SHARE
Writer
WeawJ
Learner
Learning to live life to the fullest.

Comments