กลับบ้านครั้งนั้น
No.17

กลับบ้านครั้งนี้ พ่อดูแก่ลงไปมาก ส่วนแม่ก็ผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อไม่นานมานี้ แม่ไม่สบาย ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตาและรับการผ่าตัดตาในที่สุด ในช่วงเวลาที่แม่พักฟื้น พ่อก็ต้องทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยทั้งการบ้านการเรือนทุกอย่างภายในบ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่ได้โทรศัพท์คุยกัน ก็ได้รู้ว่าขณะที่แม่พักฟื้นอยู่นั้น พ่อก็เป็นไข้ ไม่สบาย หัวอกคนเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านอย่างฉันได้ฟัง ก็อยากจะเก็บของกลับบ้านไปอยู่ใกล้ๆ บุคคลอันเป็นที่รักยิ่งทันที!
 
ฉันพยายามนึกถึงงานที่ยังคั่งค้างและพยายามจัดแจงเคลียร์งานก่อนจะแจ้งกับพี่หัวหน้าทีมของฉันว่ามีธุระต้องกลับบ้านด่วน ซึ่งในระหว่างที่จะตัดสินใจกลับบ้านนั้น มันช่างมีความรู้สึกสองแบบที่เกิดขึ้นในหัว นั่นคือความรู้สึกอยากจะกลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ใจจะขาดกับความเห็นแก่ตัวที่ก่อตัวขึ้นลึกๆ ภายในใจ

“ไม่ต้องกลับหรอก ลาได้ไม่กี่วัน นั่งรถมาเหนื่อยไม่คุ้ม พ่อกับแม่ดูแลตัวเองได้” เสียงแม่ที่พร่ำบอกเสมอตลอดการพักฟื้นดังขึ้นในหัว
“งานก็เยอะ งานรีบทั้งนั้น กลับไปตอนนี้จะดีเหรอ”
“กลับไปได้ไม่กี่วัน ก็ต้องนั่งรถกลับกรุงเทพฯ อีก เสียเวลานั่งรถเป็นวันๆ ไม่เหนื่อยบ้างหรอ”

โอ้โห...เหตุผลร้อยพันช่างรวมตัวกันเข้ามาเชียร์ให้เราตัดสินใจทำในสิ่งที่ความเห็นแก่ตัวมันเรียกร้อง ก็จริงอยู่ว่าพ่อกับแม่ยังดูแลตัวเองได้ แต่พอคิดอีกที...
จะดีกว่าไหมหากเวลาที่เราเจ็บป่วยไม่สบาย จะมีคนที่เรารักและรักเราอยู่ใกล้ๆ

แม้เขาอาจช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่เราก็รู้สึกอุ่นใจ
แค่ได้เห็นหน้าเขาใกล้ๆ ก็รู้สึกดีกว่าได้กินยาขนานไหนๆ มากมายแล้ว


มันทำให้ฉันนึกย้อนกลับมาเมื่อตอนฉันยังเป็นเด็ก ฉันมักไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่ไม่สบาย มีไข้ ตัวร้อน แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหน จะมีมือหนึ่งคอยเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดไปตามตัวของเด็กหญิงคนนั้นเสมอ มือที่บรรจงเช็ดไปพร้อมๆ กับสายตาที่ห่วงใยและกังวลกับอาการป่วยไข้ของเด็กน้อย เธอต้องคอยตื่นขึ้นมาทุกๆ 4 ชั่วโมงเพื่อเอายาให้เด็กน้อยคนนั้นกิน คอยเอามือแตะหน้าผากวัดอุณหภูมิร่างกายของเด็กน้อยคนนั้นเสมอ หากไข้ลดก็เบาใจ แต่หากไข้ยังสูงก็จะประเมินเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่อไป โดยไม่สนว่าตัวเองจะง่วงแค่ไหน จะติดไข้ลูกรึเปล่า แม้ในตอนนั้นเด็กน้อยคนที่ว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยได้สติสตัง แต่ความรักความห่วงใยที่มีแม่และพ่ออยู่ใกล้ๆ ก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัย

จากวันนั้น วันที่ฉันป่วยไข้ในวัยเด็กน้อยจนกระทั่งวันที่ต้องออกมาใช้ชีวิตเรียนและทำงานที่ห่างไกลบ้าน เมื่อใดที่ฉันรู้สึกไม่สบาย เป็นไข้ ฉันก็มักจะคิดถึงบ้านและหมอคนแรกของชีวิตเสมอ นั่นก็คือพ่อและแม่ของฉัน และฉันก็คิดว่า ความรู้สึกของพ่อกับแม่เมื่อไม่สบายก็คงไม่แตกต่างกัน เพียงแต่การที่ไม่เคยเรียกร้องให้ลูกกลับมาอยู่ใกล้ๆ เพราะเป็นห่วงลูก กลัวลูกจะลำบาก กลัวลูกจะเสียเวลา เสียหน้าที่การงาน กลัวลูกจะเหนื่อย กลัวหัวหน้าจะว่า เพราะ

พ่อกับแม่ยินดีที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อลูกเสมอ ทำให้คำพูดว่า
“ไม่เป็นไร พ่อกับแม่ดูแลตัวเองได้”
ออกมาจากปากของท่านด้วยน้ำเสียงยินดีที่จะให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ

หลังจากนั่งคิดทบทวน ฉันก็ไม่ลังเลที่จะจองตั๋วรถกลับบ้านรอบที่เร็วที่สุดเท่าที่จะพอจัดแจงธุระการงานของฉันได้ทันที การกลับบ้านครั้งนั้น มันทำให้ฉันได้ทำหน้าที่ลูกอย่างเต็มที่จริงๆ ลูกที่ได้มีโอกาสดูแลพ่อแม่ยามที่ยังมีลมหายใจอยู่ ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดและความไม่สบายที่ท่านทั้งสองเผชิญ ได้ไถ่ถาม เฝ้าดูอาการ คอยอยู่ให้พ่อแม่ได้ไหว้วาน ช่วยหยิบจับสิ่งของ ดูแลงานบ้านและความเรียบร้อยทุกอย่างภายในบ้าน จำได้ว่าตอนนั้นฉันรู้สึกกระหายในการทำหน้าที่ลูก ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำเป็นอย่างมาก ได้รับรู้ ได้พูดคุย ได้อยู่เคียงกายเคียงใจในยามที่ท่านเจ็บป่วยไม่สบาย ไม่ปล่อยให้ท่านต้องเผชิญความเจ็บป่วยเพียงลำพัง และฉันก็รับรู้ได้ว่าท่านทั้งสองก็มีความสุขและมีกำลังใจดีขึ้นมาไม่น้อย จากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในร่างการยที่อิดโรย

แม้จะทำแบบนี้ไม่ได้ในทุกๆ วัน เนื่องด้วยภาระหน้าที่ในโลกความจริงที่เป็นอยู่ บางครั้งฉันจึงต้องเลือกที่จะสละความจำเป็นบางอย่างเพื่อหันมาให้ความสำคัญกับความรู้สึกของบุคคลสองคนที่มีความสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉันที่ไม่มีสิ่งไหนมาแทนที่ท่านได้อีกแล้ว นั่นคือการเลือกให้ความสำคัญกับการหาโอกาส ‘กลับบ้าน’ 


อย่าละเลยที่จะหาเวลากลับบ้าน
อย่าคิดว่ายังมีเวลาอีกมาก
อย่าใช้ชีวิตสนุกเพลิดเพลินจนลืมว่ายังมีคนเฝ้ารอการกลับบ้านของเราอยู่
อย่าให้ความสำคัญกับงานจนละเลยและใช้มันมาเป็นข้ออ้างและอุปสรรคในการกลับบ้าน
ลองเสียสละความสุขสบายส่วนตัวแล้วกลับมาฟังเสียงคนสำคัญที่รอเราอยู่ที่บ้านดูบ้าง
ไม่แน่หรอกเสียงหัวใจที่ร่ำร้องการกลับบ้านทุกคืนวันอยู่ลึกๆ อาจเป็นตัวเราเองนั่นแหละ

กลับบ้านมาครั้งนี้ นอกจากพ่อดูแก่ลงไปมาก ผมของพ่อที่เคยดำขลับก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวๆ เทาๆ เกือบหมด ส่วนแม่ก็ผอม แก้มตอบลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตได้หลังจากลงรถทัวร์ นั่นคือดวงตาที่เป็นประกายสดใสเมื่อเราสามคนพ่อแม่ลูกได้เจอหน้ากัน

วันนี้ฉันยังได้เห็นว่าท่านทั้งสองอยู่ดีกินดี แม้จะเจ็บออดๆ แอดๆ ตามประสาผู้สูงอายุไปบ้าง ฉันก็ยังอุ่นใจเสมอที่ได้กลับมาอยู่กับท่านทั้งสอง แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั่นอาจไม่สำคัญเท่ากับว่า เราได้อยู่ด้วยกันโดยใช้เวลาทุกเสี้ยววินาทีอย่างมีคุณภาพหรือเปล่า


ขอบคุณภาพจาก http://www.weddinghitz.com


SHARE
Writer
TadsaniofLove
นักคิด-ขีด-เขียน-เรียนรู้
Stay simple,learn dhamma,exercise,explore the world

Comments