ในวันที่หมูย่าง แตกต่างไปจากที่เคย
บางครั้งเราก็นึกสงสัยว่า จะเคยมีใครทำวิจัยบ้างมั้ยว่า ท้องฟ้าและก้อนเมฆ ช่วยเยียวยาจิตใจคนได้จริงหรือเปล่า

ในวันที่อากาศสดใสในโคเปนเฮเก้น เรารับรู้มันผ่านกระจกรถโค้ชที่แล่นฉิวกลางใจเมือง ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ยกเว้นในใจที่กำลังสับสน

เราอยากขจัดความสับสนผ่านเก้าอี้รถโค้ชอีกสามแถวถัดไป ใครบางคนผมยาวสลวยกำลังหันรีหันข้างด้วยความตื่นเต้นที่อยู่นอกกระจก เราต่างเดินทางมาที่เดนมาร์กเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ตอนนี้เธอกำลังตื่นเต้น ส่วนเรากำลังสับสน แต่กระนั้นก็ยังไม่อยากไปขัดจังหวะของเธอ ที่กำลังมองดูพระราชวังอมาเลี่ยนบอร์ก อย่างที่ไม่เคยอะไรยิ่งใหญ่เช่นนี้อีกแล้วในชีวิต

เรารู้จักอมาเลี่ยนบอร์กก่อนเดินทางมาที่นี่เพียง 2 วัน วิกิพีเดียบอกเราว่า ที่นี่คือพระราชวังซึ่งแบกออกเป็นสี่มุม ตามแต่ราชวงศ์ชั้นต่างๆ ของเดนมาร์กจะเข้าพำนัก สร้างเสร็จในปี 1760 ตั้งชื่อตาม โซฟีย์ อมาลี่ย์ แห่งบุนนชวิกก์-ลึนด์เบิร์ก ราชินีเดนมาร์กในช่วงกลางถึงปลายคริสตศตวรรษที่ 17 แน่นอนว่าความสวยงามของมัน ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาโคเปนเฮเก้น ต้องมาแวะชมที่นี่เป็นไฟต์บังคับ

เนี่ย! เราอยากไปนั่งข้างๆ เธอ และอธิบายอะไรทำนองนี้ให้เธอฟัง เผื่อเธอจะยอมแง้มประตูให้เราเพิ่มอีกซักสองกระบิ แต่ก็นั่นแหล่ะ อย่าว่าแต่แง้มประตูกันเลย กุญแจประตูเธอยังไม่ไขให้เลยซักนิด

ท้องฟ้าข้างนอกก็ช่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ยังมาทำตัวสดใสให้มันขัดแย้งกับสิ่งที่อยู่ในใจตอนนี้เสียเหลือเกิน ว่าแล้วก็เอาหูฟังยัดรูหูแบบฉับพลัน ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลย อารมณ์พาไปให้เปิดเพลงของ ธีร์ ไชยเดช อะไรคือการฟังเพลงของธีร์ ไชยเดช ในเดนมาร์ก จริงๆ ถ้าทำได้ คงขอให้คนขับรถเปิดหนังหว่อง กาไว ดูไปพลางๆ ด้วยแล้ว

ในคืนที่เรา เจอะเจอกันครั้งแรก ก็เป็นคืนที่เราต้องลาจาก
เธอทำให้คืนที่เราพบกันครั้งแรก กลับเป็นคืนที่ไม่ลืมไปจากใจ

อยากจะพบ อีกสักครั้ง อยากให้เธอนั้นย้อนคืนมาใหม่
และในคราวนี้ จะไม่ยอมให้เธอจากไป
อยากจะรู้ตอนนี้เธอ อยู่ไหน
ก็อยู่ถัดไปสามเก้าอีี้นั่นแหล่ะ.... แต่มันก็ยังห่างไกลเกินไปอยู่ดี

ไม่ทันจะขึ้นท่อนฮุคอีกรอบ ไกด์นำทัวร์ก็ทำลายความหว่องนั้นลงอย่างง่ายดาย

"เอาล่ะค่ะ ทุกท่าน ตอนนี้เรามาถึงร้านอาหารที่จะเราจะมาทานมื้อเที่ยงกันแล้วนะคะ"

โดยไม่รู้ตัว ภาพอาคารใหญ่โตของอมาเลี่ยนบอร์กหายไปแล้ว กลายเป็นบ้านขนาดย่อม มีลานข้างๆ ซึ่งกว้างพอให้นั่งตากอากาศอันหนาวเหน็บ ล้อมด้วยรั้วเตี้ยๆ ดูเหมือนที่อยุ่อาศัยแถบชานเมืองมากกว่าจะมาอยู่กลางเมืองเช่นนี้

ไกด์นำทัวร์อธิบายต่อไปว่า ที่นี่คือ ร้านอาหารที่เราจะมาทานมื้อกลางวันกัน เป็นร้านของคนไทย ที่มาทำงานอยู่ที่นี่ แต่ร้านนี้ไม่มีอาหารไทย มีแต่อาหารเดนนิชท้องถิ่นล้วนๆ ที่สำคัญคือวันนี้พิเศษมากๆ เพราะทางทัวร์ได้นัดแนะกับทางร้านให้ทำเมนูอาหารพิเศษ ที่ปกติจะหาทานยากมาก แค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่ครั้งนี้ร้านจะทำให้เป็นพิเศษเพื่อกรุ๊ปนี้โดยเฉพาะ

ฟังดูน่าตื่นเต้นดี เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ ทะลุหูฟังที่ยังเปิดเพลงวนเวียนอยู่ รถจอดสนิท เราลุกออกจากที่นั่ง เดินลงจากรถด้วยจิตใจที่ยังไม่สมประดี เอาเข้าจริง คนเราควรเก็บความหว่องไปนั่งหว่องที่บ้านน่าจะดีกว่านะ ไหนๆ มาเที่ยวทั้งที เราพยายามคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเข้าไปนั่งในร้าน

(เสียดายที่ storylog ไม่สามารถเอารูปมาใส่แทรกในเอนทรี่ได้ ไม่งั้นจะโพสต์รูปบรรยากาศร้านให้ได้ชมกัน)

ในร้านบรรจุไปด้วยชาวไทยนับสามสิบสี่สิบชีวิต ที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะได้ทานอะไรพิเศษอย่างที่ไกด์เขาว่า แต่ไม่ถึง 10 นาที เมนูที่ว่านั้นก็มาถึงโต๊ะ พอเชฟเปิดฝาครอบออกเท่านั้นแหล่ะ

"เดี๋ยวนะ นี่มันหมูย่างนี่หว่า" พี่ที่เป็นหัวโจกประจำโต๊ะอุทานขึ้นในครั้งแรกที่เห็น ใช่ครับ ภาพที่อยู่ตรงหน้าเราก็เช่นกัน เราไม่ปฏิเสธเลยว่า เราเห็นครั้งแรก เราก็มองว่ามันเป็นหมูย่างที่ผ่านการสไลด์แผ่นบาง ราดน้ำราดนิดหน่อย ซึ่งดูธรรมดาเอามากๆ หมูย่างเมืองตรังยังดูรบเร้ากะเพาะได้มากกว่านี้อีก

เชฟชาวเดนนิช ผู้ไม่เข้าใจภาษาไทยยังยืนยิ้มกว้างอยู่ เขาบอกต่อมาว่าเมนูนี้ ในประเทศเขาเรียกว่า Flæskesteg... 

ไอ้ครั้นจะขอให้พูดให้ฟังอีกทีก็ไม่เอาดีกว่า เพราะฟังครั้งไหนก็ไ่น่าจะฟังออก ว่าแล้วก็กินมันเลยดีกว่า ไอ้หมูย่างราดน้ำราดเนี่ย

คุณครับ คุณเคยได้ยินประโยคทำนองว่า อย่าตัดสินหนังสือจากปก บ่อยๆ ใช่มั้ย คราวนี้เราก็จงอย่าตัดสินหมูย่างจากหมูย่างที่เคยเจอมาในอดีตเลยครับ

เพราะทันทีที่เอาเข้าปาก เราถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ เพราะที่เห็นเป็นหนังกรอบๆ ที่ท่าทางจะเลี่ยนแน่ๆ แท้จริงแล้ว เขาใช้น้ำผึ้งอบให้มันกรอบและหวานในเลเยอร์เดียวกัน อันนี้ลิ้นส่วนต่อมรสหวานสันนิษฐานมา

แล้วพอความหอมหวานนี้ไปรวมเข้ากับเนื้อหมู โอโห้...อะไรที่สบประมาทไว้นี่ต้องขออภัยมา ณ จุดๆ นี้ เลยทีเดียว

โดยไม่รู้ตัวอีกแหล่ะ เจ้าหมูย่างอบน้ำผึงที่ว่า ก็ละลายหายไปจากจานภายในไม่ถึงสิบนาที เป็นสิบนาทีที่ทำลายความหว่องจนหมดสิ้น ทำเอาต่อมอยากรู้ทำงานพร้อมกับต่อมอยากอาหาร ตองพึ่งพาวิกิพีเดียวานบอกอีกครั้ง ว่าไอ้เมนูที่เรียกยากๆ เมนูนี้มันยังไง

Flæskesteg หรือเรียกง่ายว่า หมูกรอบ, หมูย่างเดนนิช เป็นเมนูอาหารพื้นถิ่น ที่มีความนิยมจากสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อเตาอบถ่านไม้สามารถผลิตได้มากขึ้น ทำให้ทุกครอบครัวเดนมาร์กมีเตาอบที่ว่านี้ใช้อย่างแพร่หลาย ประกอบกับความนิยมในเมนูหมู ที่เอามาทำอะไรก็ถูกปากเดนนิชชนไปเสียหมด ทำให้ชาวเดนนิช คิดจะทำหมูย่างเพื่อฉลองเทศกาลคริสต์มาส (เหมือนอเมริกันชนอบไก่งวงฉลองวันขอบคุณพระเจ้า)

ชาวเดนมาร์กจะเลือกเอาหมูติดหนัง มากรัดให้เป็นรอยเพื่อทาเกลือให้ละลายเข้าไปตามซอก บางบ้านก็เอาน้ำผึ้งมาทาซ้ำให้หอมหวาน แล้วเอาเข้าตู้อบ แต่ละบ้านก็จะมีวิธีพิเศษที่ต่างกัน เช่นเอาผักมาโปะด้านบนแล้วอบ เพื่อเพิ่มกลิ่น หรือจะอบซ้ำหลายๆ รอบ เพื่อทำให้หมูไม่ฉ่ำเกินไป

ปัจจุบัน Flæskesteg หาทานยากมาก แม้ในหมู่ชาวเดนนิชเอง จะมีช่วงเทศกาลคริสต์มาสเท่านั้นที่ได้ทานกัน และไอ้หมูย่างที่อยู่ในท้องเราตอนนี้แหล่ะ ที่มันเลอค่าเกินกว่าจะมองว่ามันเป็นหมูย่างธรรมดา

เป็นหมูย่างที่ made my day จริงๆ 

เมื่อเราเริ่มอิ่ม เราสำรวจมองรอบข้าง ประหนึ่งล็อกเป้าไว้แล้ว เรามองดูเธอที่กำลังบรรจงทิ่มเนื้อหมูส่วนสุดท้ายในจาน เข้าปากอย่างปราณีต ดูเธอจะตื่นเต้นกับมันมากไม่ต่างจากอมาเลี่ยนบอร์ก จนบางครั้งก็นึกสงสัยว่า มีอะไรบ้างที่เธอจะไม่ตื่นเต้น

หรือในทางกลับกัน เธอจะยินดีกับสิ่งสร้างธรรมดาเช่นเราหรือไม่

ทุกคนเดินออกจากร้านด้วยอาการอิ่มเอม เราเดินอยู่ท้ายแถวของกรุ๊ป พลันนึกถึงสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในมื้อนี้ เรามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ยังคงสดใสตามหน้าที่ของมัน 

ท้องฟ้าและก้อนเมฆ ไม่ได้ทำหน้าที่เยียวยาจิตใจใครหรอก

มันก็แค่เป็นตัวของตัวมัน แล้วเราก็ชื่นชมที่มันเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ ต่างหากล่ะ

เหมือนที่หมูย่างที่ดูเหมือนจะธรรมดาในมื้อนี้ ที่ได้บอกอะไรเราผ่านปลายลิ้นสัมผัสนั่นแหล่ะ.
SHARE
Writer
Damansky
try to write.
เราสนุกกับการเขียน สนุกกับการวาด และพยายามจะทำให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่ดีสำหรับผู้ผ่านมาแวะเยี่ยม. พบปะ พูดคุย ณ สวนหลังบ้านของมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กได้ที่ www.facebook.com/damanskypage/

Comments