ชีวิตในกรุงมุ่งสู่วันที่ฝันไว้
บันทึกของปลายฟ้า   ตอนที่ 12

          ปลายฟ้าย้ายกลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพเป็นครั้งแรก ตลอดชีวิตราชการวนเวียนใช้ชีวิตในต่างจังหวัดที่แสนสุขสบายบางที่มีบ้านพักในที่ทำงาน บางที่ใช้รถแต่รถราไม่ติดเหมือนในกรุงเทพ ในแต่ละวันได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ผู้คนมีน้ำใจไมตรียิ้มแย้มต่อกัน มันไม่ง่ายนักกับการปรับตัวให้เข้ากับสังคมคนกรุงทั้งเพื่อนร่วมงานและผู้มาติดต่อ ความไม่เคยชินต่อความแออัดยัดเยียดทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา การตื่นเช้าฝ่าฟันรถติดเพื่อให้ทันเวลางานอีกทั้งความเป็นเด็กที่ยังมีประสบการณ์น้อยทำให้การทำงานที่ต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา แต่ก็ยังมีความโชคดีที่มีรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยงคอยสอนงาน ทำให้ปลายฟ้าต้องตักตวงความรู้เพิ่มเติมไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่การแอบฟังการสนทนาของรุ่นพี่กับผู้มาติดต่อที่นั่งโต๊ะข้างๆ ก็ได้ความรู้แบบครูพักลักจำ หลายครั้งที่ต้องเอาข้อมูลจากการสนทนาไปเปิดตำราหาคำตอบที่ถูกต้องให้กับตัวเอง การทำงานในกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่ายบริษัทที่มาติดต่อมีผู้ชำนาญการพร้อมชี้แจง และขอความเห็นจากเจ้าหน้าที่ ดังนั้นการทำงานต้องมีหลักการและจุดยืนมีความเป็นธรรมยอมรับฟังคำชี้แจงจากผู้มาติดต่อ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนได้ยอมรับในหลักการทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อทำเป็นประจำและทุกคนยอมรับมันกลายเป็นบารมีที่ติดตัวตลอดไปปลายฟ้ากลายเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุดในตำแหน่งเดียวกันของที่ทำงาน แต่เราต้องไม่ทำตัวให้เป็นภาระของรุ่นพี่ การรู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ ไม่ถามไปทุกเรื่องจนเป็นที่น่ารำคาญของรุ่นพี่ เราคิดเสมอว่าการเป็นมิตรกับผู้มาติดต่อการทำงานที่มีหลักการและเหตุผลคงไม่มีใครคิดร้ายต่อเรา แล้วชีวิตก็ได้เจอสิ่งนั้นสมเจตนาผู้ที่มาติดต่อราชการหลายคนกลายเป็นเพื่อนเป็นกัลยานมิตรจนถึงปัจจุบัน          
        ส่วนลูกได้ที่เรียนในโรงเรียนเอกชนคาทอลิคแห่งหนึ่งตามหนังสือขอความอนุเคราะห์ของเราเนื่องจากย้ายกลับเข้ามารับราชการในกรุงเทพ แม้ว่าในช่วงเวลานั้นมีการจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะในการเข้าเรียนมากพอสมควร สำหรับเราบริจาคตามกำลังศรัทธา ซึ่งจากสีหน้าของเจ้าหน้าที่ในวันมอบตัวลูกมองดูไม่เต็มใจนักกับยอดบริจาค แต่ต้องรับตามคำอนุมัติของท่านอธิการ นับว่ายังมีคุณธรรมในระบบการศึกษาอยู่บ้างสำหรับข้าราชการที่ย้ายกลับกระทันหันอย่างเรา ทำให้เด็กได้รับการศึกษาที่ดีและต่อเนื่องต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้  เมื่อทุกอย่างดูลงตัวปลายฟ้ากับสามีเริ่มเดินทางตามที่เราเคยฝันไว้ เรารวบรวมเงินเก็บเท่าที่มีตระเวนหาซื้อที่ดินใกล้บ้านเกิดเพียงเพื่อหวังว่าให้พ่อแม่พี่น้องมีอาชีพที่ยั่งยืน ตัวเองได้กลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายหลังลาออกหรือเกษียณอายุราชการ ในที่สุดเราได้ที่ดินสุดเขตจังหวัดลพบุรีติดต่ออำเภอศรีเทพของจังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ไกลบ้านเกิดมานัก ที่ดินต้องเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ เป็นที่ลาดติดเชิงเขาและเขตป่าไม้มีภูเขาล้อมรอบ เจ้าของเดิมปลูกมันสำปะหลังไว้ เมื่อตกลงทำสัญญาซื้อขายจ่ายเงินเรียบร้อย เราเพิ่มพัฒนาพื้นที่ด้วยการแบ่งเป็นสัดส่วนยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงเริ่มทำคันกักเก็บน้ำในพื้นที่ และขุดบ่อน้ำเพิ่มเติม ภายในพีื้นที่ถูกวางแปลนก่อสร้างคอกวัว แปลงปลูกหญ้า บ้านพักคนงาน และบ้านพักสำหรับเราหลังเล็กๆ มีถนนวิ่งภายในที่ดินของเรา ด้านบนติดเชิงเขาถูกจัดล็อคเพื่อการปลูกต้นสักและไผ่ตง
เราสร้างทุกอย่างจากสมองและจินตนาการ บ้านเล็กๆ ถูกสร้างจากไม้เก่าที่พี่เขยไปหาซื้อมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นบ้านไม้สองชั้นใช้หลังคาเป็นฝาผนัง ชั้นล่างเทปูน ชั้นบนเป็นห้องโล่งๆ ไว้กางมุ้งเวลามานอนค้างคืน  ในวันเสาร์อาทิตย์เราสามคนพ่อแม่ลูกจะขับรถจากกรุงเทพเพื่อไปสูดอากาศที่ฟาร์มในจินตนาการของเรา ไฟฟ้ายังไม่มีอยู่ระหว่างการขอแผงโซล่าเซลจาก อบต. แสงสว่างที่ได้ คือ ตะเกียงน้ำมันก๊าด การหุงต้ม คือ เตาถ่าน เหมือนการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตให้กับลูก การใช้ชีวิตพักแรมในชนบทพื้นที่ยังเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ใบไม้ที่ทับถมกันมาช้านานเราเจอดงเห็ดโคนใต้ต้นมะขามเทศเห็ดโคนดอกใหญ่ๆ เมื่อถึงฤดูกาลเห็ดก็จะขึ้นมาเอง เราช่วยกันเก็บใส่หมวกสานจนเต็มล้างน้ำให้สะอาดห่อใบตองย่างบนเตาถ่านจนสุกเพื่อเป็นการถนอมอาหารไว้เมื่อไม่มีตู้เย็น วันนี้จบด้วยอาหารมื้อค่ำอันโอชะเห็ดโคนย่างจิ้มน้ำพริก และต้มยำเห็ดโคนแสนอร่อย และในที่สุดเราก็ได้ใช้ไฟพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซล่าเซลที่ อบต.จัดให้มีไฟฟ้าทุกครัวเรือน เรามีไฟแสงสว่างจากบ้านคนงานไปยังคอกวัวที่เตรียมสร้าง     ความฝันของเรา คือ การทำฟาร์มโคเนื้อเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ เมื่อเราจัดแปลงปลูกหญ้า และทำคอกวัวเสร็จเรียบร้อย เราเริ่มหาซื้อวัวเข้าฟาร์ม ชาลี คือ พ่อพันธุ์วัวบรามันตัวแรกของฟาร์ม ตัวใหญ่เจ้าเนื้อมีหน้าและขอบตาสีดำลำตัวมีสีขาว แม่วัวพื้นเมืองเริ่มทยอยเข้าฟาร์มสามีเลือกซื้อวัวจากชาวบ้านโดยคัดเลือกโครงร่างใหญ่ แม่วัวตัวแรกของฟาร์ม คือ ยายขาว ลุงเต็มเป็นคนงานคนแรกของฟาร์มรับหน้าที่เลี้ยงวัวอยู่บ้านหลังเล็กที่เราปลูกให้ใกล้ๆ คอกวัว ลุงมีหน้าที่ไล่วัวลงแปลงหญ้าที่ปลูกไว้และเวียนไปในแต่ละแปลง พาวัวลงกินน้ำในบ่อแล้วพาเข้าคอก ส่วนชาลีลุงต้องเกี่ยวหญ้าให้กินและให้อาหารเสริมในคอก  ในช่วงแรกเราได้น้องชายกับน้องสะไภ้มาดูแลให้ทุกอย่างดูราบรื่นดี เมื่อแม่วัวท้องจะคลอดสามีต้องขับรถไปทำคลอดวัวทุกครั้งแม้จะดึกแค่ไหนก็ต้องไปดูด้วยตัวเอง ทำเช่นนี้ตลอดเวลาจนเราพัฒนาสายพันธุ์มีวัวถึง 18 ตัว ลูกๆ ของชาลีเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว ทำให้เราต้องหาพ่อพันธุ์ใหม่ "เจ้าปาน" คือ พ่อพันธุ์ตัวที่สองของฟาร์ม เราได้จากฟาร์มวัวที่พัทยาเจ้าปานตัวดำโครงร่างใหญ่ ทำให้เราได้ลูกวัวดีๆ เพิ่มอีกหลายตัวเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว 3 ปี ตันสักในแปลงเติบโต ตันไผ่ตงแตกกอ เพื่อนๆ ขอขับรถตามมาสูดอากาศบริสุทธิ์ในวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงปลายฝนต้นหนาวอากาศเย็นสบายมีหมอกในตอนเช้าชีวิตได้ผ่อนคลายจากการผจญภัยในกรุง เพื่อนๆ ชอบอากาศที่ฟาร์มมากสนุกกับการเก็บไผ่ตงมาปรุงอาหารด้วยตัวเองเมนูน้ำพรักกะปิ และต้มจืดซี่โครงหมูใส่ไผ่ตง 
           ...........  ความสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นานนัก เมื่อปลายฟ้าเริ่มอายุมากเข้าสู่โหมด
                         แห่งการตัดสินใจมีลูกคนที่สอง

เรื่องราวชีวิตของปลายฟ้าจะเป็นอย่างไรต่อไป  โปรดติดตามบันทึกของปลายฟ้า  ตอนที่ 13
SHARE
Written in this book
บันทึกของปลายฟ้า
    บันทึกเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงที่ต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก 
Writer
plaifah
It' my life.
เศษเสี้ยวของชีวิตที่อยากเล่าให้ฟัง

Comments