- Love Historic - | ประวัติศาสตร์ตอนนั้น ฉันถูกเท

ก็สมควรแล้ว ที่ได้ไปเจอคนแบบนั้นเหมาะสมกันโคตรเลย เธอกับเขา
คนนึงก็เลว คนนึงก็ชั่ว เหมาะสมกันดี

ความเผ็ดร้อนของไดอาล็อคนี้ไม่ได้พบเจอแต่เฉพาะในละครช่องมากสี แต่รอบๆตัวเราก็พบคำพูดทำนองนี้ได้ตลอดในโลกโซเชี่ยล ตามรูปความของประโยคน่าจะเป็นสถานการณ์ที่เมื่อความสัมพันธ์เลิกราไปแล้ว มีฝ่ายใดฝ่ายนึงไปเจอคนใหม่ แล้วอีกฝ่ายนึงก็กำลังถมทับสาบแช่ง ช่างดูแซ่บ ดูแรง ดูแกร่ง แน่ล่ะ คนเลวๆ ก็ต้องไปเจอคนเลวๆ น่ะถูกแล้ว ชะละล่า

ไม่เพียงแต่ด้านของความร้อนแรงเท่านั้นที่เราเราพบเจอกัน ในสถานการณ์เดียวกัน ปรับเปลี่ยนคำพูดนิดหน่อย เรื่องราวก็สามารถกลายเป็นหนังคนละม้วน เป็นฟีลลิ่งคนละมู้ดไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ก็สมควรแล้ว ที่เธอได้ไปเจอคนคนนั้น เธอกับเขา
ฉันเองมันดีไม่พอสำหรับเธอ ขอให้โชคดีนะ 

เป็นความมหัสจรรย์ของภาษาไทยอย่างน่าทึ่ง ที่ซ่อนนัยยะในการให้ความหมายต่อสถานการณ์นั้นๆเอาไว้อย่างมีชั้นเชิง ในรูปประโยคแรก เราจะรู้สึกได้ถึงความกราดเกรี้ยวฉุนเฉียวอยู่ในมิติแรก แต่พอคิดซ้อนไปอีกชั้น การด่ากราดว่าคนอื่นเลว ก็ต้องนับว่าเจ้าของสเตตัส จะต้องมั่นใจอยู่ลึกๆว่าตัวเอง "ดีกว่า" พอตัวเลย และไม่เพียงแค่คนเก่าที่เจ้าตัวด่า แต่ดันชิ่งไปโดนบุคคลที่สามที่แทรกเข้ามาในเส้นเรื่องด้วย

หรือกระทั่งสถานการณ์ในประโยคหลัง มิติแรก เป็นไปในเชิงน้อยเนื้อต่ำใจในความสัมพันธ์ที่ผ่านมา คุณค่าที่ตัวเองมีนั้น มันไม่พอที่จะทำให้เขาหรือเธอคนนั้นรักเราได้อีกแล้ว จนต้องจากไปเจอคนที่ดีกว่า แต่ในมิติอีกขั้น ก็ช่างดูเหมือนเด็กงอแงประชดความรัก มีความ "เสียสละ" ขึ้นมาเป็นนัยยะแอบแฝงในความน่าสงสาร และก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็น "คนดี" แต่ดีไม่พอ

อ่านยังไง ก็ยังรู้สึกว่าทั้งคู่ ก็ยังมีกลิ่นของความเชื่อว่าตัวเองไม่ผิด ตัวเอง "ดีแล้ว" เหมือนกัน 
และความเหมือนกันอย่างนึงของทั้งคู่อีกอย่างก็คือ...... ล้วนเป็นคนที่ ถูกเท

Ooops!!!!

ถ้าว่ากันด้วยความสัมพันธ์ที่จบลงไป ใครจะถูกใครจะผิด มีรายละเอียดอย่างไร นั่นคงเป็นเรื่องที่เฉพาะตัว ต่างคนต่างก็มีเรื่องกับคนที่ "เท" เราด้วยกรณีที่แตกต่างกันออกไป กระนั้นจะมาถามหาสูตรสำเร็จว่าจะทำยังไงไม่ให้ถูกเทมันก็คงยากสักหน่อย เพราะความรักไม่ใช่สิ่งที่จะนิยามเป็นความหมายตายตัวได้ (แต่ถ้าทำยังไงไม่ให้นก "คู่มือฆ่านก" บทความก่อน ก็พอจะบอกได้นะคะ)

แต่ถ้าว่ากันด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกันของสัตว์สังคม มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราก็เลยสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่า "วิชาประวัติศาสตร์" มาบรรจุและบังคับให้เด็กหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องเรียนรู้เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมกับผู้อื่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เราเรียนประวัติศาสตร์กันก็เพื่อไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาดซ้ำรอยอย่างที่บรรพบุรุษหรือบุคคลในประวัติศาสตร์ทำผิดพลาดมา หรือแม้แต่ตัวเราเองในอดีต ประวัติศาสตร์ของเรื่องของเราเอง หากเราศึกษามันอย่างเป็นกลาง เราก็จะไม่ทำผิดพลาดเรื่องเดิมๆ ซ้ำเดิมอีก ..... การที่ความสัมพันธ์ต้องจบลง หรือการถูกเทก็เช่นกัน

ลองนึกถึงสงคราม ไทยรบกับพม่าในอดีต ที่เราทุกคนคงรู้เรื่องราวกันเป็นอย่างดี
สิ่งที่คุณคิดขึ้นมาแว้บแรกในหัว "พม่า" เป็นฝ่ายผิดหรือหรือเป็นตัวร้ายใช่หรือไม่?

ถ้าใช่.... แสดงว่าการเรียนประวัติศาสตร์ของคุณนั้น เข้าขั้นล้มเหลว อย่างไม่น่าเชื่อ

การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นกลางด้วยข้อเท็จจริง เราต้องเอาบริบททั้งหมดของสถานการณ์นั้นมาประเมิณดู จำลองความเป็นยุคนั้น พ.ศ.นั้น ยุคที่ไม่มีการศึกษา โรงเรียน เทคโนโลยี คนที่เป็นคนสมัยนั้นจริงๆ ว่าอะไรเป็นปัจจัยผลักให้เกิดเรื่องราวนั้นๆ และผู้คนในบริบทนั้นๆ ตัดสินใจเลือกกระทำสิ่งใดลงไป เพื่อผ่านสถานการณ์ตรงนั้นมา แล้วมันส่งผลอะไรต่อมาในระยะยาว ฉะนั้นเรื่องไทยรบกับพม่า มันมีรายละเอียดหลายข้อ มากกว่าสิ่งที่เราเคยถูกค่านิยมแบบ "ชาตินิยม" สั่งสอนเรากันมามากนัก การตีความประวัติศาสตร์ในสมัยใหม่ เขาไม่ใช้ "อารมณ์" เข้าไปวิพากษ์ หากแต่เป็นข้อเท็จจริง และเมื่อหลายคนก็คงคุ้นเคยกันดีกับคำว่า "ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ หรือไม่ก็ผู้ที่ถูกกระทำ" ดังนั้น การจะตีความ หรือนิยามสถานการณ์ถึงขั้นไปเข้าใจเจตนา ความรู้สึกของคนในยุคนั้น เราก็ต้องมีหลักฐานที่จะมากล่าวอ้าง หรือบริบทในสถาณการณ์ที่น่าเชื่อถือได้

แล้วประวัติศาสตร์ความรัก เรื่องที่เราเคยถูกเทมา 
มันจะไม่เป็นตามนั้นได้ยังไงล่ะ จริงมั้ย?

แต่ก็ใช่ว่าทุกคน จะนั่งศึกษาประวัติศาสตร์ความรักของตัวเอง หลายคนเลือกที่จะลืมมัน หรือไม่ก็มองมันแต่เพียงด้านเดียว ทำให้เราขาดการพิจารณาสิ่งที่ผ่านมาในตอนนั้น ว่าที่ฉันถูกเท มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับสถานการณ์ตอนนั้น มันมีอะไรผลักดันให้เราถูกเท มีอะไรผลักดันให้เขาเทเรา ถ้าเขาเลวจริงอย่างที่เราว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้น 

บางครั้ง เรามองมันด้วยความเป็น "ตัวเองนิยม" เกินไปหรือเปล่า หรือมองกาลครั้งนั้นด้วยมุมของ "ผู้แพ้" หรือเปล่า เพราะหากเราอ่านเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ขาด ไม่เท็จจริงถามเหตุผล มันก็มีความเสี่ยงสูงมากที่ครั้งต่อไป เราจะถูกเทอีก ก็ในเมื่อเราไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์ความรักของเราเป็นยังไง เราก็มีสิทธิจะเดินตามรอยเดิมที่ล้มเหลวได้ง่ายมาก

เราก็พอจะเดากันได้ ว่าเจ้าของสเตตัสที่ชอบโพสสองประโยคแบบข้างต้น ก็ดูจะเป็นเช่นนั้น
เพราะหากเราเข้าใจกาลครั้งนั้นที่ถูกเท อย่างเป็นกลางจริงๆ
เราก็ไม่น่าจะตัดสินใครว่าเลว หรือเป็นผู้แพ้ซะทีเดียว  

เมื่อความสัมพันธ์มันจบไปแล้ว คงจะยื้ออะไรกลับมาไม่ได้
แต่เรื่องการไปต่อนี่สิ ต้องมาพิจารณากันหน่อย 
ว่าทำยังไง ถึงจะไม่ถูกเทอีก 

สิ่งนึงที่สำคัญกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของตัวเอง ก็คือการ "นิยามสถานการณ์" ที่เกิดขึ้น ว่ามันเป็นอย่างไร ถ้าเราเรียกการที่เขาทิ้งเราไปมีใหม่ว่า "เขาไปเจอคนที่ดีกว่า" มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอขึ้นมาได้เรื่อย หรือถ้าไปเรียกว่า "ไปเจอคนที่เลวพอกัน" เราก็กลายเป็นคนขี้จงเกลียดจงชังในสายตาคนอื่นๆได้ แม้ว่าเขาจะเลวจริงก็ตาม
 
แต่ถ้าเรานิยามใหม่ว่า "เขาไปเจอคนที่พอดีกัน" 
มุมมองที่เรามีต่อรักครั้งนั้น ก็จะเปลี่ยนไป 

 
ถ้าเรา "นิยามสถานการณ์เสียใหม่" การกระทำหรือมุมมองที่เราจะมีต่อเหตุการณ์นั้น หรือคนคนนั้น หากดันกลับมาเจอกันอีก ก็จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดอ่อนไหวที่จะเกิดขึ้นได้ดี ถ้าเราไม่ได้นิยามว่าตัวเราเองเป็น "ผู้ถูกเท" นั่นก็หมายความว่าต่างฝ่ายก็ต่างเทกันไปเอง และก็ไม่มีใครจำเป็นต้องเจ็บปวด จากการจบความสัมพันธ์ในครั้งนั้น

หรือถ้ามันเลวร้ายถึงขั้นว่า "เขาเลว" แน่ๆ มีชู้ ทำร้ายร่างกายหรืออะไรก็ตาม ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน เราก็ไม่ใช่ฝ่ายผิด เราคือผู้ถูกกระทำจริงๆ เราก็ต้องเปิดใจและมอง "คนอย่างเขา" ให้ขาด ว่าอะไรทำให้เขาเป็นแบบนี้ เขาเลวแบบไหน และมีสิทธิมั้ย ที่คนที่กำลังเข้ามาเจอเราในปัจจุบัน มีลักษณะคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงเค้าอยู่ 

แต่แน่นอน ความรักเป็นเรื่องความรู้สึก จะเอาวิชาการ เหตุผลมาพูดอย่างเดียวมันได้ที่ไหน เราก็ต้องมีโกรธ มีเกลียด มีเสียใจกันบ้าง ซึ่งนั่นเป็นก็เรื่องที่ปกติมากๆ มันเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ประเด็นก็คือ ถ้าเราโกรธ เราโกรธอะไรล่ะ หลายๆครั้ง เราโกรธเราเกลียดลงไปที่เจ้าตัว ลงไปที่บุคคล ไม่ใช่ปัจจัยที่เกิดขึ้น ดีไม่ดีพาลไปโกรธไอ้อีคนใหม่ที่เข้ามาในชีวิตเค้าไปอีก แถมยิ่งโกรธ ยิ่งเกลียด ความรู้สึกด้านลบแบบนั้น ก็ย้อนกลับมาเผาผลาญจิตใจให้เราเหนื่อยไปเอง โดยที่เขาไม่ได้มารับรู้อะไรกับเราเลย แถมดันมีคนใหม่ มีความรักสดใสแบบชิวๆไปเสียด้วยซ้ำ เราเลยกลายเป็นคนบ้า ที่ร้องตะโกนอยุ่ฝ่ายเดียว

เราโกรธ เราเกลียดก็ได้ แต่ประเด็นคือเราโกรธ เกลียดอะไร เค้าเลว เค้าเลวเพราะอะไรล่ะ?

ถ้าเราหันหัวเรือความโกรธ ความเกลียดไปลงถูกที่ เราก็จะมองความรักความสัมพันธ์ครั้งที่ผ่านมาออก ดีไม่ดีมองคนออกอีกต่างหาก ทำให้ยิ่งมองขาดว่า คนแบบนี้ฉันเคยเจอมาก่อน ฉันจะรับมือยังไงดี มันจะยิ่งทำให้เรากลายเป็นคนใหม่ ที่พร้อมจะมีความรักครั้งใหม่ที่สดใสกว่าเดิมได้อีกด้วย

เพราะถ้าเรายังทำให้ตัวเองเจอคนแบบเดิมอีก เจอเหตุการณ์แบบเดิม หรือถูกเทอีก
เราก็คงโง่เง่าเต็มทีละล่ะ
วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาทที่น่าเบื่อ หลายคนลืมหน้าลืมชื่ออาจารย์ที่สอนไปแล้ว แต่หากเราปิดหูปิดตา ไม่ฟังข้อเท็จจริง ไม่วิเคราะห์แยกแยะประวัติศาสตร์ให้ดีดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ความรักของตัวเอง เราก็ต้องวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ วังวนเดิมๆ แล้วก็ถูกเทแบบเดิมๆอยู่นั่น

ในภูมิภาคนี้ เรากำลังจะเปิด ASEAN กันแล้ว มันหมดสมัยแล้วที่เราจะไปล้อเขาว่าเป็นลาว เป็นพม่า หรือยกเอาเรื่องหงสามาตีอยุธยา เผาบ้านเผาเมืองเรา เรื่องมันเก่า มันจบไปแล้ว หลายคนก็ยังอีโมอยู่กับเรื่องที่เป็นอดีต เขาเลวหมดที่มากระทำย่ำยีกรุงศรีของเรา คือเราดีหมด แต่เราก็หลงลืมไปเลยว่า เราเองก็เป็นประเทศที่มีกะหรี่เยอะ มีพระที่ทำผิดศีล ผิดกฎหมาย บ้านเมืองก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเหมือนเมืองรอบๆเราด้วยซ้ำ

บางทีการมีประชาธิปไตยหรือการพาประเทศไปสู่ความเป็นอารยะ
ก็เหมือนกับการมีความรักที่ดี
รอบข้างคุณเขามีไปหมดแล้ว แต่คุณต่างหาก ที่ยังทำไม่ได้
มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ก็ลองถามใจคุณดู 


SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments

khaikung
3 years ago
เขียนดีอีกละ เบื่อจัง :P
Reply
Miranda
3 years ago
โนะ เบื้อเบื่อ
Origamidollx
3 years ago
มีพวกด้วยดีใจ ละครถอนหายใจ
Masai
3 years ago
โห วิชาการกับความรัก อ่านแล้วอยากทำการทดลองเคยค่ะ 555
Reply