เมื่อทั้งชีวิตถูกทำให้กลายเป็นเกม
   
  เป็นอีกเช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับกิจวัตรแย่ๆ คือหยิบโทรศัพท์จากหัวเตียงขึ้นมาเปิดดูเฟซบุคเป็นสิ่งแรก 
  
1. 
   เจอสเตตัสของเพื่อนคนหนึ่ง บอกเล่าถึงความว้าวุ่นใจในเรื่องชีวิตและการงานของเพื่อนฝูงที่กำลังอยู่ในวัย 30-40-50 อันเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเป็นปรากฏการณ์
   เลื่อนลงมาเจอสเตตัสของเพื่อนอีกคนหนึ่ง แสดงความเห็นต่อฟุตบอลยูโรนัดสุดท้าย เมื่อสิ้นสุดการแข่งขันแล้ว นักเตะฝรั่งเศสก็ยังต้องยืนร่วมอยู่ในสนามในฐานะของผู้แพ้
   เลื่อนลงมาเจอสเตตัสของเพื่อนอีกคนหนึ่ง เป็นการแชร์บทความจากเว็บข่าวต่างประเทศ วิเคราะห์เกมโปเกมอนโกที่กำลังฮิตอย่างละเอียดยิบด้วยแง่มุมทางวิชาการลึกซึ้ง
   เลื่อนลงมาเจอเพื่อนอีกคนถ่ายเซลฟี่ตัวเองกับรถยนต์หรูหรา ... เพื่อนอีกคนถ่ายเซลฟี่ในต่างประเทศ ... เพื่อนอีกคนกำลังเริ่มงานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่าเดิม ... เพื่อนอีกคนมีลูกเรียนเก่งได้รับรางวัล ... เพื่อนอีกคนโพสต์ด่าเพื่อนอีกคนแบบลอยๆ ว่าไร้มารยาทในการแสดงความเห็นในโพสต์ที่แล้ว ... เพื่อนอีกคนโพสต์ด่านักการเมืองในข่าวว่าเสแสร้งแสดงตนเป็นคนดี ...
   และเพื่อนอีกคนโพสต์บ่นว่าตัวเองกำลังสิ้นหวัง อยากจะฆ่าตัวตาย ...
   ผมเชื่อว่านี่เป็นสภาวะทางจิตใจแบบใหม่ ที่เรากำลังเผชิญร่วมกันอยู่ มันเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น จากการที่เรามีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยเกินไป เราสื่อสารกันมากเกินไป และรวดเร็วเกินไป เราได้นำผืนผ้าของโซเชียลมีเดียออกมากางออก แล้วแผ่มันลงมาครอบคลุมบนทุกๆ มิติของชีวิต
   อย่างน้อยๆ 2-3 ชั่วโมงในช่วงเช้าของแต่ละวัน เราหมดไปกับการเลื่อนหน้าจอขึ้นลง แวะพักเพื่อกดไลค์บ้่าง คอมเมนต์บ้าง แค่นี้ก็รู้สึกเหนื่อยล้่าหมดเรี่ยวแรง ยังไม่นับถึงรถติดยาวเหยียดในเช้าวันทำงาน ที่เราจะต้องฝ่าฟันเร่งรีบไปให้ถึงออฟฟิศ เพื่อจัดการเก็บกวาดงานการที่กองพะเนินรออยู่ที่บนโต๊ะ และยังไม่นับถึงการสไลด์หน้าจอในระหว่างวัน ตลอดทั้งวัน ทุกที่ ทุกเวลา
   ชีวิตประจำวันจึงดำเนินไปด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจ ว่าทำไมมีผู้คนรอบตัวเยอะแยะไปหมด โดยที่เราวิ่งตามใครเขาไม่ทัน เรื่องนั้นก็ยังไม่รู้ เรื่องนี้ก็ยังไม่เข้าใจ พอกำลังจะวิ่งทันเพื่อนคนหนึ่ง เพื่่อนอีกคนก็วิ่งแซงไปอีกทาง
   ลองนึกถึงชีวิตในแบบเมื่อก่อน ตอนที่เราตื่นเช้าแล้วเจอแค่คนในครอบครัวเพียงไม่กี่คน มีหนังสือพิมพ์สักฉบับ เปิดทีวีทิ้งไว้สักช่อง กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัวออกไปเรียน เจอเพื่อนร่วมห้องเพียงไม่กี่สิบคน นับเพื่อนสนิทในวงของเราเพียงแค่เท่าจำนวนนิ้วมือ เสร็จแล้วก็กลับบ้าน เจอคนในครอบครัวกลุ่มเดิม มีทีวีที่เปิดทิ้งไว้เหมือนเดิม ถึงดึกดื่นแล้วก็เข้านอน
   ชีวิตตอนนั้นก็นับว่ายากเย็นแล้ว ชีวิตตอนนี้จะยิ่งยากขึ้น เพราะเรามีเพื่อนมากเกินไป และเรามีการสื่อสารที่มากเกินไป
   ข้อมูลข่าวสารถักทอเข้าด้วยกันกลายเป็นร่างแห เมื่อมีจำนวนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ร่างแหก็จะมีตาถี่มากขึ้น จนกลายเป็นผืนผ้าเนื้่อเนียนเรียบไร้รอยต่อ ครอบคลุมลงมาทาบทับบนชีวิตประจำวันของเรา ผ่านทางการใช้งานโซเชียลมีเดียชนิดต่างๆ กลายเป็นชีวิตที่มีเลเยอร์หลายชั้น มีตัวตนหลายตัว มีพื้นที่และเวลาหลายมิติ ซ้อนทับและดำเนินไปพร้อมกันตลอดเวลา 
  
2. 
   ลองนึกเปรียบเทียบกับเกมกีฬาอเมริกันฟุตบอล ถ้าใครเคยดูหนัง Jerry Maguire ก็น่าจะจำฉากที่ คิวบา กู้ดดิ้ง จูเนียร์ ในบทนักอเมริกันฟุตบอล พูดกับ ทอม ครูซ ในบทเอเย่นต์นักกีฬา ว่า Show Me The Money !! Show Me The Money !!
   การถ่ายทอดเกมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินไปพร้อมๆ กัน ของการแข่งขันบนสนาม และการประมวลผลข้อมูลข่าวสารมากมายมหาศาล
ในสนามนักกีฬาจะแข่งขันกันไป โดยนอกสนาม ผู้กำกับรายการและนักพากย์กีฬา และคอยนำข้อมูลเก่าๆ ของนักกีฬาแต่ละคนมาบอกเล่า เมื่อควอเตอร์แบคขว้่างลูกออก หรือปีกวิ่งไปรับลูกไม่ทัน หรือตัววิ่งถูกแท็กเกิ้ลล้มลง นักฟุตบอลทั้งสองทีมต้องมาตั้งแถวกันใหม่ การแข่งขันสะดุดหยุดลงตลอดเวลา แต่การดูอเมริกันฟุตบอลทางทีวีกลับไม่น่าเบื่อ เพราะจะมีข้อมูลข่าวสารมหาศาลของนักกีฬาออกมาฉายคั่นเวลา คนนี้เทิร์นโปรมากี่ปี สถิติการวิ่งได้กี่หลา สถิติการขว้างได้ระยะเท่าไร สถิติการรับลูกได้กี่ครั้ง สถิติการทำทัชดาวน์ได้กี่ครั้ง ฯลฯ
   Show Me The Money !! ในหนัง Jerry Maguire ก็หมายถึงความสามารถในการแปรข้อมูลสถิติการเล่น ออกมาเป็นมูลค่าตัวเงินค่าตัวนักกีฬา ชีวิตของนักกีฬาจึงมีสองเลเยอร์ดำเนินคู่กันไป คือในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง กับในฐานะข้อมูลสถิติการเล่น
   สนามอเมริกันฟุตบอลก็มีสองเลเยอร์ที่ดำเนินคู่กันเช่นกัน คือเป็นพื้นที่และเวลาจริงที่มีนักกีฬาแข่งขันกันอยู่ และพื้นที่และเวลาของข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกจัดเก็บและประมวลผลไว้อย่างครอบคลุมไร้รอยต่อ กล้องนับร้อยจับภาพนักกีฬาทุกคน ทุกแง่มุม คอมพิวเตอร์ทันสมัยคอยตรวจจับความเคลื่อนไหว นับสถิติ ประมวลผล แล้วแปรมันออกมาเป็นตัวเลขที่ระบุมูลค่าเป็นตัวเงิน 

3. 
   ผมคิดว่าโลกเราทุกวันนี้เป็นเหมือนสนามอเมริกันฟุตบอลเข้าไปทุกทีๆ และทั้งชีวิตของพวกเรา ก็เป็นเหมือนดั่งเกม
   ในยุคสมัยที่ทุกมิติในชีวิตประจำวันของเรา ถูกแปลงเป็นข้อมูลข่าวสาร มันถูกบันทึก จัดเก็บ ประมวล ประเมิน และนำเสนอตีแผ่ออกมาให้เห็นเปรียบเทียบกันในโซเชียลมีเดีย
   สถานการณ์แบบนี้บีบให้เราทุกคน ต้องแข่งขันกันเองในทางใดทางหนึ่ง ผ่านการใช้ชีวิตทุกอย่าง การทำงาน ชื่อเสียง เงินทอง รูปร่างหน้าตา สุขภาพ อาหารการกิน ช็อปปิ้ง ครอบครัว ความสุข ความทุกข์ ฯลฯ
   ไม่ต่างจากนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ทุกวันนี้เราแข่งขันกันแชร์ข้อมูลข่าวสารกันในเฟซบุค ว่าเราทำงานกันมากี่ปี มีผลงานอะไรบ้าง ความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน มีเงินมากน้อยแค่ไหน กินข้าวหรูหราแค่ไหน ขับรถราคาแพงแค่ไหน ไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยแค่ไหน
   แล้วแปรมันออกมาเป็นตัวเลขที่ระบุมูลค่าในเชิงปริมาณได้ชัดเจน คือจำนวนไลค์ จำนวนวิว จำนวนคอมเมนต์ หรือถ้าใครทำงานเป็นแอดมินแฟนเพจ ก็ต้องถูกประเมินด้วยจำนวนรีช ออร์แกนิกรีช หรือคุณจะซื้อบูสต์โพสต์กี่บาทๆ ก็ว่ากันไป
   เฟซบุคแปลงชีวิตของเราให้กลายเป็นเกมง่ายๆ มีกฎกติกาโง่ๆ แค่ว่าใครได้ไลค์มากกว่าชนะ แล้วเราก็มานั่งสไลด์หน้าจอง่อยๆ กันทุกเช้า ลากต่อกันไปตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเข้านอน จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเฟซบุคไม่มีปุ่มให้ dislike เพราะระบบการใช้คะแนน จะต้องเป็นไปในแบบวงเกลียวเชิงบวก เพื่อยุยงส่งเสริมให้คนเข้ามาใช้เวลากับมันมากขึ้นเท่านั้น
   แอพพลิเคชั่นอื่นๆ ที่เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างสูง ในรอบหลายปีที่ผ่านมา มักจะมีลักษณะร่วมกันประการหนึ่ง คือการสร้างสภาพการใช้งาน ให้ควบคู่ไปกับการเล่นเกม หรือ Gamification มีการให้ถ้วยหรือโทรฟี มีการจัดอันดับผู้ใช้งานในรูปแบบต่างๆ เปิดเผยสถิติ จับคู่ เปรียบเทียบ อวดโอ่ โชว์ผลงาน ฯลฯ
   เกมโปเกมอนโกก็เป็นอีกตัวอย่างของแอพฯ ที่ประสบความสำเร็จด้วยวิธีการ Gamification โลกแห่งความจริงถูกซ้อนทับลงมาด้วยโลกของโปเกมอน โครงเรื่องเล่าเกี่ยวกับการออกเดินทาง แสวงหา และสะสม สอดคล้องกับโลกทุนนิยมและบริโภคนิยม
   เขาให้เราออกเดินทางตามหาตัวโปเกมอน เพื่อเอาข้อมูลพิกัดสถานที่ไปใช้งานทางธุรกิจแบบฟรีๆ โดยเราได้รับถ้วยรางวัลในเกมกลับมาเป็นการตอบแทน
   นอกจากโปเกมอนโก เรายังแข่งกันรีวิวโรงแรม แข่งกันรีวิวร้านอาหาร แข่งกันรีวิวหนังสือ แข่งกันวิ่งมาราธอน แข่งกันถ่ายรูป แข่งกันถ่ายวิดีโอ แข่งกันเขียนสเตตัส แข่งกันเปิดเผยเรื่องส่วนตัว ฯลฯ
   เราเสพติดแอพฯ ที่เหมือนเกมพวกนี้ เพราะว่าสารเคมีแห่งความสุขในสมองจะหลั่งออกมา เมื่อมันให้รางวัลตอบแทนแบบทันทีทันใด เหมือนกับเมื่อก่อนตอนเราเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เช่น เมื่อเราเห็นแท่งสี่เหลี่ยมหล่นมาลงล็อกพอดี แต้มดับเบิ้ลเพิ่มเป็นสองเท่า หรือเมื่อเรายิงนกไปหมูแล้วบ้านถล่มลงมาราบคาบ
   ทุกวันนี้ สารเคมีแห่งความสุขหลั่งออกมาเมื่อเราได้โปเกมอนมากขึ้น แสวงหาและสะสมถ้วยรางวัลมากกว่าเพื่อน ได้ระยะทางการวิ่งที่ไกลกว่าเพื่อน หรือเมื่อเราแสวงหาและสะสมไลค์ได้มากขึ้น รีชมากขึ้น คอมเมนต์มากขึ้น
   ชีวิตที่กลายเป็นเกมแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดแล้ว เราจะหลงลืมตัวตนจริงๆ ไปเลย ว่าความต้องการที่แท้จริงของตัวเราเองคืออะไร ชีวิตจริงๆ ของเราคือใคร ทั้งชีวิตกลายเป็นการแข่งขัน การเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่น
   เราอยากวิ่งเพื่อไต่อันดับในแอพฯ หรือว่าเราอยากวิ่งจริงๆ เราอยากกินกาแฟที่ร้านเปิดใหม่เพื่อถ่ายภาพลงอินสตาแกรม หรือว่าเราอยากกินจริงๆ เราอยากไปสถานที่นั่นสถานที่นี่เพื่อจับโปเกมอน หรือว่าเพราะเราอยากไปจริงๆ ฯลฯ ความต้องการ
   ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์ของ Gamification ดำเนินต่อเนื่องมา พวกเราได้ออกเดินทางไปตามเส้นทางของด่านต่างๆ ด่านแล้วด่านเล่า ผมคิดว่าจุดสุดยอดของเกมนี้ ด่านสุดท้ายของเกมนี้ ก็คือการยอมฆ่าตัวตายจริงๆ เพื่อจะชนะในเกม
   กรณีของเด็กผู้หญิงที่เรียกร้องความสนใจจากเพื่อนในโซเชียลมีเดีย ด้วยการประกาศว่าจะฆ่าตัวตาย เสร็จแล้วเพื่อนๆ ก็กลับมายุให้เธอลงมือทำ แล้วในที่สุดเธอก็ฆ่าตัวตายจริงๆ
   หรือในกรณีที่อันธพาลเน็ตไอดอล แสดงการไลฟ์ ถ่ายทอดสดการยิงหัวตัวเอง ที่น่าตลกคือ หลังจากนั้นอีกวันต่อมา นายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ออกมาพูดกับนักข่าวว่า คนไทยไม่ค่อยสนใจตัวเอง แต่สนใจข่าวเน็ตไอดอลที่ฆ่าตัวตายมากกว่า
   นี่มันแสดงให้เห็นชัดเจน ว่าจุดมุ่งหมายของเกมในโลกออนไลน์ ได้กลายมาเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตจริงอย่างสมบูรณ์แบบ และยิ่งกว่านั้น มันกลายเป็นจุดมุ่งหมายของนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาลนี้เสียด้วยซ้ำ
   เกมคอมพิวเตอร์แบบเดิมนั้นเรายังพอมองออกว่าเป็นแค่เกม แต่ Gamification ในแอพฯ ต่าง และในโซเชียลมีเดียที่เราเล่นกันทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา เป็นสิ่งที่ลวงตาเราจนมองออกไปจากเกมนี้ไม่ได้ ทุกอย่างเป็นจริงเป็นจัง คู่แข่งมากมายที่เราต้องเอาชนะ มีจุดหมายอีกแสนไกลที่เราจะต้องเดินทาง แสวงหา และสะสม 
  
4. 
   ผมไม่แปลกใจที่เพื่อนคนหนึ่ง เขียนสเตตัสถึงความว้าวุ่นใจในเรื่องงานของคนกลุ่ม 30-40-50 ปี โดยเฉพาะคนทำงานในด้านสื่อมวลชน เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ดิจิตอลเนทีฟ หน้าที่การงานของพวกเขากำลังถูกดิจิตอลเข้ามาบุกรุก ชีวิตประจำวันของเขาจะต้องเปรียบเทียบกับเพื่อนมากมาย
   จึงแน่นอนว่าจะต้องว้าวุ่นใจกับจำนวนเพื่อนและจำนวนข้อมูลข่าวสารมากมายมหาศาล ตัวเองไม่ดีพอ ไม่เร็วพอ ไม่เก่งพอ กลายเป็นผู้แพ้ในโลกยุคดิจิตอล ที่ทำได้แค่เฝ้ามองดูเพื่อนคนอื่นดีกว่า เก่งกว่า เร็วกว่า แป๊บๆ ก็เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ แป๊บๆ ก็เห็นคนอื่นได้ไลค์ ได้คอมเมนต์มากมาย
   มันง่ายมากในโลกยุคนี้ที่เราจะกลายเป็นผู้แพ้ แค่เผลอนอนหลับหน้าจอทีวีไปไม่กี่ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาเห็นเพื่อนโพสต์สเตตัสคมๆ ฉลาดๆ เกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลนัดเมื่อคืน แล้วได้ไลค์และคอมเมนต์ไปมากมาย โดยที่ตัวเองไม่มีอะไรจะมาโพสต์แข่ง
   แค่นี้ก็แพ้แล้ว ... สำหรับคนที่ไม่เข้าใจชีวิต และไม่มองโลกตามความจริงของมัน ว่าแท้ที่จริงแล้วนี่มันแค่โลกออนไลน์ แค่โซเชียลมีเดีย แค่เกม แค่ Gamification แบบหนึ่ง
   เมื่อวานน้องฝึกงานที่ออฟฟิศสองคนมานั่งคุยกันกับผมอยู่นาน ผมพบว่า ไม่ใช่แค่คนอายุ 30-40-50 เท่านั้นที่จะว้าวุ่นกับชีวิตและการงานเพราะโซเชียลมีเดีย เด็กวัยรุ่นอายุก่อน 20 ที่เกิดมาพร้อมกับดิจิตอล เปิดรับข้อมูลข่าวสารจากหน้าจอโซเชียลมีเดียตลอดทั้งวัน ขนาดพวกเขาเองก็วิ่งตามโลกดิจิตอลไม่ทันเหมือนกัน
   น้องบอกว่า เพื่อนคนอื่นดูเก่งไปหมด รอบรู้ไปหมด ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ กันหมด เหลือพวกเขาที่กำลังเรียนจบและต้องเริ่มต้นชีวิตทำงาน โดยไม่รู้ว่าจะโตไปเป็นอะไร
   นอกจากการเปิดอ่านเฟซบุคทั้งวัน เพจโน้นเพจนี้ สำนักข่าวออนไลน์ นักคิด นักเขียน อินฟลูเอนเซอร์ ซีเลบริตี้ เน็ตไอดอล ฯลฯ โดยคิดว่าข้อมูลข่าวสารมากมายในนั้น จะช่วยให้เขาเก่งขึ้นแบบนั้นบ้าง
   ผมบอกพวกเขา ว่าผมเองก็เลิกตามอ่านโพสต์เร็วๆ เยอะๆ พวกนั้นมานานแล้ว เพราะรู้แล้วว่ามันยิ่งทำให้เราว้าวุ่น วันทั้งวันหมดไปกับการวิ่งไล่ตามรู้เรื่องราวโน่นนี่ ที่เพียงแค่อีกวันผ่านไป มันก็ถูกลืมเลือนไม่มีใครพูดถึงอีก
   ช่วงหลังๆ มานี้ ผมพยายามปิดหน้าจอเฟซบุค ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเปิดรับข้อมูลข่าวสารที่ช้าลง และมีคุณภาพมากขึ้น ดูหนังดีๆ ฟังเพลงดีๆ อ่านหนังสือดีๆ ออกไปนัดเจอเพื่อนฝูง ทำงานอาสาสมัคร ทำงานอดิเรก ดูแลพ่อแม่ ลงมือทำอะไรในโลกแห่งความจริงที่มันมีคุณค่าต่อคนอื่นที่เป็นคนจริงๆ
   ผมบอกพวกเขาว่า วิธีเดียวที่เราจะหยุดความว้าวุ่นใจ ในโลกที่น่าวิงเวียนเช่นทุกวันนี้ คือการที่เราเริ่มต้นลงมือทำงานอะไรสักอย่าง ทุ่มเทอย่างจริงจัง สำหรับผม คือการเขียนหนังสือ
   เพราะว่าจุดหมายที่แท้จริงของเราอยู่ข้างนอกนั่น ไม่ใช่ในเกม
   และเรามีชีวิตจริงๆ อยู่ข้างนอกนั่น เรานั่งรถเมล เรากินข้าวข้างถนน และเราทำงานที่เราเองมองเห็นคุณค่าในตัวมันเอง ด้วยตัวเราเอง ไม่ต้องไปแข่งกับใคร เพราะชีวิตเราไม่ใช่เกม 
   
SHARE
Writer
Wutthichai_K
Writer, Editor
นักเขียน บรรณาธิการนิตยสาร สนใจเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย สื่อใหม่ วัฒนธรรมร่วมสมัย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

Comments

HoneySeason
3 years ago
เดี๋ยวนี้ก็เปิดเฟสน้อยลงเหมือนกัน รู้สึกว่ายิ่งเลื่อนฟีดพวกนั้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งฟุ้งซ่านมากเท่านั้น
Reply
SBPA
3 years ago
เกิดการเปรียบเทียบกัน บางทีก็คิดนะ ทำให้เป็นการสร้างหน้ากากเข้าหากันมากขึ้นหรือป่าว ตอนนี้ลามไปถึงเด็ก ๆ แล้ว
Reply
judtem
3 years ago
จริงครับ ชีวิตเราก็วนเวียนอยู่เท่านี้
Reply
Lamiel
3 years ago
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ และข้อเตือนใจค่ะ
Reply
Burr
2 years ago
เราเองเป็นคนหนึ่งที่เบื่อกับการตามกระแสหน้าฟีดส์จนบางทีปิดเฟสหนีไป แต่ไม่กี่วันก็กลับมาเล่นอีกเพราะความเคยชินบวกกับกลัวว่าถ้าพลาดข่าวแล้วจะคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง แต่มาเจอบทความนี้แล้วรู้สึกว่าคงไม่ลังเลแล้ว ขอออกไปอยู่กับโลกจริงกับคนตรงหน้าดีกว่า
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะ
Reply