How to cope financial crisis


ว่าด้วยการจัดการภาวะถังแตกใน 3 กระบวนการ
ในที่นี้ เราจะไม่พูดถึง "การหารายได้เพิ่ม" เราจะพูดเพียงแต่การจัดการกับตัวคุณเองและสิ่งที่คุณมี เพื่อ "ความพอใจสูงสุดในทรัพยากรที่มีจำกัด" นะครับ
...

ขั้นที่ 1 การประเมิน 
สิ่งสำคัญอย่างแรกเมื่อตระหนักว่า "เชี่ย กูจะเอาอะไรแดกเนี่ย ช่วงนี้มือเติบไปหน่อย ชิบหายแล้วกรูวว" คือการมีสติทบทวนสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยสิ่งที่จำเป็นต้องนำมาคิดก็คือ
1.1 จำนวนเงินที่มีทั้งหมด
1.2 ระยะเวลาที่ต้องใช้เงินที่มี
1.3 รายรับที่จะมีเข้ามาครั้งต่อไป
1.3ก ลิสต์รายชื่อเพื่อนที่คุณสามารถโทรหาได้

ทั้ง 3 รายการนี้จะเป็นปัจจัยนำไปสู่วิธีการบริหารจัดการในขั้นที่ 2
....
ขั้นที่ 2 ดำเนินการ

หลายท่านอาจมีวิธีแบบ "เหลือเงินแค่นี้ซื้อมาม่ากับไข่ยกแพ็คมาตุนไว้กินยาวๆเลยดีกว่า" ส่วนตัวแล้วไม่แนะนำวิธีการนี้เพราะ 3 เหตุผล

ก.คุณจะเสียกระแสเงินสดอันมีค่าในสภาพที่ต้องการสภาพคล่องสูงสุดเพื่อแบกรับแรงต้านจากการกระเบียดกระเสียน และสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในภาวะเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

ข.ค่าเสียโอกาส(Opportunity cost) ที่สูงเกินไป ในเมื่อคุณระดมเงินส่วนใหญ่ของคุณไปกับการตุนของกินราคาถูกบางชนิด มันทำให้คุณเสียโอกาสที่คุณจะได้เลือกกินของอื่นๆที่อาจมีมาในอนาคตและราคาถูกกว่า หรือคุณยอมจ่ายเพื่อความสุขเล็กๆน้อยๆ อย่างการที่คุณเบื่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คุณอาจซื้อข้าวเหนียวกับมันฝรั่งทอดกรอบมาเป็นกับข้าวได้ (เชื่อเถอะ ผมเคยทำ) อันนี้จะมีผลในข้อต้่อไป

ค.กำลังใจที่หายไป ในภาวะวิกฤตสมองจะทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยให้คุณ manage สถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแล้วมันดี แต่มันแย่เมื่อสมองทำงานหนักมากโดยที่คุณไม่มีอะไรจะกิน ผลคือความเครียดจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ นั่นอาจทำให้ชีวิตประจำวันของคุณแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้คน มนุษย์จำเป็นต้องมีความสัขจากการมี "สิทธิ์ที่จะเลือก" บ้าง แม้ในยามยาก

แล้วควรทำไง?

2.1 ระดมกระแสเงินสดเสียเถิด มันสำคัญที่คุณต้องรวบรวมเงินสดทุกบาทที่คุณมีมาไว้ในมือ มันจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของสถานการณ์จริงๆว่าคุณมีทรัพยากรเหลืออยู่เท่าไหร่ และอย่างที่บอกไปข้างต้น อย่าเอามันไปซื้อมาม่าหมด เข้าใจตรงกันนะ

2.2 สำรวจของใช้ที่กำลังจะหมด หาว่าอันไหนที่จำเป็นต้องซื้อ อะไรที่จะหมดในระยะเวลาอันสั้น ก่อนที่รายรับใหม่จะเข้ามา แล้วเจียดเงินส่วนนั้นออกมาซะ

2.3 หากมีเรียนหรือกิจกรรมที่ต้องทำเป็น routine เช่น ค่าเรียน/อุปกรณ์ ค่าเดินทาง ฯลฯ ดึงที่ต้องใช้ส่วนนั้นออกมาสำรองเสีย แล้วอย่ายุ่งกับมัน

หลังจากทำข้อ 2.2 และ 2.3 แล้วขวัญกำลังใจคุณก็จะกลับมาในระดับหนึ่ง "เย้ นี่ฉันก็ทำแบบนี้ได้นี่หว่า" อันนี้สำคัญมาก ในภาวะวิกฤต คุณต้องมีกำลังใจที่ดีถึงจะผ่านพ้นมันไปได้

ที่นี่มาถึงตอนเจ้าปัญหา แล้วจะแดกอัลไลละ? ในเมื่อไม่เอามาม่า
นี่คุณ ผมไม่ได้ห้ามคุณกินมาม่าเสียหน่อย แต่ผมคิดว่าคุณกินมันไปจนเงินเข้ามารอบใหม่ มันต้องไม่ดีแน่ๆ สิ่งที่แนะนำคือ แบ่งเงินที่ต้องใช้ออกมาเป็นรายวัน แล้วใช้ส่วนนั้นซื้อของกิน อะไรก็ได้ภายในงบ ไม่จำเป็นต้องเป็นของที่อิ่มที่สุด แต่เป็นของที่คุณรู้สึกว่า "พึ่งพอใจมากที่สุด" ที่จะซื้อมันภายใต้งบที่มี อันนี้มันจะดีกับตัวคุณมากกว่า ของอิ่มแต่ลำบากใจ มนุษย์เราไม่ใช่เครื่องจักรนะที่จะเติมแค่น้ำมันหรือไฟฟ้าแล้วมันก็ทำงานได้

.....

ขั้นที่ 3 ควบคุม

สติสำคัญมาก คุณต้องใช้เงินที่เหลืออย่างจำกัดจำเขี่ย สิ่งที่คุณมีในมือคือกระแสเงินสดทั้งหมด ถ้าคุณทำได้ตามแผนที่วางไว้ คุณจะมีสภาพคล่องที่ใช้ได้เรื่อยๆไปตลอดจนกระทั่งรายรับใหม่เข้ามา
แต่บ่อยครั้งที่มีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ป่วย (ผมถึงย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าไปเอาซื้อสเบียงมาตุนหมด) สภาพคล่องที่ถูกจัดมาอย่างดีอาจเสียสมดุล คุณต้องตั้งหลักใหม่ สร้างแนวต้านด้วยการประเมินทุกอย่างใหม่อีกครั้ง ถ้าไม่ไหวจริงๆก็จงกลับไปดูข้อ 1.3ก ยกหูหาเพื่อนที่พอจะมีเครดิตกับเขาอยู่บ้าง แต่อย่าทำเป็นนิสัย

แล้วถ้ายังอยากช่วยตัวเองต่อไป แนะนำว่า นอนครับ การนอนเป็นการลดภาระการทำงานของร่างกายและสมองที่เคร่งเครียดจากความพยายามจัดการปัญหาในชีวิต แต่บ่อยครั้งที่มันตามไปหลอกหลอนคุณในฝัน ดังนั้นก่อนนอนถ้าเป็นไปได้ก็จงทำสมาธิ มันจะช่วยเคลียร์ความคิดและทำให้หลับสบาย ลดภาระการประมวลผลของสมองส่วน PFC (ซึ่งในพลังงานมากกว่า 60%) และทำให้คุณสามารถช่วยเหลือตัวเองต่อไปด้านในโมงยามที่ยากลำบาก


สุดท้ายนี้ พอมีรายได้ใหม่ ก็อย่าลืมวางแผนและปฏิบัติตามให้ดี
เพราะคำว่า วิกฤต บ่อยครั้งก็ราคาแพงกว่าโอกาสนะครับ
SHARE
Writer
WishedTheDog
Observer
Curious Dog.

Comments