ทริปลาว • พาน้องริซซี่ เที่ยววังเวียง-เวียงจันทน์ #2     (ตอนจบ)


ความเดิมจากตอนที่แล้ว....


กว่าจะรู้ตัวว่าทำผิดกับน้องริซซี่ เราก็เผลอกินส้มตำปลาร้าลาวไปแล้ว


 
เช้าวันต่อมา พวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวไปตักบาตรพระ แต่ด้วยความที่ในหัวมีภาพว่าที่นี่จะเป็นเหมือนเมืองไทย ปรากฎว่าข้างนอกไม่มีการขายของตักบาตร ไม่มีข้าวเหนียว เราจึงต้องเปลี่ยนแผนไปเดินเล่น ถ่ายรูปบรรยากาศริมน้ำ และตามหาสะพานส้มในรีวิว แน่นอน แผนที่เราไม่ช่วยอะไรได้เลย เราจึงตัดสินใจกลับที่พักเพื่อทานอาหารเช้า ระหว่างทานข้าว เรารับรู้ได้ว่าท้องไส้กำลังปั่นป่วน มันมาแล้ว!! เราต้องกลับไปที่ห้องเพื่อจัดการปัญหาของตัวเอง เกือบตายค่ะ... ส้มตำทำร้ายน้องริซซี่ไม่ยั้ง น้องดูไม่หลงเหลือความรู้สึกอะไรใดๆกับโลกใบนี้อีกแล้ว... น่าสงสารมาก TT^TT

หลังจากที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในห้องน้ำไปหลายรอบ ปัญหาทุกอย่างก็เริ่มคลี่คลาย แต่น้องริซซี่ไม่คุยกับเราอีกเลย 555555+ น้องดูเย็นชา ถึงขนาดตามไปง้อด้วยการทาขี้ผึ้งให้ ก็ยังไม่ยอมคุยด้วย


 
รถ One Day Trip ขับพาเราออกมาจากตัวเมืองวังเวียง มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่เราจะไปลอดห่วงยางกัน รถจอดให้พวกเราเดินข้ามทุ่งโล่งสีเขียวขจี มีภูเขารายล้อมเป็นฉากหลังเหมือนภาพวาดจีน บรรยากาศดีมาก ระดับ ก. ไก่ ล้านตัว ที่นี่ เราสามารถสูดลมธรรมชาติได้เต็มปอด แม้จะแอบติดกลิ่นขี้วัวที่มีเรี่ยราดอยู่ตามทางมาให้สูดดมกันยาวๆ แต่ก็เคยได้ยินผู้ใหญ่บอกว่ากลิ่นขี้วัวมันดีต่อปอด งือ... ก็สูดๆมันไป กรุงเทพฯก็ไม่มีแบบนี้ 55555+ เมื่อถึงจุดเข้าถ้ำลอดห่วงยาง ทุกคนจะได้ห่วงยางมาคนละอัน แล้วก็ต้องทิ้งตัวนอนลอยบนห่วงยางนั้น พร้อมใช้มือรูดเชือกไปเรื่อยๆเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างในถ้ำ ขอบอกว่าข้างในถ้ำไม่มีอะไรเลย เป็นเพียงถ้ำที่อยู่ลึกมากๆ เข้าไปก็วนออกมาเท่านั้น จบ!!!! แต่ความพีคของมันอยู่ที่เวลาเราเจอกับกลุ่มที่กำลังกลับออกมา หรือกลุ่มที่มาใหม่ เราต้องตีน้ำถล่มใส่กัน และตะโกนข่มขวัญอีกฝ่าย มันเป็นความมันส์แบบแปลกๆ แต่ไม่ทำให้เรารู้สึกผิดหวังหรือเสียดายเงินที่ซื้อทริปนี้เลย มันมันส์มาก!!!!!!! ระดับ ก.ไก่ สิบแปดล้านตัว!!!!!!!!!! เรากลับออกมาจากถ้ำด้วยรอยยิ้ม เราชอบมันมาก และด้วยสภาพที่หิวโหยจากการใช้พลังงานไปเยอะ เราเลยปรี่เข้าไปหามื้อเที่ยงของเราอย่างเร็วรี่

ระหว่างที่พักกินข้าว เราเล่นกับลูกหมาแถวนั้นอยู่นาน จนคิดขึ้นได้ว่าตั้งแต่มาที่วังเวียงเราไม่เห็นหมาตัวใหญ่เลย มันไปไหน? หรือว่า... คนที่นี่เขาจับไปกิน? ระหว่างที่กำลังปล่อยความคิดไปเรื่อยๆ เสียงคนนำทริปก็เรียกทุกคนให้เดินกลับขึ้นรถเพื่อไปพายเรือพายัคต่อ ตอนเดินกลับแอบมองทอดไปยังภูเขา หัวใจล่องลองไปไกลแสนไกล อยากให้ใครคนนึงมาเห็นภาพตรงหน้าที่เราได้เห็น มายืนสูดอากาศดีๆแบบนี้... ไม่ต้องมาด้วยกันหรอก แต่อยากให้ได้มาเห็นเอาเอง...


 
ตัดภาพมาที่การสาธิตวิธีพายเรือพายัคจากคนนำทริป เนื่องจากทริปนี้ สมาชิกคนนึงเกิดอยากไปตามวิถีฮิปสเตอร์ มันอยากขับจักรยานไปกระโดดน้ำที่บลูลากูน เราจึงเหลือสมาชิกแค่ 3 คน และด้วยความที่เป็นมือใหม่เลยรับอาสานั่งหน้าสุด ส่วนเพื่อนที่เคยพายแล้วไปคุมข้างหลัง และอีกคน มือไม่พาย จับกล้องถ่ายรูปไปซะ การพายเรือพายัคช่วงแรกก็ดีอยู่หรอก แต่พอครึ่งหลังมีการสลับขั้วอำนาจระหว่างคนหลังกับคนกลาง ระหว่างที่คิดว่าบังคับเรือตัวเองกันได้ ก็ใช้เวลาหัวเราะชาวบ้านที่พายเรือวนไปวนมากัน จังหวะนั้นหันมาอีกที เรือของเราก็กำลังพุ่งเข้าพุ่มไม้ข้างทางเช่นกัน เลยรีบตะโกนเรียกอีเพื่อนคนกลางให้รีบหักซ้าย แต่ดูเหมือนมันจะช็อค ทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายคือกูโดนเต็มๆค่ะ หัวเรือ แหวกลำเนาไพรกันเลยทีเดียว 555555+ มาทั้งสาหร่าย ทั้งหญ้า ทั้งแมงมุมน้ำ เต็มขาเลยค่ะคุณผู้โชมมม

หลังจากแวะกินผักข้างทางจนอิ่มใจ เราก็กลับมาตั้งตัวได้ และแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น คราวนี้อีคนกลางก็ขออาสาแก้ตัวใหม่ กระแสน้ำเริ่มเชี่ยวแรงขึ้น คนนำทริปก็ตามติดเรามาด้วยความเป็นห่วงเพราะเราจะต้องผ่านทางที่เขายิงบั้งไฟกันแล้ว (วันนั้นมีเทศกาลบั้งไฟพอดี) ขอบอกเลยว่า นรกมาก ความสยองระลอกแรก เราเห็นลูกเด็กเล็กแดงยืนออกันเกลื่อน 2 ข้างทาง และโอ้โห ตรงกลาง เลยครัช จนเราต้องคอยตะโกนให้เด็กๆหลบเรือ และบังคับเรือให้หลบหลีกได้ทัน ความสยองระลอกที่ 2 บั้งไฟนัดนึงดันไม่พุ่งขึ้นฟ้า แต่พุ่งตัดตรงมาทางที่เรือเราเพิ่งผ่านไปพอดี ถ้าช้ากว่านี้ โดนหน้าพวกกูแน่ๆ!!!! อันตรายรู้มั้ยคะ? ความสยองระลอกที่ 3 จู่ๆก็มีน้องคนนึงกระโดดเกาะท้ายเรือที่นำหน้าเรา แล้วคือจังหวะนั้นน้ำเชี่ยวมาก เรือเราจะพุ่งไปชนท้ายเรือข้างหน้าละ เรารีบตะโกนเรียกน้องให้หลบไป โชคดีที่น้องหันมาแล้วรีบกระโดดไปทางขวา ส่วนพวกเราก็รีบหักซ้ายเพื่อไม่ให้เรือพุ่งชนหัวเกรียนๆของน้องด้วยความเร็วสูงสุด ความสยองระลอกที่ 4 มีเด็กคนนึงยืนอยู่ข้างหน้า!!!! จะหักขวาแต่ข้างๆก็มีคน ได้แต่ตะโกน “น้อง!!! หลบไป!!!!” เราหลุดจากฝันร้ายนั้นมาได้อย่างฉิวเฉียดเพราะน้องไหวตัวทัน และในที่สุดก็มาเจอกับ ความสยองระลอกสุดท้าย

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่เรากลับมองเห็นเป็นภาพสโลโมชั่นเป็นฉากๆ ภาพตรงหน้าคือ 2 สาวฝรั่งนั่งแช่น้ำสบายๆอย่างชื่นใจและหันหน้าเข้าฝั่ง เรารู้ด้วยสัญชาตญาณตัวเอง ว่าอีเพื่อนคนกลางนางช็อคไปแล้วค่ะ เรากับเพื่อนข้างหลังจึงช่วยกันตะโกนอย่างสุดเสียงพร้อมกับเสียงพากษ์บั้งไฟชุดใหม่ที่กำลังจะจุดขึ้นฟ้า (จะมาพากษ์อะไรตอนนี้ฟะ?) ไม่มีใครได้ยินเสียงตะโกนของเราเลย มีแต่หน้าตาเหวอหวาของคนข้างหน้าที่พยายามจะสื่อสารกับสาวฝรั่ง 2 คนนั้น แค่เวลาเพียงเสี้ยววิที่เรือจะชนพวกเธอ คนนึงหันมาเห็นพอดีพร้อมกับตะโกนและผลักเพื่อนให้เอี้ยวตัวหลบ อีกคนถูกผลักและกำลังจะหันมาแต่ไม่ทันเสียแล้ว เรือของเราชนเธอไปเต็มๆจนเรือหันทวนน้ำ เราได้แต่บอกกับเธอว่า “Sorry” ซ้ำไปซ้ำมา แต่เธอไม่มองหน้า ไม่รับคำขอโทษจากพวกเราเลย มันยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดทวีคูณ ด่ากู “F**k you!!!” ยังดีซะกว่า

เราถึงจุดหมายด้วยความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจ คนนำทริปที่นำหน้ามาก่อนมองดูสภาพหัวเรือของพวกเราที่มีแต่เศษหญ้าและสาหร่าย ขมวดคิ้วพร้อมกับถามว่า “อันนี้อะไร?” เราบอกไปเพียงสั้นๆว่า “อ๋อ แวะไปกินผักมาน่ะ” เขาดูงงๆกับคำตอบที่เราให้ แต่พวกเราก็กล่าวขอบคุณกันและกัน ก่อนจะกลับมาที่พักด้วยความอ่อนล้าจากแดดที่แรงมากหลังจากนั้น เราอาบน้ำ แต่งตัว และทายาให้น้องริซซี่ น้องนิ่งมาก ซึ่งนั่นคือเรื่องดี 5555+

เราออกไปซื้อโรตีหน้าโรงพยาบาลวังเวียงกินรองท้อง (แม่ง ใส่กัญชารึเปล่าฟะ) ก่อนจะแวะไปซื้อบัตรเติมเงินที่ร้านป้า (อีกแล้ว) และจบลงที่ร้านปิ้งย่างเกาหลีที่นัดกับเพื่อนที่ไปบลูลากูน คืนนั้นเรามีแพลนจะกินเหล้ากันที่ห้อง เราจึงแวะไปซื้อโรตี (อีกแล้ว?) และแน่นอน เครื่องดื่มที่ร้านป้า เช่นเดิม 555555+ คือร้านอื่นในวังเวียงไม่ได้เงินของพวกเราเลยจริงๆ เราขลุกอยู่ที่นั่นกับป้าตลอดเย็น เกะกะที่ทางร้านป้ามาก แต่ป้าก็ยังนั่งมองพวกเราคุยกันพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนเดิม เราบอกป้าว่าพรุ่งนี้เราจะกลับกันแล้ว พร้อมขอเก็บภาพป้ากับหลานชายเอาไว้ เราบอกลาป้า พลางคิด ว่าเราคงคิดถึงป้าน่าดู


 
รถตู้ของเรามุ่งหน้าออกจากวังเวียงสู่ทางไปเวียงจันทน์ในตอนเช้า เราก้มมองรูปถ่ายในมือถือมากมาย พวกเราชอบทุกอย่างที่เป็นวังเวียง เราถูกอกถูกใจที่นี่มาก และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนที่มาวังเวียง มักจะพูดว่า “คิดถึงวังเวียง” เมื่อจากไป 



เส้นทางสู่เวียงจันทน์นั้นทรหดมาก เราตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อก้นของเรากระแทกกับเบาะอย่างแรง... เฮ้ย แล้วน้องริซซี่กูล่ะ!!!! เราขยับท่านั่งและพบว่าน้องได้กลายเป็นเด็กน้อยน่ารักที่ดูไม่มีพิษไม่มีภัยไปแล้ว 555555+ หายห่วงซะที... เรามาถึงเวียงจันทน์กันในตอนบ่ายๆ ที่พักของเราคราวนี้อยู่ใกล้แนวริมฝั่งโขง ที่นี่ จากสาวนุ่งสั้น เราเปลี่ยนเป็นสาวนุ่งซิ่น เพื่อให้ได้ธีมสาวลาวตามที่เราบังคับเพื่อนๆเอาไว้ เราเหมาสามล้อตระเวนไปไหว้พระตามวัดต่างๆ ออกชมเมืองท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา เราแอบหามุมแปลงร่างพับเก็บผ้าซิ่นเข้ากระเป๋าทันทีที่ออกมาหน้าวัด เหลือแต่กางเกงขาสั้นข้างในที่พร้อมจะไปฝากท้องที่ร้านแหนมเนืองชื่อดัง และมาจบด้วยการนั่งพักพุงกันที่กระท่อมเล็กๆ กินบรรยากาศริมฝั่งโขงแทน เรานั่งมองแม่น้ำกันอย่างเงียบๆ ต่างคนต่างเก็บเกี่ยวทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า ปล่อยใจล่องลอยไปกับสายลม...

คืนสุดท้ายที่เวียงจันทน์ เราเปิดดูช่องรายการต่างๆซึ่ง 99% คือรายการจากไทย คนที่นี่รับชมมันเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว เราได้แต่ถามตัวเราเองว่า ในขณะที่เขารับเอาทุกอย่างของเราไปหมด ทำไมพวกเราถึงยังไปดูถูกเขา จริงๆแล้วคนลาวน่ารักมาก เราได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ทุกคนดูอ่อนโยน และเป็นมิตรมาก เรารู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เรายังคงคิดถึงรอยยิ้มของคุณป้าร้านมินิมาร์ทที่วังเวียง และนั่นก็เป็นสิ่งแรกและเป็นสิ่งที่เราประทับใจที่สุดที่ได้จากทริปนี้


 
เราหอบความช้ำมารักษาแผลใจที่ลาว กับเพื่อน กับธรรมชาติ ถ้าใครที่เห็นรูป Cover ด้านบน คงจะมองเห็นความงดงามของวิวที่เราไปนั่งมองมันมาหลายชั่วโมง ภาพนั้นมันช่วยเยียวยาหัวใจได้มาก เรือลำนั้นทำให้นึกถึงชื่อเพลง “เรือเล็กควรออกจากฝั่ง” ของพี่ตูน บอดี้สแลม ที่สะท้อนถึงความกลัวที่อยู่ในใจเราที่กลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวความผิดหวัง แต่เมื่อมองทอดสายตาออกไปไกลๆ เราจะเห็นแสงสีทองตรงนั้น แล้วเพลง “แสงสุดท้าย” ทั้งเพลงของพี่ตูนอีกเช่นกัน ก็ดังก้องขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขับกล่อมจิตใจเราไว้...



สุดท้ายเราก็ยังเชื่อ... ว่าในที่สุด เราจะพบใครสักคนที่สุดยอดคนนั้น ^-^
 


เนอะๆ









หลังกลับจากทริปลาว น้องริซซี่ยังอยู่กับเราต่ออีก 3-4 วัน ก่อนจะหายออกจากบ้านไป... ใครที่พบเห็นน้อง ขอให้คุณโชคดี ฝากดูแลน้องดีๆด้วยล่ะ หึหึ หึหึ


ลาก่อน... ริซซี่





ปล. รูป ถ่ายเองครัช

SHARE
Written in this book
ผิดคอนเซ็ปต์
ไม่เกี่ยวอะไรกับเพลงเล้ยยยย
Writer
lalajinx
instyle inspirer
Call me Jin! | lalajinx.com

Comments

Bewbundanjai
5 years ago
เนอะๆ 😁👍👍👍

Reply
lalajinx
5 years ago
เนอะๆ
JD5555
5 years ago
เขียนซะ กลัวพายเรือเลย
รู้ป่ะว่าป้าแกถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะจะเอาไปแปะหน้าร้านว่า
"เด็ก...ในรูปนี้ ทางร้านไม่อนุญาตให้นั่งเกะกะในร้านอีกต่อไป" 55555
Reply
lalajinx
5 years ago
***ดันเจอเทศกาลบั้งไฟ
*****จริงๆที่ป้ายิ้มนี่ไม่ได้อะไรนะ 555555+
      จริงๆคงด่าในใจ "อีพวกเด็กเวร" 555555555+

JD5555
5 years ago
เอ่อ ถูก!
moonmoon
5 years ago
สยองหลายระลอกจริงๆ
Reply
lalajinx
5 years ago
ระทึกกันเลยทีเดียว
imonkey7
5 years ago
กลัวว่าชีจะถ่ายริชชี่ทำคัพเว่อร์
Reply
lalajinx
5 years ago
ใครจะไปกล้า
imonkey7
5 years ago
อ่ะ ไม่แน่