อัตตาที่ฉันรู้
     จริงๆแล้วก่อนที่ฉันจะลงมือเขียน ฉันไม่ได้เข้าใจว่าคำว่า 'อัตตา' มากเท่าไหร่ แล้วที่เข้าใจอยู่ก็ไม่รู้ว่าถูกต้องไหม ตามที่ฉันเข้าใจ อัตตา = ตัวตน ...แล้ว ตัวตนของฉันคืออะไรกันนะ 

     ตัวตนคืออะไร ชาติกำเนิด เพศ สัญชาติ ถิ่นฐานบ้านเกิด การมีชีวิตอยู่ นิสัยใจคอ ความเชื่อ ศาสนา

      ไม่ว่าจะอะไรก็ตามแต่ ฉันอยากลองตีความความหมายของอัตตาตามที่ฉัน รู้สึก ไม่มีหลักอ้างอิงที่เป็นตรรกะจากคำพูดของบุคคนใด หรือ หนังสือเล่มไหนทั้งสิ้น


     ต้องเท้าความก่อนว่า เมื่อปีที่แล้ว(2015) ประมาณเดือนกันยายน ฉันได้มีโอกาสไปค่ายเดินป่าที่จังหวัดนครนายกกับชมรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นชมรมภายในมหาวิทยาลัยของฉันเอง เป็นการตัดสินใจไปเดินป่าคนเดียว คนเดียวในที่นี้คือมีคนอื่นไปด้วย แต่ฉันไม่รู้จักใครเลย จริงๆแล้วฉันนัดกับเพื่อนสนิทที่สอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันไปด้วย แต่ก็โดนเบี้ยวนัดตามเคย

     คืนก่อนที่จะเดินทาง ฉันนอนไม่ค่อยหลับ ฉันไม่ได้กลัวการเดินป่า การเดินป่าเป็นสิ่งที่ฉันรัก แต่ฉันเริ่มกลัว กลัวความเหงา กลัวไม่สนุก กลัวไปหมดทุกอย่าง พื้นฐานแล้วฉันเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์แย่ ชวนคุยไม่เก่ง ยิ่งกับคนที่เพิ่งรู้จักยิ่งแล้วใหญ่ 'ไม่อยากให้มีความทรงจำแย่ๆเกิดขึ้นกับสิ่งที่ตัวเองรักเลย' ฉันคิดแบบนั้น


     ฉันมองตัวเองว่าเป็นคนน่าเบื่อคนหนึ่ง ฉันสามารถดูหนังเรื่องเดิมได้ซ้ำๆ กินอาหารเมนูเดิมๆได้ทุกมื้อ ฟังเพลงเดิมได้ทุกวัน ใส่เสื้อผ้าตัวเก่าได้หลายปีจนกว่ามันจะขาด ฉันไม่ค่อยรู้สึกต้องการอะไรเพิ่มมากมายนัก ต่อให้โลกหมุนไปไวมากแค่ไหน บางครั้งฉันก็เลือกที่จะเดินตามหลังคนอื่นเขาไปช้าๆแทนที่จะวิ่งเหมือนคนอื่นเขา บางทีก็นั่งพักจนคนอื่นเดินวนรอบโลกไปได้1รอบแล้วฉันจึงค่อยลุกเดินตาม ...กลัวคุณจะเบื่อจังที่ฉันพร่ำพรรณาเสียมากมาย เอาล่ะ!

     และแล้วก็ถึงเวลาที่ทางชมรมนัด ตะวันยังไม่โผล่จากขอบฟ้าเลย แปลกใจอยู่ที่ฉันไปถึงเป็นคนแรก มองนาฬิกาแล้วมองนาฬิกาอีก ฉันมาเร็วไปหรือก็เปล่า คนในชมรมเดินมาพูดคุยกับฉันเล็กน้อยแล้วบอกให้ฉันนั่งรอ 

     สักพักมีกลุ่ม5-6คนเดินแบกกระเป๋าใบใหญ่เข้ามา ฉันใจกระตุกด้วยความดีใจเล็กน้อย คิดอยู่สักพักว่าจะเริ่มบทสนทนายังไงดี สุดท้ายแล้วมันก็ทั่วๆไปนั้นแหละ บทสนทนาของเราอบอวนไปด้วยความเขอะเขิน พอไม่มีอะไรจะคุยก็จบลงแค่ยิ้มฝืนๆให้กัน แล้วก็จบลง จากวงสนทนาวงกลมที่มีฉันรวมอยู่ด้วยก็แคบลง ฉันเขยิบตัวออกมาด้วยความยินดี 

     นั่งมองประเป๋าเป้เดินทางใบโตสีน้ำเงินเข้มของตัวเองพลางคิดว่า กลับตอนนี้ทันไหมหนอ มันกำลังเป็นอย่างที่ฉันคิดทุกอย่าง ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้ ไม่อยากรู้สึกว่าเลือกผิดเลย ความคิดในแง่ลบกำลังทับถมงานอดิเรกที่ฉันชอบอยู่ สุดท้ายจะกลายเป็นอคติ ฉันจะยอมเหรอ...ใช่ ฉันไม่ยอม 


     ในความรู้สึกแย่ๆนั้นยังพอมีเรื่องดีๆ ถึงเวลาขึ้นรถบัสแล้ว แน่นอน มันเป็นที่นั่งคู่ ฉันเลือกนั่งหน้าอย่างไม่ลังเลเพื่อไม่ให้ฝ่ายสันทนาการฉิ่งฉับประจำรถบัสด้านหลังมาสนใจ มาแซว หรือเรียกให้ออกไปร้องรำทำเพลง 

     มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์กำลังโผล่ออกมาจากขอบฟ้าเป็นสัญญาณเตือนเช้าวันใหม่ ..มีนิ้วมาสะกิดไหล่ฉัน เป็นผู้หญิงผมยาวผิวแทน และเป็นรุ่นน้องฉัน1ปี เขาขอฉันนั่งด้วย ฉันก็ถามตามประสา ทำไมไม่นั่งกับเพื่อน หรือ ที่นั่งมันไม่พอ เขาบอกว่าที่นั่งมันพอ แต่อยากรู้จักกับคนใหม่ๆต่างคณะบ้างไง ฉันมองเขาแล้วบอกไปว่า 

"เออ เจ๋งดี" 
"แล้วทำไมพี่มาคนเดียวอ่ะ"

'นั้นน่ะสิ' ฉันอุทานขึ้นมาในใจ 

"มาหาประสบการณ์ใหม่ๆมั้ง" ฉันตอบไปส่งๆ

     ถึงฉันไม่มากับชมรมนี้ ฉันก็มีทริปจะไปเดินป่ากับเพื่อนๆอยู่แล้ว คณะที่ฉันเรียนก็เดินป่ากันเป็นว่าเล่น 

นอกจากมนุษย์สัมพันธ์แย่ยังไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีๆอีก 
เอาตัวเองมาอยู่ตรงนี้คนเดียวทำไม(วะ) ฉันแบะปากให้ตัวเองเบาๆก่อนก็เผลอหลับไปทั้งๆที่เสียงกลองของสันทนาการหลังรถยังทำหน้าที่ไม่อยุดยั้ง


     ถึงจุดหมาย กิจกรรมก็เหมือนค่ายทั่วไป มีการละลายพฤติกรรม ทำความรู้จักคนอื่น ศึกษาประวัติความเป็นมาของป่าแห่งนี้ ถึงตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกสนุกบ้างแล้ว ไม่เกร็ง ไม่ฝืน มีคนเข้ามาทักทายฉันบ้าง ส่วนใหญ่ก็มากับคำถามว่า 'ทำไมมาคนเดียว' จนเริ่มระอานิดหน่อย

     คืนนั้นฉันได้นอนรวมกับคนอื่นๆอีก2คนนอกจากน้องที่เข้ามาทักฉันบนรถบัส เท่ากับว่าฉันมีคนรู้จักภายในค่ายนี้3คนแล้ว เรานอนคุยกันเกือบทั้งคืน เรื่องทั่วไปยันเรื่องส่วนตัว ...ความรู้สึกในตอนแรกมลายหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เริ่มสนุก เริ่มตื่นเต้น และรู้สึกดีกับตัวเองเหลือเกินว่า 'ฉันเลือกไม่ผิดนี่น่า'

     เช้าถัดมาถึงกิจกรรมที่ฉันรอคอย การเดินป่า ทุกอย่างเป็นไปปกติ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มพูดคุยเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันมองเห็ดราขึ้นบนขอนไม้แล้วเรียกใครต่อใครก็ไม่รู้มาดู พินิจวิเคราะห์พืชพันธุ์ตั้งแต่ไม้เลื้อยยันไม้ยืนต้นสูงใหญ่อายุกว่าร้อยปีกันจนปวดสมอง มองสัตว์เล็กสัตว์น้อยวิ่งกันให้วุ่น แวะเล่นน้ำจากลำธารจนชื่นใจ แล้วก็เพิ่งฉุกคิดได้ที่หลังว่าเราไม่รู้จักกันนิ(ฮา) 

     หลังจากเสร็จกิจกรรมเดินป่าอันแสนเหน็ดเหนื่อย ก็ต่อด้วยสันทนาการช่วงค่ำเพื่อความบันเทิงก่อนนอน ฉันถูกเรียกไปเล่นเกมส์ต่างๆนานาด้วยเหตุผลที่ว่า 'มาคนเดียวกลัวจะเหงา' ...แปลกที่ฉันกลับเต็มใจจะทำ และสนุกไปกับมัน ฉันละความเขินอายและรำคาญไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ 

     ความรู้สึกที่ทิ้งความกังวลไปได้อย่างหมดสิ้น ความรู้สึกที่ทิ้งความหวาดระแวงไปได้อย่างหมดจด ฉันอยู่ที่นี่ ฉันไม่ใช่ฉันคนเดิม จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้ฉันเป็นคนอย่างไร สถานการณ์เดิมแต่การตอบโต้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉันผู้ยืดหยุ่นกับผู้คนและสถานะการณ์รอบข้าง ฉันที่ไม่ใช่ฉันคนเดิม แต่สบายอกสบายใจอย่างน่าประหลาด

     ไร้ซึ่งความทุกข์ใดๆ รอยยิ้มด้วยใจ ฉันมีให้ทุกคนอย่างไม่มีสิ้นสุด ในที่นี่ทุกคนคือเพื่อน มีป่าล้อมรอบตัว ท้องฟ้ามีดาวระยับ สวยจนต้องแหงนหน้ามองซ้ำๆ ระหว่างทางเดินกลับที่พักเรามองท้องฟ้า ชี้ไปมาพูดคุยไปเรื่อยๆ สายลมเย็นๆปะทะตัว พุ่มไม้พริ้วไหวไปมา จังหวะการเดินของทุกคนเนิบช้าลง เพื่อค่อยๆให้ตัวเองซึมซับบรรยากาศรอบข้างให้ได้มากที่สุด ฉันเชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกเหมือนที่ฉันรู้สึก คือมี
 'ความสุข' 



สุขที่ได้เดินป่าอันแสนจะธรรมดา



สุขที่ได้พูดคุยกับคนที่ชอบอะไรๆเหมือนกัน

สุขที่ทั้งที่ได้กินแค่ปลากระป๋องราดข้าวกลางป่า
สุขทั้งที่ยิ้มและร้องไห้ในวันสุดท้ายที่ต้องจากลากัน

   ก่อนกลับ ประธานค่ายออกมากล่าวคำร่ำลา มีประโยคหนึ่งที่ฉันจำได้ไม่มีวันลืมจนถึงตอนนี้ 

     "ถ้าเราอยู่ในที่ๆใช่ เราจะมีตัวตน"



     ในตอนนั้นฉันรู้สึกว่ามันจริงที่สุด เพราะฉันเพิ่งได้สัมผัสมากับตัวเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง     




     ถึงเวลากลับ บ้างร้องไห้ บ้างหัวเราะ บ้างสัญญาว่าจะกลับมาอีก ฉันยืนมองทุกคนแล้วคุยกับตัวเองเงียบๆ 



     ฉันอยากยืดเวลา ณ ที่ตรงนี้ไปอีกตลอดกาล แสนนาน แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ..เป็นธรรมดา

     


           ความรู้สึกทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นจาก ฉันได้มาเดินป่า ชมธรรมชาติเขียวขจี ได้ทำสิ่งที่ฉันรัก ฉันได้พูดคุยกับคนอื่นๆที่มีความชอบเหมือนๆกัน หรือเพราะบรรยากาศดีๆรอบตัว มีป่า มีลำธาร วิวทิวทัศน์สวยงาม...ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีส่วนทั้งสิ้น แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุด 'การมีตัวตน'



     เพราะฉะนั้น สำหรับฉัน อัตตา หรือ ตัวตน ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นฉันกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร 


     สัญชาติ ศาสนา ความเชื่อ หรืออะไรก็ตามจึงไม่มีผลกับฉันมากนัก 


    ตราบใดที่ฉันยังมีความสุข และรู้สึกว่ามีตัวตน 


 




   

  

ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะตีความหมายของคำว่าอัตตาอย่างไร                 แต่สำหรับฉันมันคือการ 'มีตัวตน'                เธอเห็นฉันอยู่ตรงนี้ และฉันก็เห็นเธออยู่ตรงนี้เช่นกัน                       เราเห็นซึ่งกันและกันและกัน                     ยอมรับว่าเรายังคงอยู่ด้วยกันในที่แห่งหนึ่งซึ่งสบายใจ       และเดินจับมือกันไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง



   






                                                                 :   )






SHARE
Written in this book
ผ่านมาแล้วยังไม่แล้วไป
ตกตะกอนเรื่องราว ตกตะกอนความคิด ตกตะกอนความรู้สึก

Comments