ใครจะรวย จะจน ทำไมต้องสนใจด้วย?
1.

“ก็อาจจะเป็นแค่หมาที่เห่าเครื่องบิน แต่อยากให้เธอได้ยินข้อความข้างใน” บทเพลง “หมาเห่าเครื่องบิน” ของวงโลโซ ที่เปรียบผู้ชายคนหนึ่งเป็นหมาและผู้หญิงเป็นเครื่องบิน เนื้อหาของเพลงเปรียบเทียบว่าทั้งสองมีสถานะที่ห่างกันไกลกันมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่หญิงสาวผู้สูงศักดิ์บนฟ้าจะมาหลงรักผู้ชายที่ต้อยต่ำบนพื้นดิน

ตั้งแต่เด็กจนโต ผมรับรู้เรื่องราวความรักของชายหญิงที่มีฐานะแตกต่างกันผ่านสื่อต่างๆอยู่เสมอ ทั้งเพลง ละคร หนัง ลิเก ฯลฯ ซึ่งฐานะก็สลับกันไป พระเอกจน-นางเอกรวย นางเอกรวย-พระเอกจน

เรื่องแบบนี้คนส่วนใหญ่เข้าถึงง่าย แถมยังสะท้อนชีวิตจริงในสังคมได้อย่างชัดเจน คนดูที่เป็นชนชั้นล่าง หรือชนชั้นกลาง ดูแล้วก็อินและแอบใฝ่ฝันว่า เมื่อไหร่นะเราจะเจอคนรักที่เป็นคนรวยแบบในละครบ้าง

ในละครถึงแม้ว่าฐานะแตกต่างกัน แต่ตอนจบพระเอกนางเอกมักจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ในโลกความเป็นจริง คนรวยกับคนจนอาจจะไม่ได้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขแบบในละครก็เป็นได้

2.

“คนจนขี้เกียจเอง” “ชาติก่อนเขาคงมีกรรม ทำให้ชาตินี้เกิดมาจน” ความคิดที่หลายอาจจะนึกถึง เมื่อพูดถึงคนจน หรืออาจจะคิดว่า เราโชคดีเกิดเป็นชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูงแล้ว ทำไมต้องไปสนใจคนจนด้วย ไม่ใช่เรื่องของเราเลย

คนรวยก็รวยแล้วรวยอีก คนจนก็จนอยู่แบบนั้น อาจดูเป็นเรื่องปกติ เพราะคนรวยก็มักจะส่งต่อความรวยไปให้ลูกหลานของพวกเขาอยู่แล้ว ส่วนคนจนก็จนกันตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลาน

สาเหตุของความเหลื่อมล้ำก็มีหลายอย่างครับ เรื่องการถือครองที่ดินที่แน่นอนอยู่แล้วว่า คนรวยก็มีเงินซื้อที่ดินได้มากขึ้นเรื่อยๆ หรือการที่บริษัทใหญ่ๆมีทุนเยอะ ก็สามารถลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลกำไรได้สูง นอกจากนั้น ลูกคนรวยได้รับโอกาสที่ดีกว่า มีการศึกษาสูงแถมยังมีเงินทุนให้ทำธุรกิจได้ง่าย ถ้าเจ๊งก็ไม่เจ็บตัวเท่าคนจน 
“คนจนขี้เกียจเอง” คำๆนี้คงไม่เป็นความจริงไปเสียทั้งหมด เพราะต่อให้คนจนขยันแทบตาย ทำงาน 24ชั่วโมงต่อวัน ยังไงก็ไม่มีทางที่จะมีเงินเท่ากับคนรวยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลาน ยังไม่นับการศึกษาที่คนจนที่ไหนจะมีเงินไปเรียนสูงๆ แถมถ้าวันไหนป่วยขึ้นมา สวัสดิการพื้นฐานของประเทศเราก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร
 
ผมเองก็ไม่ใช่คนดีที่อยากให้โลกสวยงาม อยากช่วยเหลือคนจนทุกคนให้มีชีวิตที่ดี แต่เรื่องความเหลื่อมล้ำ ถึงเราจะเบื่อมัน และไม่อยากสนใจมันแค่ไหนก็ตาม แต่ตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคมนี้ ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำมันส่งผลกระทบถึงเราแน่ๆครับ

3. 
ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ส่งผลกระทบต่อเรา 3 ด้านด้วยกัน

เปล่าครับ ผมไม่ใช่คนคิดเอง แต่เป็นความคิดเห็นของอ.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ศึกษาวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม

ปัญหาด้านแรก คือ เรื่องเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนมันห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะส่งผลต่อคุณภาพแรงงานของประเทศ เพราะคนจนนั้นขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เมื่อคุณภาพของแรงงานต่ำ ประเทศก็มีโอกาสน้อยลงที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว

ปัญหาด้านที่สอง คือ ปัญหาด้านการเมือง เมื่อคนรวยกับคนจนมีฐานะต่างกันมากแล้ว ย่อมมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

คนรวยย่อมไม่อยากได้พรรคการเมืองที่มีนโยบายเรียกเก็บภาษีแพงๆ เพราะตนเองต้องเสียเงินเยอะ เพื่อนำเงินไปเลี้ยงคนจนผ่านสวัสดิการต่างๆที่รัฐบาลเป็นคนจัดการ

ส่วนคนจนก็อยากได้พรรคที่ให้เงินอุดหนุนเยอะๆ ชอบสวัสดิการที่รัฐนำภาษีมาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าคนรวยย่อมไม่พอใจแน่ๆ เพราะพวกเขาต้องเสียภาษีเยอะ

ความต้องการที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมอีกมากมายไม่รู้จบ

ปัญหาด้านที่สาม คือ ปัญหาด้านสังคม มีงานวิจัยหลายชิ้นได้บอกว่า ประเทศไหนที่มีความเหลื่อมล้ำสูง อาชญากรรมก็จะสูงตามไปด้วย

เพราะอะไร? 
เพราะคนจนและคนด้อยโอกาส เขาจะมีความรู้สึกผิดน้อยลงในการก่ออาชญากรรม เนื่องจากเขาคิดว่าตัวเองโชคร้าย โดนกระทำจากคนที่มีอำนาจ หรือ ไม่ได้รับความยุติธรรมจากสังคมที่เข้าข้างคนรวยมากกว่า ซึ่งเราก็มักจะได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆว่า คนรวยส่วนใหญ่ถ้าทำผิดแล้ว พวกเขาก็ไม่ค่อยได้รับการลงโทษเหมือนกับคนจน นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องนี้ยังสร้างผลกระทบในเรื่องกฏระเบียบของสังคมอีกมากมาย

นี่คือปัญหาหลักๆของความเหลื่อมล้ำในสังคม

4. ในเมื่อความเหลื่อมล้ำมันสร้างปัญหาให้เรามากมายขนาดนี้ แล้วจะแก้ไขอย่างไรดี?
คำถามที่ผมสงสัย เมื่อได้รับรู้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมันส่งผลกระทบถึงเราอย่างแน่นอน ซึ่งผมเองคงไม่มีปัญญาตอบ จึงค้นหาข้อมูลและไปเจอกับงานวิจัย “การเติบโตอย่างมีส่วนร่วมของไทย” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่ง อ. ธานี ชัยวัฒน์ และคณะ ได้ศึกษาหาวิธีการที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วยแนวคิด “การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Growth)”  

แนวคิดดังกล่าว เกิดจากการที่ธนาคารโลก (World Bank) คิดค้นแนวทางที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยใช้แนวทางการพัฒนาประเทศที่กระจายรายได้อย่างเท่าเทียมให้กับคนทุกกลุ่มในสังคม

สำหรับประเทศไทยนั้น งานวิจัยของอ. ธานี ชัยวัฒน์ พบว่ามีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 4 ด้านที่จะช่วยสร้างการเติบโตที่เท่าเทียม ได้แก่

ภาคการเงิน เปิดโอกาสให้คนจนได้รับเงินสินเชื่อเพื่อการประกอบการมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาการปล่อยเงินสินเชื่อมักจะให้แต่คนรวยเท่านั้น ซึ่งถ้าคนจนได้รับเงินสินเชื่อ ก็จะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเขา

ภาคแรงงาน สร้างหลักประกันในการทำงานให้แรงงานมีความมั่นคงในการทำงาน ผลักดันแรงงานเข้าสู่ระบบ มีประกันสังคมที่สามารถดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับแรงงานได้

ภาคการพัฒนา เน้นการพัฒนาให้สมดุลกันระหว่างเมือง กับ ชนบท ซึ่งถ้าหากเน้นแต่การพัฒนาเมืองแล้ว คนก็ต้องอพยพเข้ามาทำงานในเมืองเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอีกหลายประการ หากพัฒนาชนบทให้มีประสิทธิภาพแล้ว คนก็สามารถทำงานที่บ้านเกิดได้ ไม่ต้องเข้ามาเจอปัญหาในเมือง

ภาคการเมือง ควรมีนโยบายพัฒนาคุณภาพของ “คน” ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองในการพัฒนาประเทศ มากกว่าวิธีการให้เงินอุดหนุนคนจนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการพัฒนาคุณภาพของคน จะช่วยให้เขาสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรอรับเงินจากรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว

ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นเกี่ยวโยงกับปัญหาอื่นๆอีกมากมาย ผมเข้าใจดีว่าแนวทางทั้ง 4 ข้อนั้นเกิดขึ้นได้ยากมากในสังคม แถมยังต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ และถ้าทำได้จริงแล้ว คนรวยจะยอมให้คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือเปล่า? เพราะนั่นเท่ากับเขาต้องยอมแบ่งปันความมั่งคั่งของตัวเองให้กับคนจน

5. 
ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น ผมไม่ได้หวังว่าคนในสังคมจะมีฐานะเท่ากันหมด ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่อยากให้คนที่ขาดโอกาสมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่เขาควรจะได้รับบ้างไม่มากก็น้อย

เปล่าครับ ผมไม่ใช่พระเอกขนาดที่จะคิดถึงคนอื่นขนาดนั้น ผมเห็นแก่ตัวด้วยซ้ำ เพราะผมไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีความวุ่นวายจากความเหลื่อมล้ำ เช่น คนตกงาน มีโจรชุกชุม คนฆ่ากันเพราะขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจย่ำแย่ ฯลฯ และผมเพียงคนเดียวคงไม่มีความสามารถที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมได้ ที่ผมสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะหวังว่ามันจะช่วยให้ผมอยู่ในสังคมนี้ด้วยความเข้าใจมากขึ้น เข้าใจความแตกต่างของคนที่มีฐานะต่างกัน เข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่ได้รับโอกาสที่ดีเหมือนกับผม ความเข้าใจจะทำให้ผมไม่ตัดสินคนอื่นด้วยข้อมูลที่ผิด

ก็เท่านั้นเองครับ
--------------------  


ข้อมูลอ้างอิง 
หนังสือ New Economic Model สำนักพิมพ์ Way of Book
http://tdri.or.th/tdri-insight/inclusive-growth-new-development-model/ 

SHARE
Writer
Gosom
Learner
สนใจสังคม วัฒนธรรม การเมือง ภาพยนตร์ ดนตรี ฟุตบอล

Comments

nat_busters
3 years ago
วิเคราะห์ได้ดีเยี่ยมมากๆครับ
Reply
Gosom
3 years ago
ขอบคุณมากๆนะครับ จริงๆแล้วผมก็เล่าจากสิ่งที่อาจารย์เขาวิจัยกันมาแล้วครับ ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเลย

November30th
3 years ago
ชอบค่ะ เห็นด้วย
Reply
Gosom
3 years ago
ขอบคุณมากนะครับ