ความไม่เชื่อ
นานมาแล้วเมื่อครั้งยังไม่ประสีประสา ผมเป็นเพียงเด็กชายม.3 ที่ฐานะทางบ้านยากจน ผมจึงอยากหาอะไรสักอย่างที่จะสร้างรายได้ขึ้นมาช่วยแม่ได้บ้าง และบังเอิญว่าวิชา "ชมรม" ที่ทุกคนต้องเรียนมันดันมีชมรมนึงที่ชื่อช่างเตะตาผมซะเหลือเกิน ชมรมนั้นชื่อว่า "ชมรมหารายได้ระหว่างเรียน"

หลังจากตาลุกวาวเหมือนค้นพบแผนที่ขุมทรัพย์ ผมก็รีบแจ้นไปต่อคิวสมัครเข้าชมรมนี้อย่างเร็วรี่ ขณะต่อแถว...ผมได้พบปะกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่หัวอกเดียวกัน ทุกคนต่างมีความหวังว่ากับคำว่า "รายได้" บรรยากาศช่างเต็มไปด้วยมิตรภาพ รอยย้ิม อิ่มเอมใจ

ครั้นเมื่อลงชื่อเข้าชมรมได้สำเร็จ อาจารย์ประจำชมรมก็เรียกเรามานั่งรวมกลุ่ม แล้วกล่าวชื่นชมอวยไส้แตกถึงความเป็นเด็กที่มีความคิดดีของพวกเราจนตัวของพวกเราแทบจะลอยไปติดเพดาน เมื่อเห็นท่าว่าซื้อใจพวกเราได้แล้ว อาจารย์ก็งัดแค็ตตาล็อกสินค้ากิ๊ฟท์ช็อปเล่มนึงขึ้นมา...ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มประหวั่นพรั่นพรึงในใจอยู่คนเดียวเงียบๆ

อาจารย์แจกแค็ตตาล็อกฯนั้นให้เราคนละเล่ม แล้วบอกให้เราไปขายสินค้าในนี้กับเพื่อนๆหรือใครก็ได้ เมื่อมีคนจองอะไรเราก็เก็บตังค์เขาแล้วเอามาเบิกสินค้าจากอาจารย์ไป ซึ่งเราจะได้ส่วนแบ่งจากสินค้าที่เราขายได้ แม้จะเป็นเงินน้อยนิด แต่ถ้าเราขายสินค้าได้เยอะๆเราก็ได้เงินเยอะนะ

เมื่อฟังจบ...ผมหันไปมองเงาสะท้อนตัวเองที่กระจกตู้โชว์ในห้อง พบเด็กชายผอมๆดำๆเสื้อผ้ามอมๆ ถือแค็ตตาล็อกสินค้ากิ๊ฟท์ช็อปกุ๊กกิ๊กน่ารักอยู่ในมือ พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญระดับชีวิต "ใครมันจะซื้อสินค้ากุ๊กกิ๊กกับคนอย่างกูวะ"

ซ้ำร้ายสิ่งที่โหดเหี้ยมอำมหิตที่สุดก็คือ หากใครขายของได้ไม่ถึงเกณฑ์จะ "ไม่ผ่าน" วิชาชมรมนี้ เอ่อ..ใครก็ได้ช่วยบอกที นี่มันวิบากกรรมอะไรของเด็กม.3 โรงเรียนชายล้วน

ตอนนั้นผมพยายามจะหาพวก โดยการกวาดสายตาไปรอบๆห้อง เผื่อจะมีใครสักคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่อยากทำ และขอย้ายชมรม แต่สิ่งที่ผมเจอคือแววตาของเด็กๆที่เคลิบเคล้ิมราวกับถูกป้ายยาเสน่ห์ นั่นจึงทำให้ผมป๊อดที่ยืนโด่และคัดค้านเพียงลำพัง ผมจึงต้อง "เลยตามเลย" ถือแค็ตตาล็อกเล่มนั้นเดินโหวงๆกลับห้องเรียน

..
ผ่านมาเป็นเดือนๆ นับจากวันที่ความหวังเรืองรองส่องสว่างกลางโรงเรียน มาวันนี้ไฟหวังนั้นริบหรี่เหลือเกิน แค็ตตาล็อกเล่มนั้นของผมเยินขึ้นเล็กน้อย มีเพื่อนๆเห็นใจซื้อของถูกๆจำพวกปากกา ดินสอ ไปบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ยอดเงินของผมยังห่างจากเกณฑ์ "ผ่าน" อีกบานเบอะ

ตอนนั้นผมเริ่มเครียด อยากหัดสูบบุหรี่แล้วพ่นควันระบายปัญหาชีวิตแบบที่ในหนังทำกัน นั่งจมจ่อมคิดตำหนิตัวเองว่าทำไมวันนั้นไม่ขอเปลี่ยนชมรมวะ ไปอยู่ชมรมสมุนไพรแบบเดิมก็ได้ ชิลล์ๆ เพลินๆ ท้ายคาบก็มีน้ำเก๊กฮวยน้ำมะตูมให้กินชื่นใจด้วย สบายจะตาย แล้วดูตอนนี้สิ ต้องมาบากหน้าไปเร่ขายของ ของที่ขนาดตัวเองยังไม่อยากซื้อใช้ แล้วจะไปให้คนอื่นอยากซื้อเนี่ยนะ

หลายคนอ่านแล้วอาจคิดว่าทำไมผมไม่ไปปรึกษาแม่ คือตอนนั้นมันคิดเพียงแค่ว่าไม่อยากให้แม่มาเดือดร้อนด้วยน่ะครับ เด็กคนนึงเลยพยายามหาทางออกด้วยตนเอง เวลายังเหลือก็ดิ้นรนกันไป การต่อสู้ระหว่าง "ความกลัว" กับ "ความอาย" จึงเริ่มต้นขึ้น กลัวไม่ผ่านวิชาก็เลยต้องไปเร่ขาย ขายไปก็อายที่เอาสินค้าบ้าบออะไรไม่รู้มาขายเขา แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

ในที่สุดวันสุดท้ายที่ต้องส่งยอดเงินก็มาถึง ผมที่ตอนนี้หน้าหนาขึ้นมาหลายนิ้วก็ทำยอดขึ้นมาได้อีกหนึ่งเฮือก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังขาดอยู่อีกหลายร้อย เด็กจนๆคนนึงที่ไม่มีทางเลือกจำใจต้องทุบกระปุกเงินเก็บของตัวเอง มาซื้อแฟ้มเอกสารสีชมพูหวานจ๋อยที่ราคาโคตรแพง เพื่อมียอดแตะเส้นผ่านเกณฑ์พอดี

ในห้องพักครูตอนยื่นเงินส่งยอดให้อาจารย์ประจำชมรมให้ครบตามเกณฑ์นั้น อาจารย์เอ่ยปากชื่นชมผมและเด็กคนอื่นๆ บอกว่าพวกเราเป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กสมัยนี้ที่คิดหาเงินช่วยพ่อแม่ แล้วชักชวนให้เรากลับมาเข้าชมรมนี้อีกในเทอมหน้า พวกเรายกมือไหว้อาจารย์พร้อมกล่าวขอบคุณพร้อมกันอย่างสุดซึ้ง

ผมเดินออกจากห้องพักครูพร้อมคำนวณเงินส่วนแบ่งรายได้กับเงินที่เสียไปว่าขาดทุนเท่าไหร่แล้วพบว่าขาดทุนยับ! พร้อมกับคิดว่าจะเก็บแฟ้มเอกสารสีชมพูนั่นไว้ตรงไหนของบ้านดีที่ผมจะไม่ต้องเห็นมันบ่อยๆให้ช้ำใจ พลางนึกถึงชื่อชมรม "หารายได้ระหว่างเรียน" อยากจะเอาปากกาไปเขียนเติมข้างหลังเหลือเกินว่า "สำหรับบางคนว่ะ"

และสุดท้ายผมรู้ตัวเองตั้งแต่ตอน ม.3 ว่าอะไรก็ตามที่เอาคำว่า "รายได้" มาล่อ แต่สินค้าหรือระบบแม่งไม่ได้เข้ากับตัวเรา ก็อย่าไปดันทุรังทำมันเลย

..

ผ่านมาหลายปีจนล่วงเข้าวัยทำงาน หลายครั้งที่มีคนชวนไป "ขายตรง" ผมไม่เคยคิดอยากไปเลยสักครั้ง ต่อให้เอาตัวเลขรายได้มาล่อแค่ไหนก็ตาม เพราะแฟ้มสีชมพูใบเก่าที่ชั้นเก็บของ มันเตือนผมว่า "อย่าไปทำอะไรที่เราไม่เชื่อในสิ่งนั้น...มันไม่เวิร์กหรอก"



....................
ปล. แอบสงสัยเล่นๆว่าตอนนั้นอาจารย์ประจำชมรมได้ส่วนแบ่งไปกี่บาทกันนะ แหม่...เครือข่ายเพียบเลย เด็กๆว่านอนสอนง่ายเชียว :P

Photo: Kristina Paukshtite
SHARE
Written in this book
เฮ้ย อย่าดิ
ผมจำได้ว่ามันเป็นวันจันทร์ ที่ผมเพิ่งตัดผมทรงนักเรียนหัวเกรียนมาใหม่ๆ ผมเป็นเด็กหงอที่มักถูกแกล้งอยู่บ่อยๆ และครั้งนี้ก็ไม่รอด... เพื่อนหัวโจกเดินเข้ามาเบิ๊ดกะโหลกเกรียนอย่างจัง จนมันดังแป๊ะ! จังหวะนั้นผมโมโหสุดขีด จึงโต้ตอบมันด้วยการพูดเสียงจ๋อยๆ ว่า... เฮ้ย อย่าดิ
Writer
NickyPP
writer
มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง facebook.com/nickyppth

Comments

Namkanokp
3 years ago
ขำตอนส่องกระจกค่ะ 😆😆😆
Reply
NickyPP
3 years ago
สภาพไม่น่าขายกิ๊ฟช็อปเลยครับ 555