เหตุผลที่เราไม่ควรรู้จักไอดอล
เมื่อก่อน...เวลาผมอ่านหนังสือของใครหรือฟังเพลงอะไรแล้วชอบ ผมมักจะอยากรู้จักตัวจริงของนักเขียนหรือศิลปินคนนั้น ผมคิดว่าเขาต้องเป็นคนที่เจ๋งเอามากๆ แน่เลย เพราะขนาดผลงานของเขายังทำให้เราชอบได้ขนาดนี้ เขาก็น่าจะเป็นแบบอย่างในเรื่องอื่นๆ ให้เราได้เหมือนกัน

เวลาผ่านไป จนมี Facebook และผมได้ไล่ Add Friend พวกเขา ติดตามใน Fanpage หรือกระทั่งทุกวันนี้ที่ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับไอดอลของผมมากมาย มันทำให้พบบางอย่างว่า ผมไม่ได้ชอบ "ตัวจริง" ของคนที่ผมชอบ "ผลงาน" สักเท่าไหร่

ลองวิเคราะห์ดูแล้ว ผมพบว่าผลงานที่ผมชอบเหล่านั้นถูกเพาะบ่มมาอย่างพิถีพิถัน คิดหน้าคิดหลังอย่างถี่ถ้วน ฝนแล้วฝนอีกจนแหลมคม จนมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบชนิดที่เราได้อ่านได้ยินได้ฟังแล้วทำให้เชิดชูบูชาได้อย่างสนิทใจ จนทำให้ผมลิสต์พวกเขาเป็นหนึ่งใน "ไอดอล" ของผมเลยทีเดียว

แต่ชีวิตจริง พวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน ผู้ยังหิวข้าว ปวดขี้ มีอารมณ์ บางครั้งจมทุกข์ บางครั้งสุขสม บ้างขี้เมา บ้างเอาแต่ใจแบบไร้สติ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง "ดวงจันทร์" ที่ส่องสว่างสุกใสในค่ำคืน วันที่พระจันทร์เต็มดวงเพียงแค่เราแหงนหน้าขึ้นมองมัน เราก็จะพบกับความสวยอร่ามของมัน แต่หากเราเห็นภาพพื้นผิวแบบใกล้ๆ ในทีวีตอนที่ นีล อาร์มสตรอง เหยียบมัน เราก็จะพบว่ามันก็ไม่ได้สวยงามเท่าไหร่นี่นา ก็เป็นแค่ผืนดินลูกรังที่ดูไม่ต่างจากถนนในซอยแถวบ้านเลย

ผมเคยพยายามทำความรู้จัก "ตัวจริง" ของไอดอลมาแล้ว และพบว่ายิ่งรู้จักมากเข้าๆ มันยิ่งทำให้ผมเห็นแค่คนธรรมดาที่ถนัดเขียนหนังสือเฉยๆ เห็นคนธรรมดาที่ถนัดร้องเพลงเฉยๆ ถนัดแต่งเพลงเฉยๆ ถนัดเล่นดนตรีเฉยๆ แค่สังคมเรายกย่องสิ่งเหล่านี้เป็นงานศิลปะ และยกย่องคนเหล่านี้ว่าเจ๋งกว่าคนทั่วไป เจ๋งกว่าแม่ค้าขายข้าวโพดต้มที่ตลาด

เพื่อนผมคนหนึ่งมันเคยคลั่งไคล้นักเขียนชื่อดังคนหนึ่งมาก แต่พอมันได้รู้จักนักเขียนคนนั้นเป็นการส่วนตัวแล้ว มันกลับชอบนักเขียนคนนั้นน้อยลงเรื่อยๆ น้อยลงเรื่อยๆ และสักพักก็กลายเป็นความเฉยๆ และสุดท้ายมันก็เกลียดเขาที่ความคิดเห็นส่วนตัวของเขาในเรื่องเปราะบางของชีวิตไม่ตรงกับมัน

บางทีการพบกันระหว่าง "ผลงาน" กับ "ผู้เสพ" ก็เป็นอะไรที่สวยงามอยู่แล้ว มันเป็นระยะห่างของการรับรู้ที่ลงตัวดีอยู่แล้ว การพยายามทำให้มากกว่านี้ก็ไม่ต่างจากการเปิดฝาแท็งค์น้ำคูลเลอร์ที่เรากินตอนเรียนประถมแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยจิ้งจกและแมลงสาบ มันทำให้เราอยากจะอ้วกทั้งๆ ที่เราก็กินมันมาได้ตั้งหลายปี

ตัวหนังสือของเขาอาจสะกิดใจจนทำให้เราเลิกเหล้าได้
แต่ตัวจริงของเขาอาจนั่งร่ำสุรากับเพื่อนฝูงแทบทุกคืน
เสียงเพลงของเขาอาจทำให้เราบึ่งรถกลับบ้านไปกอดแม่
แต่ตัวจริงของเขาอาจทอดทิ้งให้บุพการีอยู่เพียงลำพังที่บ้านไร่ปลายนา

หากเราฝันจะเป็นแบบไอดอลของเราเพราะเราชอบในผลงานของเขา เก็บความฝันของเราไว้เถิด เพราะการมีฝันมันกระตุ้นให้เราอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมาได้ อย่าให้คนที่มาทำลายความฝันของเราคือคนๆ เดียวกับที่สร้างฝันให้เราเลย.


Photo: Krzysztof Puszczynski
SHARE
Writer
NickyPP
writer
มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง facebook.com/nickyppth

Comments

pierreris
3 years ago
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เก็บเพียงฉากหน้าไว้เป็นแรงบันดาลใจ อย่าให้ฉากหลังของเขามาทำเราผิดหวังเลย
Reply
NickyPP
3 years ago
กว่าคิดได้แบบนี้ผมก็เลิกซื้อหนังสือไปหลายคน ขายทิ้งซีดีไปหลายแผ่นแล้วครับ :D // ขอบคุณที่เปิดนะครับ
violetto_l3utpen
3 years ago
จริงที่สุด
Reply
NickyPP
3 years ago
ขอบคุณครับ ✌️
Rosertic
3 years ago
ฉากหน้าและความเป็นตัวตนที่อาจจะดูห่างไกล
Reply
NickyPP
3 years ago
^^