TRY
คำว่า Try ในภาษาอังกฤษมีความหมายอยู่สองแบบ ส่วนใหญ่จะรู้จัก Try ในความหมายว่า 'พยายาม' แต่มีอีกความหมายคือ แปลว่า 'ลอง'

"เรามาลองทำมันอีกครั้งเถอะ"
"เรามาพยายามทำมันอีกครั้งเถอะ"

ความหมายใกล้เคียงกันจะตาย 
มันก็สื่อความหมายแบบเดียวกันแหละ 
ไม่เห็นจะแตกต่างกันตรงไหน

บางคนคิดแบบนั้น แต่บางคนก็ไม่

ในเมื่อคำว่า 'พยายาม' มันคือการทำโดยมานะบากบั่น แต่คำว่า 'ลอง' มันก็แค่การทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รู้ผลลัพธ์

ความหมายคล้ายกัน 
แต่มันช่างต่างในความรู้สึก

และหลายคนคงอยากใช้คำว่า Try ในความหมายของคำว่า พยายาม มากกว่า

"ฉันพยายามทำแล้ว"
"ฉันลองทำแล้ว"

อ่านดูก็รู้ว่าประโยคไหนมีความตั้งใจมากกว่ากัน อ่านดูก็รู้ว่าประโยคไหนคนฟังจะรู้สึกดีมากกว่ากัน

ก็ 'ความพยายาม' ไง 
คำนี้ทำให้ประโยคดูดีจะตาย
ไม่งั้นคงไม่มีประโยคพวกนี้หรอก

'ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น'

'ถึงจะล้มก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้พยายามแล้ว'

เหมือนคำว่า พยายาม จะเป็นคำแก้ตัวที่ดี

อ่า เราไม่ได้จะแดกดันคนที่ใช้คำนี้หรอก
ไม่.. ไม่.. ไม่เลย เรารู้ว่า ความพยายาม มันมีอยู่จริง

แค่เราไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะสำหรับเราแล้ว 'Try' มีแค่ความหมายเดียว
คือแปลว่า ลอง 

ก็แค่ลองทำดูว่าใช่หรือไม่
ก็แค่ลองทำดูว่าถูกหรือผิด
ก็แค่ลองทำดูว่าจะดีหรือจะร้าย

ก็แค่ลองชิมดูว่าก้อนสีขาวนั้น
เป็นเกลือหรือน้ำตาล
ก็แค่ลองสัมผัสดูว่าไอสีขาวนั้น
เป็นหมอกหรือควัน

ถ้าลองทำดูแล้วมันไม่ใช่ก็เปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนแล้วยังไม่เวิร์คอีกก็ลองไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอสิ่งที่ใช่

เราชอบทำทุกอย่างอย่างผิวเผิน ลองทำนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร การทำแบบนั้นไม่ใช่เพราะอยากลองอะไรใหม่ๆหรอก

แต่เพราะเราไม่ชอบความพยายาม
มันมักทำให้เราเจ็บปวด


ถึงแม้จะเจอความเจ็บปวดแรกของความพยายาม แต่เราไม่ได้ทิ้งความพยายามไปหรอก เรายังคงทำหลายอย่างด้วยความพยายาม

พยายามตั้งใจเรียน
พยายามกับงานศิลปะ
พยายามกับการเล่นกีฬา

มันก็มีสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง 
ก็ยังเชื่ออยู่ตลอดว่าความพยายามมันเป็นสิ่งที่ดี ต้องเชื่อสิ ใครๆ ก็บอกแบบนั้น

แต่ก็ต้องเจ็บปวดกับความพยายามซ้ำซากอยู่หลายครั้ง


เราพยายามไม่พอเหรอวะ?

สุดท้ายก็ทำให้เราเกลียดความพยายามไปเลย ต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ

ตั้งแต่นั้นมาเราก็ทำทุกอย่างแบบผิวเผิน ทั้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การเลือกคณะ เราไม่พยายามกับอะไรทั้งนั้น และ  ไม่มีอะไรมาทำให้เราเจ็บปวดทั้งนั้น

ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ยิ่งเจ็บปวด

น่าสมเพชเข้าไปใหญ่
นอกจากไม่พยายามอะไรแล้ว 
ยังเอาแต่หนีอย่างเดียว

เรายังคงลองอะไรต่อไปเรื่อยๆ
ลองวิ่งมาราธอน
ลองปั่นจักรยาน
ลองถ่ายภาพ
ลองเลี้ยงปลา
ลองทำหนัง
ลองเล่นเทควันโด
ลองปลูกต้นไม้
ลองทำขนม
ลองยิงปืน
ลองเล่นสเก็ตบอร์ด
ลองเขียนหนังสือ 
ลองวาดการ์ตูน
ลองโรลเลอร์สเก็ต
ลองเข้าค่ายอาสา

บางอย่างมันก็ล้มเหลวจนพังไม่เป็นท่า บางอย่างก็ดูจะสำเร็จจนเกินจริง

แต่เราก็ไม่เลือกอะไรสักอย่าง
เพราะคิดแล้วว่าคงเจ็บปวดแบบเดิม

เคยไหมที่บางที เรามีสิ่งที่รักมากซะจนไม่กล้าจะแตะต้องมัน เลยได้แต่ทำเป็นเมินเฉยแล้วก็มองหาสิ่งอื่นๆ อยู่เรื่อยไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจดีว่า ไม่มีสิ่งไหนจะมาเติมเต็มให้กับเราได้เหมือนอย่างสิ่งนั้น

อาจเป็นเพราะเราจดจ่อกับผลลัพธ์มากไป

เคยอ่านเรื่องของนักเขียนที่ใช้นามปากกา Kaonashi เขานิยาม 'ความพยายาม' ว่า 

'การพยายามไม่ได้หมายความว่า ท้ายที่สุดแล้วเราจะประสบความสำเร็จ มันเป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้น สิ่งที่ได้จริงๆ คือการที่เราได้พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่างหาก มันไม่สำคัญเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง แค่เรายัง พยายาม ต่อไปก็พอ'

อาจเป็นเพราะตอนนี้เราชอบดูที่ผลลัพธ์มากกว่าการกระทำ เราเลยไม่อยากทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับอะไรเลย เพราะมันจะทำให้เราเจ็บปวด 

หวังว่าสักวัน
จะมีสิ่งที่ทำให้เราอยากพยายาม

หวังว่าสักวัน
ความพยายามจะไม่ทำให้เราเจ็บปวด

ส่วนตอนนี้เราขอลองต่อไปเรื่อยๆ

อย่างน้อยคำว่า 'ลองใช้ชีวิต'
ก็คงฟังดูดีกว่า 'พยายามใช้ชีวิต' ล่ะวะ




SHARE
Writer
melatonin
joker
find what you love and let it kill you

Comments

Primrose
5 years ago
พยายามต่อไปนะคะ
ผลลัพธ์ไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เราได้ระหว่างการพยายามหรอกค่ะ 😄
Reply
melatonin
5 years ago
ขอบคุณค่ะ ไว้เราจะ 'ลองพยายาม' ดู :)
moonmoon
5 years ago
นักลองผิดพยายามถูก ( : ชอบครับ อ่านเพลินเลย
Reply
melatonin
5 years ago
ชอบคำว่า นักลองผิดพยายามถูก :)
nay_onepiece
5 years ago
เรียนสถาปัตย์เหมือนกัน ตอนนี้ก็กำลังลองทำงานหลายๆแนวอยู่ สักวันคงได้คำตอบว่าตัวเองถนัดแนวไหนจะได้พยายามทำงานนั้นให้ดีที่สุด :)
Reply
melatonin
5 years ago
สู้ๆนะคะ เอาใจช่วย :))